Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน พุธ ก.พ. 25, 2026 2:35 am

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

อ่านนิยาย Summoner Master Episodeต่าง ๆ ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


+เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ก.ค. 27, 2025 4:16 am

Epi 3 Lost Avalon,
the Fallen of the Elf


โลก Terra นี้กำเนิดมาได้อย่างไร?
และ มีสภาพเป็นเช่นใดบ้างเมื่อเริ่มแรก?

แรกเริ่มเดิมทีพระเจ้าสูงสุดแต่พระองค์เดียวได้สร้างทุกสิ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า ทำให้สิ่งที่ไม่ดำรงนั้นดำรงขึ้นมา และ สิ่งที่มองไม่เห็น มองเห็นได้ขึ้นมา ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล โลก Terra ก็กำเนิดขึ้นมา
โดยหลังจากการจัดการรูปแบบธาตุและพลังงานทั้งหมดแล้ว โลก Terra ก็มีผืนแผ่นดิน และ สภาพแวดล้อมต่างๆจากพลังของธาตุทั้ง 6 แต่ตอนแรกนั้นยังไม่มีสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ แมลง รวมถึงมนุษย์อยู่เลย สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมาก่อนจากผืนดินนั้นคือ พืช

พืชนั้นเจริญงอกงามเติบโตขึ้น และ ปกคลุมแผ่นดินก่อกำเนิดเป็นทุ่งหญ้า ป่า และ แวดล้อมในระบบธรรมชาติ พืชมากหน้าหลายพันธุ์เหล่านั้นที่ถือกำเนิดมาก่อนมีหน้าที่ในฐานะ ผู้จัดเตรียม คือเหมือนเป็นแหล่งทรัพยากร อู่ข้าว อู่น้ำ สร้างพลังงาน เป็นแหล่งอาหารให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เกิดตามมาทีหลัง โดยพืชแต่ละชนิดก็มีหน้าที่และประโยชน์ใช้สอยต่างๆกันไปทั้งเป็นอาหาร ทำยารักษาโรค แก้อาการต่างๆ หรือนำมาใช้ผลิตในฐานะวัตถุดิบต่างๆ

โดยที่หลังพืชได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆก็กำเนิดตามมา ทั้งสัตว์น้อยใหญ่บนผืนดิน สัตว์น้ำในท้องทะเล หรือ สัตว์ปีกบนท้องนภา รวมไปถึงบรรดาแมลง จุลชีพต่างๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย โดยที่พระเจ้าทรงสร้างทุกอย่างให้อยู่ในสภาพสมดุลย์เกื้อหนุนซึ่งกัน และ กัน

แต่ละชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นมาต่างมี หน้าที่ โดยตัวของมันเองที่จะทำประโยชน์ให้ระบบนิเวศ หรือ ธรรมชาติโดยรวมทั้งหมด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในรูปแบบสัมพันธภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัวนี้เป็นดั่งโปรแกรมที่สมบูรณ์แบบที่ถูกวางไว้อย่างดี และ ทั้งหมดก็สามารถดำเนินสมดุลย์นี้ต่อไปได้ตามโปรแกรมที่พระเจ้าทรงกำหนดเอาไว้

แต่ไม่เพียงชีวิตบนผืนโลก Terra จะมีเพียงแค่นี้ ยังมีลักษณะสภาพที่สูงกว่าอยู่ด้วย นั่นคือ เทพ นั่นเอง เทพนั้นมีมากมายหลายองค์ แต่ละองค์ก็มีหน้าที่ต่างกันออกไป เช่นเทพพิทักษ์ในธรรมชาติต่างๆ อย่าง Undine ที่พิทักษ์สายน้ำ Raina ที่เป็นเทพธิดาแห่งสายฝน เทพ Baraman ที่คอยพิทักษ์ผืนดินผืนป่าแห่งฟูดินัน และเทพองค์อื่นๆ
โดยเทพก็จะเกิดจากพระเจ้าสูงสุดมาอีกทีหนึ่ง และมีสถานภาพที่สูงกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไปบนพื้นโลกอย่าง สัตว์ พืช และ มนุษย์ แต่ต่ำกว่าพระเจ้าที่สร้างขึ้นมา ซึ่งเทพเหล่านี้ก็เป็นเสมือนอีกโปรแกรมหนึ่งของพระเจ้าที่คอยทำหน้าที่พิทักษ์ระบบต่างๆในธรรมชาติ และ คอยพิทักษ์แต่ละสถานที่อีกทีหนึ่ง หากใครมาทำลายสมดุลย์แห่งธรรมชาติ เทพเหล่านั้นย่อมต้องออกมาจัดการปรับสมดุลย์ให้เข้าที่เช่นเดิมนั่นเอง โดยที่เทพต่างก็ทำหน้าที่ของตนตามที่ถูกโปรแกรมไว้โดยไม่ได้มีความรู้เรื่องของพระเจ้าสูงสุดไปเสียเท่าไหร่ นอกจากจะรู้เพียงว่า มีพระเจ้าสูงสุดดำรงอยู่ เท่านั้น

กำเนิด เอลฟ์ ในโลก Terra

เหล่าทวยเทพนั้นเมื่อเกิดจากพลังงานชีวิตที่กลั่นตัวออกมาของพระผู้สร้างสูงสุด ก็ได้รับพลังการสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วย เทพเหล่านี้จึงได้มีการสร้างเทพระดับรอง(เช่น พันนิชชูล่า) และสัตว์บางชนิดขึ้นเพิ่มเติมด้วย หากแต่ว่าวันหนึ่ง เทพเหล่านี้ เกิดคิดอยากสร้างสิ่งที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ขึ้นมา และ คิดจะสร้างให้สูงส่งกว่าสัตว์ทุกชนิดในโลกTerra ที่พระผู้สร้างแรกเริ่มได้สร้างไว้ ที่ล้วนมีข้อบกพร่องใหญ่บ้างเล็กบ้างหลากหลายในแต่ละเผ่าพันธุ์ และมีความทุกข์ จากการแก่ เจ็บ และตาย เหล่าคณะเทพจึงได้รวมพลังกันสร้างสรรค์สิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงพวกตนมากที่สุด นั่นคือต้นกำเนิดแห่งเอลฟ์

เทพทั้งหลายใส่ทุกสิ่งที่เรียกว่าดี และที่ตนคิดว่าดี ลงไปในเอลฟ์ทั้งหมด เอลฟ์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบพร้อม มีความงดงาม มีพลังงานที่สูงส่ง เต็มไปด้วยความดีงาม เพียบพร้อมทั้งสติปัญญา และ ความสามารถ และที่สำคัญ ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดคือ การให้พรพวกเอลฟ์ให้เป็นอมตะ

สรรพสัตว์ยามที่เกิดขึ้น ก็ย่อมมีสิ่งอื่นที่ตาย เมื่อจะกินก็จำต้องเบียดเบียนชีวิตอื่น แต่พระผู้สร้างสูงสุดแรกเริ่ม ได้ใส่ความสมดุลแห่งวงจรชีวิต แม้สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงอยู่ยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร ยังกลับกลายถูกย่อยสลายโดยสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ทุกอย่างในโลกทำหน้าที่ต่างๆกัน จึงต้องแตกต่างกัน เพื่อประสานเข้ากัน พระองค์ไม่ได้มองว่าการเจ็บ การตาย เป็นทุกข์ แต่เล็งเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อการ ดำรง ที่ทำให้โลกนี้สมดุล แต่เอลฟ์เป็นอมตะจึงมิรู้ตาย สมดุลของโลกจึงเสียไปเมื่อแผ่นดินมีเอลฟ์ที่มิรู้ตายเต็มไปหมด เมื่อโลกอันถูกกำหนดจากพระเจ้า ให้สมดุล บังเกิด การเกิดที่ไร้การตายมากมายฉับพลันเช่นนี้ โลกจึงพยายามปรับตัวให้เกิดสมดุลให้จงได้


ดังนั้นหลังจากพวกเอลฟ์อยู่อย่างมีความสุขในฐานะสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งที่สุดในโลก เพียง7,000ปี ก็เกิดการอาเพทครั้งใหญ่ขึ้นในโลก เริ่มที่เหล่าพืชที่เป็นพวกแรกที่พร้อมใจยอมตายลง เพื่อถ่วงสมดุล และพยายามถอยการดำรง ให้ย้อนกลับ โลกเริ่มหมุนช้าลง จนวงโคจรเริ่มย้อนกลับ ภูมิอากาศทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนแปลง โลก Terra กำลังออกแรงอย่างมหาศาลเพื่อหาสมดุล แต่เหล่าเอลฟ์กลับหาสูญเสียชีวิตไม่ ในทางกลับกันสัตว์ใหญ่น้อยกลับเป็นฝ่ายตายลงแทนและเริ่มสูญพันธุ์ แล้วเอลฟ์ที่เป็นอมตะเหล่านั้นก็หามีความสุขไม่ ชีวิตที่ยาวนานมิรู้จบเหมือนเป็นบ่วงพันธนาการนิรันดร์ที่ไม่มีจุดจบทำให้เอลฟ์แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง แต่สิ่งที่พวกเอลฟ์ไม่มีคือ ความสุข พวกเขาแสวงหาความตายแต่ไม่พบ และต้องดำรงเป็นเผ่าพันธุ์ไร้สุขมิรู้ตายเช่นนี้ราวถูกสาปไปชั่วกัลป์

เมื่อสมดุลโลกเสียลงเพราะการสร้างเอลฟ์ของเหล่าเทพ หลังการเสียสมดุลยาวนานถึง 500 ปี ก็เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าสูงสุดได้ยื่นหัตถ์ของพระองค์เพื่อจัดทุกอย่างให้กลับสู่สมดุล ขึ้นมา หากแต่ว่า ไม่มีใครหรือชีวิตใดในโลก Terra อาจจะมองเห็นสัมผัส หรือเข้าใจพระองค์ได้ เพราะทรงเป็นสถานภาพที่สูงสุดกว่าสิ่งสร้างทุกอย่าง เหมือนดังตัวโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่มีวันเข้าใจหรือมองเห็นโปรแกรมเมอร์ของตนได้

ดังนั้น การสร้างโปรแกรมใหม่ลงไปควบคุมจัดระบบทุกอย่าง จึงเป็นสิ่งที่ต้องบังเกิด พระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์สิ่งสร้างสูงสุดที่รับใช้พระองค์ เป็นสถานะเดียวที่ติดต่อกับพระเจ้า และสิ่งสร้างอื่นทุกอย่างได้ เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ลงมา แจ้งข่าวเหล่าทวยเทพทั้งหลายในโลก และห้ามการสร้างสิ่งมีชีวิตชั้นสูงขึ้นอีก และให้เหล่าเทวทูต นำพรอันหนึ่งไปยังเหล่าเอลฟ์ นั่นคือ เมื่อใดที่เอลฟ์ หมดความต้องการที่จะดำรงชีวิต เอลฟ์นั้นจะสลายกลับสู่เหล่าเทพผู้สร้างตน ภายใน1วันของเอลฟ์(เท่ากับ7วันของมนุษย์) หากภายใน1วันนั้น เอลฟ์เกิดเปลี่ยนใจก็ยังสามารถกลับแข็งแรงมีชีวิตต่อไปได้

บรรดาเอลฟ์ได้แยกย้ายไปอาศัยในหลายทวีป จากนั้นพระเจ้าผู้สร้างมีพระดำริว่า จะสร้างสิ่งมีชีวิตที่สมดุลกว่าให้กำเนิดขึ้นในโลก Terra เพื่อเป็นตัวอย่างให้เหล่าเทพและเหล่าเอลฟ์ได้เห็น ในการนี้ เหล่าเทพ และเอลฟ์ และแม้แต่ทูตสวรรค์ ได้เริ่มรอคอยอย่างใจจดจ่อ ที่จะได้เห็นสิ่งสร้างที่เรียกจะถูกว่า มนุษย์ นี้
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พฤหัสฯ. พ.ย. 06, 2025 11:25 pm

ธาตุของเอลฟ์

เอลฟ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบขึ้นจากธาตุทั้งสี่ — ดิน น้ำ ลม และไฟ — เช่นเดียวกับสรรพชีวิตอื่นในโลก แต่ในร่างกายของเอลฟ์แต่ละตนจะมี “ธาตุหลัก” ที่มีพลังเข้มข้นกว่าธาตุอื่น ธาตุนี้คือฐานธาตุที่กำหนดพลัง ความถนัด และบุคลิกลักษณะของเอลฟ์ผู้นั้น

ธาตุหลักของเอลฟ์ไม่ได้เลือกโดยตนเอง หากแต่ถูกกำหนดโดย “พลังแห่งเทพประจำธาตุ” ที่หลั่งไหลเข้ามาขณะเอลฟ์ถือกำเนิด เอลฟ์ที่เกิดในช่วงซึ่งเทพธาตุดินทรงอิทธิพลก็จะมีพลังธาตุดินเป็นหลัก เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับอิทธิพลของเทพน้ำ ลม หรือไฟในเวลานั้น ๆ

ในยุคแรกเริ่ม เมื่อเหล่าเอลฟ์เพิ่งถือกำเนิดจากพระหัตถ์แห่งเทพทั้งสี่ กลุ่มเอลฟ์รุ่นแรกจึงมีจำนวนสัดส่วนของธาตุหลักที่ใกล้เคียงกันทั้งสี่ธาตุ เป็นสมดุลแห่งธรรมชาติที่สะท้อนถึงการร่วมสร้างของเทพทั้งปวง

อาณาเขตของเอลฟ์

เดิมที เอลฟ์อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป จำนวนเอลฟ์เพิ่มขึ้น พวกเขาเริ่มกระจายตัวออกไปตามทวีปต่าง ๆ และสร้างชุมชนหรือกลุ่มตระกูลของตนเอง จึงเริ่มเกิด “อาณาเขต” ของแต่ละเผ่าขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาณาเขตของเอลฟ์ไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดเจนเหมือนของมนุษย์ เพราะมักทับซ้อนกันตามภูมิประเทศและอิทธิพลของเทพประจำธาตุ ตัวอย่างเช่น บริเวณชายฝั่งทะเลซึ่งอยู่ในอิทธิพลของธาตุดิน ลม และน้ำ มักมีเอลฟ์น้ำและเอลฟ์ลมอาศัยอยู่หนาแน่น แต่หากบริเวณนั้นมีหน้าผาที่ติดปล่องภูเขาไฟ เอลฟ์ไฟและเอลฟ์ดินก็สามารถตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกันได้

แม้จะไม่มีพรมแดนแน่นอน แต่เมืองของเอลฟ์แต่ละสายจะมี “หัวเมือง” หรือสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนศิลปะและวิทยาการเฉพาะของตน สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้มีพลังแห่งธาตุสอดคล้องกับผู้ที่อาศัยอยู่ ทำให้เอลฟ์ในพื้นที่นั้นมีพลังเข้มแข็งขึ้น หากมีการสร้างเมืองและตั้งรกรากอย่างมั่นคงตามหลัก “วิทยาการแห่งการเสริมธาตุ” อิทธิพลของเทพประจำธาตุนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และดึงดูดเอลฟ์ธาตุเดียวกันให้เข้ามาอยู่รวมกันมากขึ้น


ปรัชญาและหลักความศรัทธาของเอลฟ์

ในยุคแรกแห่งเผ่าเอลฟ์ ความเชื่อและปรัชญาแห่งชีวิตได้แตกแขนงออกเป็นสองสายสำคัญ ซึ่งกลายเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณของเผ่าพันธุ์นี้มาจนถึงปัจจุบัน

สายแห่งแสงกลางวัน — ศรัทธาในเทพโซลูเร็ธ (Solureth)
เอลฟ์ผู้ศรัทธาในเทพแห่งดวงอาทิตย์ โซลูเร็ธ (Solureth) เชื่อมั่นใน “ระเบียบ กฎหมาย และหลักการ” พวกเขามองว่าแสงสว่างคือสัญลักษณ์แห่งความจริงและความยุติธรรมที่หล่อเลี้ยงโลก ความศรัทธานี้ถ่ายทอดผ่าน วจีภาวนา

“Solureth il aurë, min calarion.”
แปลว่า “โซลูเร็ธแห่งอรุณ แสงคือหนทางของเรา”

สายแห่งรัตติกาล — ศรัทธาในเทพลูนาเร็ธ (Lunareth)
อีกสายหนึ่งคือผู้ยึดมั่นในเทพแห่งดวงจันทร์ ลูนาเร็ธ (Lunareth) ซึ่งสอนให้ดำรงตนอย่างยืดหยุ่น เป็นหนึ่งเดียวกับการเปลี่ยนแปลงและกระแสแห่งธรรมชาติ เอลฟ์สายนี้เชื่อว่าความมืดมิใช่ความชั่ว หากแต่เป็นช่วงเวลาของการไตร่ตรองและการกลับคืนสู่สมดุล วจีภาวนาของพวกเขาคือ

“Lunareth il lómë, min silmë.”
แปลว่า “ลูนาเร็ธแห่งรัตติกาล แสงแห่งจันทร์คือคำสาบานของเรา”

Elenarielë Ainavorë
(บทเพลงแห่งแสงและเงา)

Minëa nórëa, úra mistë a lómë,
Lirien Ainavorë iltë anorë calima.
A lirya tári, nérion silmë entulë,
Solureth — min aurë cendë cala,
Lunareth — min lómë tessa sérë.
Nai te cirien mi menel i randa,
Cala ar lómë nórien, enta lúmëa.

ก่อนเอลฟ์แห่งเทอร์ร่าจะถือกำเนิด
โลกยังมีเพียงหมอกและเงาเงียบงัน
จนเมื่อทำนองแรกแห่งไอนาโวเร ขับขึ้นจากสวรรค์
บทเพลงนั้นก่อให้เกิดสองแสงคู่
โซลูเร็ธ — ผู้จุดอรุณแห่งวันแรก
ลูนาเร็ธ — ผู้วาดรัตติกาลให้โลกได้พักพิง
เมื่อทั้งคู่สลับกันถือหางเสือแห่งท้องฟ้า
แสงและเงาจึงเริ่มหมุนเวียน กลายเป็นกาลเวลา
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ พ.ย. 08, 2025 6:11 pm

Ardalómë Calaren
Collapse of Golden City


ตำนานสงครามสุริยันจันทรา
(The War of Dawn and Dusk)

ในกาลก่อนเหล่าเอลฟ์เคยพบกับการล่มสลาย หายนะครั้งใหญ่จากการละเมิดสมดุลแห่งธรรมชาติ เรียกว่า “การล่มสลายแรก” หลังจากนั้น พวกเขาจึงระมัดระวัง เคารพต่อกฎแห่งจักรวาล

เมื่อโลกเทอร์ร่ากลับมาเป็นแดนสวรรค์ เอลฟ์ทั้งหลายดำรงอยู่ท่ามกลางความกลมกลืนระหว่างแสงกับความมืด แสงและเงาหมุนเวียนสอดประสานกันอีกครั้ง เหล่าเอลฟ์อาศัยอยู่ในความกลมกลืนระหว่างวันและคืน ทั้งคู่คือเทพพี่น้องผู้ผลัดกันถือหางเสือแห่งฟากฟ้า ทำให้จักรวาลมีจังหวะ มีชีวิต และมีกาลเวลา ผู้ผลัดกันนำฟ้าหมุนเวียนให้โลกมีวันและคืน

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ศรัทธาเริ่มแยกสาย เหล่าเอลฟ์ศรัทธาลัทธิแห่งอรุณเชื่อมั่นในระเบียบ กฎหมาย และแสงแห่งความจริง พวกเขามองว่าโลกต้องถูกปกครองด้วยแบบแผน ความดีคือสิ่งแน่นอน การมีกฎเกณฑ์คือหนทางเดียวที่นำชีวิตที่ผาสุข

อีกฟากหนึ่ง เหล่าเอลฟ์ผู้บูชาเทพแห่งรัตติกาลกลับมองว่าความจริงมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว ความถูกต้องย่อมผันแปรไปตามสถานการ ไม่มีความดีที่แท้จริง พวกเขายอมรับความเปลี่ยนแปลง ยกย่องเสรีภาพ และเชื่อว่าทุกสิ่งควรเติบโตตามธรรมชาติของมันเอง

ความแตกแยกของอุดมการณ์

ในช่วงแรก ทั้งสองอุดมการณ์อยู่ร่วมกันได้ แม้แนวคิดต่างกัน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป จำนวนเอลฟ์มากขึ้น เริ่มมีการแยกกัน หรือรวมหมู่อยู่ในกลุ่มที่คิดเห็นแบบเดียวกัน จนผู้ที่มีความคิดสุดโต่งค่อยๆมากขึ้น ความมั่นใจในอุดมการณ์กลายเป็นความเย่อหยิ่ง หลักศรัทธากลายเป็นสิ่งที่เอาไว้กล่าวโทษ ดังคำว่า "ศรัทธากลายเป็นดาบ คำสอนกลายเป็นกำแพง"

ฝ่ายแห่งอรุณมองว่า พวกบูชาดวงจันทร์นั้นชอบแหกกฎ ไร้ระเบียบ โลกสวยในความเสรี จนมีแต่ความวุ่นวาย และเรียกเหยียดว่า “ผู้หลงทางตาบอด” ส่วนฝ่ายแห่งรัตติกาลกลับมองว่า พวกถือกฎระเบียบสร้างกฎระเบียบรุงรังมากมายจนทำตามไม่ไหว จนชีวิตเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น เป็นพวกโง่ที่คิดกฎเพื่อจะได้อยู่อย่างเป็นสุข แต่กลับเป็นทุกข์เพราะกดดันทำตามกฎที่ตั้งกันเอง และเยาะเย้ยว่า “พวกตาพร่าเพราะแสงจ้าที่มืดบอดกว่าความมืดเสียอีก”

ผ่านไป 3000 ปี ความรุนแรงในสังคมนั้นเริ่มมากขึ้นจนถึงขีดสุด แต่ละฝ่ายบูชาอุดมการณ์ของเทพของตนจนกลายเป็นลัทธินิกายย่อย มีทั้งฝ่ายแนวคิดสายกลางที่แสวงหาการปรองดอง และพวกแนวคิดสุดโต่งที่คิดว่าควรกำจัดอีกฝ่ายออกไป จนถึงขั้นดูหมิ่นเหยียดหยามเทพของอีกฝ่าย และสร้างตำนานปรับเปลี่ยนให้เป็นปีศาจที่ชั่วร้าย และเทพของตนเป็นวีรบุรุษผู้ชนะ

มีการแต่งเรื่องให้เทพแห่งดวงจันทร์ เป็นปีศาจที่มีนิสัยส่ำส่อนทางเพศ ตะกละตะกราม อารมณ์แปรปรวน โหดร้ายเลวทรามต่างๆนาๆ และแต่งเรื่องให้เทพแห่งดวงอาทิตย์ กลายเป็นอสูรร้ายที่ไม่อยากให้โลกมีความสุข และสร้างการลงโทษ ความหวาดกลัว และคอยทำลายผู้ที่ไม่ทำตามใจตนเอง

ทั้งสองฝ่ายต่างสร้าง “นครทองคำ (Golden City)” ในอุดมคติของตน แต่ความพยายามสร้างสรวงสวรรค์ของตนโดยกำจัดคนที่มีความคิดที่แตกต่าง กลับกลายเป็นการก่อหายนะที่ทำลายทุกสิ่งที่พวกเขาปรารถนา

มหาสงครามสุริยันจันทรา

เมื่อการลบหลู่เหยียดหยามกันจนถึงฟ้าสวรรค์ จึงเกิดสงครามอันรุนแรง เมื่ออาทิตย์และจันทรามิได้หมุนเวียนอีกต่อไป แต่ปะทะกันกลางท้องฟ้า กลายเป็น “การระเบิดสงครามแห่งอรุณและรัตติกาล” ด้วยเอลฟ์คือสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาที่สุดในโลก ผู้ทรงปัญญากลับใช้ความรู้และวิทยาการ สร้างเครื่องจักรแห่งความตาย แต่ความพินาศและความตายไม่ได้เกิดกับพวกเขา กลับเกิดกับสรรพสัตว์ และชีวพันธ์ุ มากมาย สัตว์หลายชนิดถูกนำมาใช้ในสงคราม พืชถูกตัด เผา ทำลาย และนำมาทำอาวุธ แร่ธาตุถูกขุดขึ้นมาจนฟ้าหม่นหมอง อากาศกลายเป็นพิษ แผ่นดินสั่นสะเทือน น้ำทะเลเดือดพล่าน ภูเขาไฟระเบิด ลมกลายเป็นดาบประหัตประหาร และที่สุดพวกเขาทนทุกข์กับมลภาวะที่พวกตนก่อ แต่ด้วยความที่พวกเขาเป็นอมตะ การสงครามนั้นไม่มีผู้ชนะ มีเพียงเสียงร้องคร่ำครวญของเอลฟ์ที่ลืมไปว่าพวกเขาเกิดจากบทเพลงเดียวกัน

พวกเขาได้ถลำดำดิ่งสู่ขีดสุดของความชั่ว เมื่อหนทางสู่ความตายเดียวที่ฟ้าสวรรค์มอบให้ คือเอลฟ์นั้นต้องปรารถนาจะตายด้วยตนเอง จึงเกิดการนำเชลยไปทรมานนานนับปี เพื่อให้เอลฟ์นั้นภาวนาร้องขอความตายเพื่อหนีการทรมาน

พวกเขาได้ทำให้การล่มสลายเกิดขึ้นอีกครั้ง เป็นการล่มสลายครั้งที่สองที่คราวนี้เกิดจากน้ำมือของพวกเขาเอง ซึ่งรู้จักกันในประวัติศาสตร์ของเอลฟ์ว่า Ardalómë Calaren (การล่มสลายของนครทองคำ)

เมื่อวันและคืนเกลียดชังกัน วัฎจักรถูกทำลาย เวลาก็หยุดหมุนอีกครั้ง สุริยะเทพและจันทราเทพกลับมาโคจรพบกัน เผยแสดงเป็นดังภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน ดังพี่น้องในห้วงเวลา ดังผู้กำเนิดมาร่วมกัน เสียงกระซิบของลมพัดแผ่วว่า

“เมื่อใดที่ผู้มีแสงดูหมิ่นผู้มีเงา และผู้มีเงาดูแคลนผู้ส่องแสง เมื่อนั้นโลกจะดับลงด้วยมือของเรา”

แสงและเงารวมเป็นหนึ่งเดียวปรากฎเป็นอวตารแห่งเทพผู้ลงทัณฑ์ จูดิคารีออน (Judicarion, the Punisher) ประกาศก้องจนเหล่าเอลฟ์ล้วนหวาดกลัวหัวหด ตัวสั่นยืนอยู่ไม่ได้

"ผู้มีกฎเมื่อทำผิดก็คือผู้ละเมิดกฎ ผู้ถือสมดุลหากไม่รักษาสมดุลก็คือผู้ทำลายสมดุล กระนั้นเราอาจให้อภัยคนเหล่านั้นได้
แต่เราจะไม่อภัยจิตใจที่ชั่ว เพราะผู้มีจิตใจที่ชั่วแต่ถือกฎก็ทำการชั่วโดยอาศัยกฎ และผู้มีจิตที่ชั่วโดยไร้กฎก็กระทำความชั่วโดยอาศัยช่องว่างของกฎ

เราจะลงโทษผู้นั้น แสงแห่งการลงทัณฑ์จะส่องไปถึงเงาที่เจ้าซ่อน และเงาแห่งชะตากรรมจะกลืนแสงที่เจ้าหวังพึ่งพา

จงจำไว้ การลบหลู่เราผู้หนึ่ง คือการลบหลู่อีกผู้หนึ่ง เพราะเราทั้งคู่คือแสงเดียวกันในต่างวาระ เจ้าไม่อาจลบหลู่สุริยเทพไปพร้อมกับบูชาจันทราเทพ และไม่อาจดูแคลนจันทราเทพพร้อมกับยกย่องสุริยเทพได้ และจงจำไว้ว่า พวกเจ้าก็เช่นเดียวกับเรา เกิดมาเป็นพี่น้อง จงแสวงหาทางอยู่ร่วมกันไม่ใช่กำจัดกันและกัน

หากพวกเจ้ายังไม่อ่อนน้อมยอมทำตาม เราจะรวมกันและทำลายพวกเจ้า แต่ถ้าพวกเจ้ารักกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะแยกจากกันอีกครั้งเพื่อให้พวกเจ้ามีชีวิต"

เอลฟ์ทั้งหลายสิ้นเรี่ยวแรง คุกเข่าลงร้องไห้ และสาบานต่อหน้าอวตารแห่งการพิพากษา ว่าจะไม่ลืมคำเตือนของสวรรค์อีก เรื่องนี้จึงถูกเล่าขานในหมู่เอลฟ์รุ่นหลัง เพื่อเตือนใจว่า “ความแตกต่างมิใช่ศัตรู แต่คือสมดุลของการดำรงอยู่”

พันธสัญญาแห่งเอลฟ์


แม้ว่าอุดมการณ์ในจิตใจของเหล่าเอลฟ์จะยังคงแตกต่างกัน แต่เหล่าเอลฟ์บูชาสององค์เทพร่วมกันเสมอ เพื่อจดจำตำนานแห่งการล่มสลายครั้งที่สองของเผ่าพันธ์ หลังเหตุการณ์นี้ เหล่าเอลฟ์มีพันธสัญญาร่วมกันว่า จะหาทางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทใหญ่ๆด้วยสันติวิธี จะไม่ก่อสงครามกันอีก และจะระมัดระวังจิตใจของตน ไม่ให้ตกไปทางชั่วอันเป็นที่เกลียดชังของทั้งสุริยเทพและจันทราเทพ

นับแต่นั้นมา อาทิตย์และจันทร์จึงกลับมาโคจรร่วมกันอีกครั้ง
วันและคืนกลับสู่จังหวะเวลาของมัน
และเสียงเพลงแห่งชีวิต ก็ขับขึ้นใหม่อีกครั้งในสายลม...
บันทึกเป็นบทเพลงสุดท้ายแห่งตำนาน มหาสงครามสุริยันจันทรา

Calar min lómië, ar lómië min calar,
Auren ar lómë lendier, amar narta lórë,
Ar lindë cuilion liruva úvëronen.

“เมื่อแสงโอบรับเงา และเงาเปิดรับแสง
วันและคืนเคลื่อนผ่าน โลกจะหมุนต่อไป
และบทเพลงแห่งชีวิตจะขับขานนิรันดร์”
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ พ.ย. 09, 2025 8:34 pm

เอลฟ์ยุคที่สาม
(The Third Age of the Elves)

เมื่อเวลาหมุนครบพันปีหลัง “การล่มสลายครั้งที่สอง” วันที่โลกสั่นสะเทือนด้วยบทเรียนของพวกตน เผ่าพันธุ์เอลฟ์จึงค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นจากซากแห่งอดีต พวกเขาเริ่มสถาปนาระเบียบใหม่แห่งสวรรค์และแผ่นดิน จารึกกฎศักดิ์สิทธิ์เพื่อมิให้หายนะหวนกลับมาอีก

ในยุคนี้ บรรดาเอลฟ์แห่งแสงอรุณ ผู้บูชา โซลูเร็ธ แห่งสุริยะเทพ ได้พัฒนาความเชื่อและปัญญา จนแตกแขนงเป็นสามสำนักใหญ่ แต่ละสำนักสะท้อนด้านหนึ่งของแสงที่แตกต่างกัน

1. สำนักอรุณรุ่ง (Aurion)

เอลฟ์แห่งอรุณรุ่งเป็นพวกแห่งความสมดุลระหว่างกฎและเมตตา พวกเขาแสวงหาหนทางปรองดองกับลัทธิแห่งจันทรา เห็นคุณค่าของการปรับตัวและความเข้าใจ แม้ยึดมั่นในระเบียบ แต่ยอมเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง

สภาแห่งศรัทธา (Council of Calarion) ถูกตั้งขึ้นเพื่อสังคายนาคำสอน มิให้ศาสนาแข็งกระด้างเกินไปหรือหย่อนยานเกินควร
เพราะเหตุนี้เอง เอลฟ์จำนวนไม่น้อยจากลัทธิรัตติกาลจึงหันมาเข้าร่วมต่ออรุณรุ่ง สำนักนี้เป็นที่แพร่หลายที่สุด และถือเป็นหัวใจของอารยธรรมเอลฟ์ยุคที่สาม

2. สำนักแสงเจิดจ้า (Illurath)

เอลฟ์สายนี้เคร่งครัดดุจศิลา ถือกฎเกณฑ์และความถูกต้องเป็นสรณะ พวกเขาเห็นว่าสำนักอรุณรุ่งอ่อนข้อ และหย่อนยานมากเกินไป จึงปฏิรูปแนวคิดตนเองใหม่จึงหวนกลับไปยึดแนวคิดดั้งเดิมของสุริยะเทพอย่างเข้มงวด แม้ยังเอ่ยพระนาม ลูนาเร็ธ ในบทสวด แต่ก็เพียงเพื่อให้เกียรติทางพิธี บางคนอาจถึงกับไม่ให้ความสำคัญเลย บางนครกล่าวถึงพระนามนั้นเพียงปีละครั้ง ในวันระลึกบาปในฐานะผู้ร่วมอวตารผู้ลงทัณฑ์เท่านั้น

พวกเขายึดมั่นในความถูกต้อง ความบริสุทธิ์ และความชัดเจนของแสงและหลีกเลี่ยงการคบหากับผู้ถือความเชื่ออื่น ดุจดวงอาทิตย์ที่ยืนเดี่ยวอยู่กลางฟ้า เงาของจันทราไม่จำเป็น

3. สำนักแสงอัสดง (Velanor)

สำนักแห่งอัสดงกำเนิดจากเหล่านักปราชญ์ผู้เชื่อว่า ปัญญาเหนือกว่ากฎ พวกเขามุ่งสู่การแสวงหาความรู้ในจักรวาลและธรรมชาติ
ค้นคว้าวิทยาการโบราณ ศึกษาคำสอนของทั้งสุริยะและจันทรา เพื่อเข้าใจความลับแห่งสมดุลแท้จริง แม้ยังคงเคารพกฎเกณฑ์ของสังคม แต่ยอมให้เหตุผลและปัญญาเป็นแสงนำทาง แม้ยังยึดกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน แต่ให้เหตุผลนำจึงอาจคลี่คลายหรือปรับปรุงกฎหากจำเป็น ในสายตาพวกเขา ลูนาเร็ธมิใช่เทพหรือปีศาจ หากคือ ครูแห่งความรู้เร้นลับ ผู้ส่องแสงจันทร์นำพาใจผู้เรียนรู้สู่ความเข้าใจในธรรมชาติของตนเอง จึงเคารพในฐานะที่ต่างจาก 2 ลัทธิแรก

ขณะเดียวกัน เหล่าเอลฟ์ผู้บูชา ลูนาเร็ธ ก็พัฒนาคำสอนแห่งรัตติกาลใหม่ แต่การแตกแขนงของพวกเขามีเพียงสองลัทธิใหญ่ สองเงาแห่งจันทรา ที่งามต่างกันดั่งข้างขึ้นและข้างแรม

1. ลัทธิแสงดาว (Silvarin)

สายนี้ยึดเสรีภาพเป็นหัวใจ แต่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบ พวกเขาเชื่อว่าแม้เสรีต้องมีขอบเขต เพื่อป้องกันการใช้ศาสตร์ต้องห้ามอันทำลายสมดุล จึงสร้างกฎกว้างๆไว้คอยยับยั้งผู้ลุ่มหลงในพลังมืด เอลฟ์แห่งแสงดาวมักบูชาเทพทุกองค์ ไม่ว่าจะเป็นสุริยะ จันทรา หรือเทพธาตุทั้งสี่ แต่ความศรัทธาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงยากจะจำแนกแนวคิดให้ชัดเจน พวกเขาเป็นผู้แสวงหาทางสายกลางระหว่างอิสระและระเบียบ เหมือนแสงดาวที่งามที่สุดยามอยู่เคียงจันทร์

2. ลัทธิใต้เงาจันทร์ (Nómelómë)

สายนี้ดำดิ่งสู่ห้วงมืดของความรู้และพลังต้องห้าม พวกเขาเชื่อว่ามีกฎเพียงหนึ่งเดียวคือ กฎของธรรมชาติ สิ่งใดฝืนธรรมชาติย่อมจะพังพินาศ ส่วนคุณธรรมและกฎที่ถูกเอลฟ์สร้างขึ้นนั้น เป็นเพียงภาพลวงเพื่ออยู่ร่วมกันเท่านั้น ในสายตาพวกเขา “ความดี” มิใช่คุณค่า หากเป็นเพียงข้อตกลง บางคนถึงกับยึดคติว่า “ธรรมชาติกำหนดให้ ผู้อ่อนแอต้องแพ้พ่าย ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด”
จึงไม่ลังเลที่จะใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนา เอลฟ์ลัทธินี้จึงมักเป็นที่หวาดกลัวและหวาดระแวงของเผ่าพันธุ์อื่น ดุจจันทร์เสี้ยวข้างแรมที่สวยงามแต่มีด้านของเงามืดอันน่ากลัวจนจิตสะท้าน

เอลฟ์ยุคที่สาม เพราะผ่านหายนะมาสองครา พวกเขาเรียนรู้ว่าจะต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตให้มากกว่าเดิม และต้องเข้าใจสัจธรรมของโลกให้มากขึ้น โลกเทอร์ร่าจึงกลับมาหมุนต่ออีกครั้ง ภายใต้แสงอาทิตย์ที่นุ่มนวล และเงาจันทร์ที่อบอุ่น เป็นกาลสมัยที่เอลฟ์เริ่มเข้าใจว่า

“แสงที่แท้จริง มิใช่สิ่งที่สว่างที่สุด แต่คือแสงที่ยอมรับเงาของตน”
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ พ.ย. 09, 2025 9:02 pm

เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น
(The Birth of Mankind)

สามหมื่นปีหลังจากยุคแห่งเอลฟ์อันรุ่งโรจน์ โลกได้ต้อนรับเผ่าพันธุ์ใหม่ สิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดจากปรีชาญาณแห่งสรวงสวรรค์แต่ร่วงหล่นสู่ปฐพี

พวกเขาได้รับการบอกเล่าว่า มนุษย์คู่แรกเคยเป็นหนึ่งเดียวกันในสวรรค์ งดงาม เปี่ยมคุณธรรม และสว่างกว่าแสงใด ๆ จนกระทั่งเขาละเมิดบัญชาแห่งเบื้องบน กินผลไม้แห่ง อิกดราซิล ต้นไม้ยักษ์ที่แทงยอดถึงฟากฟ้า ผลแห่งโลกที่ห้ามชาวสวรรค์ผู้ใดแตะต้อง เพราะการกระทำนั้น พวกเขาจึงตกลงมาสู่แดนดิน ถูกฉีกแยกออกจากกันเป็นชายและหญิง เป็นสิ่งมีชีวิตของโลก เป็นร่างที่บิดเบี้ยวจากเดิม อ่อนแอ เปราะบาง และเต็มไปด้วยตัณหา ทรุดโทรม เสื่อมจากสง่าราศีแห่งชาวสวรรค์

พวกเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายได้ เหมือนสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดก่อนหน้า และจากนั้น โลกจึงได้รู้จักคำว่า “มนุษย์”

มนุษย์ในสายตาแห่งเอลฟ์
(Man in the Eyes of the Elves)

เมื่อเหล่าเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ได้เห็นสิ่งมีชีวิตใหม่นี้ พวกเขาเต็มไปด้วยความฉงนและเวทนา
“นี่หรือคือสิ่งสร้างที่เทพเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่สูงส่งกว่าเรา?”
ในสายตาของเอลฟ์ มนุษย์นั้นบกพร่องในทุกด้าน ทั้งปัญญา ศีลธรรม และร่างกาย
แต่ถึงกระนั้น เทพเจ้ากลับมอบประกายแห่งสวรรค์ไว้ในดวงตาของพวกเขา ประกายแห่งความหวังที่ไม่เคยมีวันดับ

ผู้พยากรณ์แห่งเอลฟ์ได้รับนิมิตเตือนจากเทพว่า

“จงอย่าเข้าใกล้สิ่งมีชีวิตนี้ เพราะพวกเขาลงมาก่อนกาลเวลา
ความบกพร่องที่เกิดมา จะนำภัยพิบัติสู่พงศ์พันธุ์ของพวกเจ้า
จงเฝ้ามอง เหล่าผู้โง่เขลา แต่พวกเจ้าอย่าเข้ายุ่งเกี่ยว”

เอลฟ์ทั้งหลายยึดคำเตือนนั้นไว้เป็นกฎแห่งสวรรค์ และปลีกตนจากมนุษย์เป็นเวลาหลายพันปี แต่เมื่อหมื่นปีผ่านไป ความอยากรู้ในหัวใจผู้ไม่รู้จักตายก็เริ่มก่อตัว

เอลฟ์บางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สังกัด สำนักแสงอัสดง เริ่มสนใจในเผ่าพันธุ์ที่เติบโตรวดเร็วราวเปลวเพลิงนั้น พวกเขาเห็นมนุษย์ที่แม้เกิดมาชีวิตสั้นนัก แต่เรียนรู้ เติบโต และส่งต่อปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างน่าทึ่ง ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วอายุคน มนุษย์สร้างเครื่องมือและศิลปะที่เปลี่ยนโลกได้ ขณะที่เอลฟ์ผู้เป็นอมตะกลับย่ำอยู่กับที่ในความสงบอันแสนยาวนาน ชีวิตอันแสนสั้นของพวกเขา ทำให้พวกเขากระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองก่อนจะตายไป ต่างจากพวกเอลฟ์ที่มีชีวิตอมตะ และรู้สึกมีความสุขดีอยู่แล้ว จึงไม่มีแรงบันดาลใจว่าจำเป็นต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไร เช่นพวกเอลฟ์บางส่วนอยู่มาหลายพันปีโดยไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเลย

เอลฟ์บางส่วนจึงเริ่มลอบติดต่อกับมนุษย์ บางครั้งเพื่อศึกษา บางครั้งเพื่อสอน และบางครั้ง เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตที่เคยลืมไปว่าตนยังมี มนุษย์บางคนนั้นจึงเข้าใจผิดว่าเอลฟ์เหล่านั้นเป็นเทพเจ้า ด้วยงามเกินมนุษย์ ทั้งอมตะชีวิต และเรืองรองเหมือนแสงดาว

เอลฟ์บางพวกประหลาดใจต่ออีกสิ่งหนึ่ง การให้กำเนิดชีวิตใหม่อย่างรวดเร็วของมนุษย์ เพราะหลังการล่มสลายครั้งแรก ที่เอลฟ์มีแต่การเกิดไม่มีการตาย จนโลกเกือบล่มสลาย เอลฟ์ยุคที่สองจึงมีกฎระเบียบร่วมกันที่ตราเป็นกฎธรรมชาติของเอลฟ์ เหล่าเอลฟ์ได้รับบัญชาจากเทพในการ ยับยั้ง จำกัดการเกิด เพื่อรักษาสมดุลของโลก ทารกเอลฟ์จะเกิดใหม่ได้ เมื่อมีเอลฟ์สิ้นชีพเท่านั้น การตั้งครรภ์จึงจะเกิดขึ้นในหมู่พวกเขา

กฎนั้นทำให้โลกสงบ แต่การได้เห็นความรักของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่คล้ายพวกตน ก็ทำให้หัวใจของเอลฟ์กลับเศร้าลง เมื่อพวกเขามองเห็นครอบครัวมนุษย์ที่อบอุ่น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของลูกหลาน ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจ ความโหยหาในอดีตอันงดงามที่พวกเขาเคยมี เอลฟ์บางตนถึงกับอิจฉาชีวิตมนุษย์ เพราะแม้ชีวิตจะแสนสั้น และยังมีทั้งสุขและทุกข์ แต่เต็มไปด้วยความงดงาม ของชีวิต ความรัก และการจากลา

แต่ในขณะที่เอลฟ์บางพวกชื่นชม บางพวกกลับมองมนุษย์ในมุมที่มืดมิดกว่านั้น เหล่าผู้เดินใน ลัทธิใต้เงาจันทร์ เห็นในมนุษย์เพียง “วัตถุดิบแห่งพลัง” พวกเขาเชื่อว่าจิตวิญญาณของมนุษย์ยังคงเศษเสี้ยวของรัศมีสวรรค์อยู่ และนั่นทำให้เลือด เนื้อ และจิตของมนุษย์ทรงพลังยิ่งกว่าเครื่องบูชาทุกชนิด

มีข่าวลือในหมู่เอลฟ์ว่า มีการลักพามนุษย์ไปใช้ในพิธีกรรมต้องห้าม การสร้างอาคมและอาวุธ จากการสังเวยชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา สิ่งนี้เป็นบาปใหญ่ยิ่งนัก และกลายเป็นเงามืดที่แผ่คลุมระหว่างสองเผ่าพันธุ์ แม้โทษจะมหันต์ แต่เชื่อกันว่าอาจมีการลักลอบกระทำการอยู่

แล้วการเข้าคบหามนุษย์ก็เริ่มทวีขึ้นในหมู่พวกเอลฟ์ จนเกิดสิ่งที่สั่นสะเทือนกฎธรรมชาติของทั้งสองเผ่าพันธ์มากที่สุด คือ
ความรักระหว่างเอลฟ์กับมนุษย์
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ พ.ย. 09, 2025 9:48 pm

กฎต้องห้ามระหว่างเอลฟ์กับมนุษย์
(The Forbidden Law of Love Between Elf and Man)

ในยุคแห่งสมดุลนั้น เหล่าทวยเทพได้เคยเตือนไว้ไว้ว่า “เอลฟ์ห้ามยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์”

แต่เมื่อกาลผ่านไป หัวใจของชีวิตก็ไม่ยอมจำนนต่อคำสั่งแห่งสวรรค์ การลักลอบคบหาและความรักต้องห้ามเริ่มผลิบานในเงามืด

แม้ความเจ็บปวดคือสิ่งที่รออยู่ในตัวมันเอง เพราะทั้งสองเผ่าพันธุ์ถือกำเนิดจากธาตุแห่งโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
เอลฟ์คือบุตรแห่งนิรันดร์ ส่วนมนุษย์คือบุตรแห่งเวลา

กฎโบราณที่จำกัดการให้กำเนิดของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ มิได้ครอบคลุมถึงการร่วมสายเลือดกับเผ่าอื่น และนั่นเองคือจุดที่ฟ้าสวรรค์ไม่ทันได้เตรียมรับ การถือกำเนิดของ เหล่าลูกครึ่งเอลฟ์และมนุษย์ และเมื่อผลแห่งรักนั้นให้กำเนิดชีวิตใหม่ เทพเจ้าทั้งหลายจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก

Love of Man and Elf
เมื่อลูกเกิดจากมนุษย์ชายกับเอลฟ์หญิง


บุตรที่ถือกำเนิดจากความรักเช่นนี้ มักมีรูปลักษณ์งดงามดั่งเอลฟ์ หูเรียวแหลม ดวงตาสุกสว่าง แต่ในร่างนั้นแฝงไว้ด้วย “ตราประทับแห่งความเสื่อม” ความไม่สมบูรณ์ที่เป็นดังคำเตือนของสวรรค์

บางคนร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยตั้งแต่เยาว์วัย บางคนบอดใบ้ หรือหูไม่ได้ยินเสียงแห่งโลกอย่างสมบูรณ์ และไม่ว่าพวกเขาจะงดงามเพียงใด ก็ไม่อาจเป็นอมตะเหมือนเอลฟ์บริสุทธิ์ได้ บุตรเหล่านี้มีอายุไม่เกินสี่พันปี ยาวนานในสายตามนุษย์ แต่สั้นนักในสายตาแห่งนิรันดร์

ในสังคมเอลฟ์ บุตรเช่นนี้มักถูกมองด้วยความเวทนา หรือแม้แต่รังเกียจ เพราะถือเป็นบาดแผลของเผ่าพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบ


Love of Elf and Woman
เมื่อลูกเกิดจากเอลฟ์ชายกับหญิงมนุษย์


บุตรจากสายเลือดนี้มักมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงมนุษย์ แต่ในดวงตาจะมีประกายเรืองแสงอยู่เสมอ พวกเขามีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไป บางคนมีชีวิตถึงสี่ร้อยปี แต่สุดท้ายก็มิอาจหนีพ้นกฎแห่งความตาย

ทว่านอกจากอายุขัยที่ยาวนานกว่า บุตรเหล่านี้ยังมักเปี่ยมด้วยพลังและปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกมนุษย์ได้ ในบันทึกของมนุษย์ยุคนั้น มีการกล่าวถึงวีรบุรุษ กษัตริย์ และนักพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่แท้แล้วคือบุตรของเอลฟ์

อย่างไรก็ดี ความวิเศษนี้จะค่อย ๆ จางลงในรุ่นถัดมา ลูกหลานของพวกเขามีอายุสั้นลง จากสองร้อยปี เหลือเพียงร้อยกว่าปี และเมื่อผ่านไปสามรุ่น สายเลือดเอลฟ์ก็จะเลือนหายไปจากมนุษย์สายตระกูลนั้นโดยสิ้นเชิง

บุตรแห่งสองโลก
(Children of Two Worlds)


ในยุคต่อมาของเทอร์ร่า มีลูกครึ่งเอลฟ์และมนุษย์จำนวนหนึ่งที่เปล่งประกายโดดเด่น พวกเขาคือ “บุตรแห่งเทพและโลก” ผู้ถูกลิขิตให้เป็นทั้งคำเตือนและปาฏิหาริย์ มีเรื่องราวของสองผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นตัวอย่างในเรื่องนี้

เฮลวารีออน Haelvarion (ความหมาย: “ผู้ปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์”) (hael = ศักดิ์สิทธิ์, varion = ผู้ปลดปล่อย))

บุตรชายของ อลูนารา (Elunara แสงจันทร์ผู้พิทักษ์) ธิดาแห่งเอลฟ์เจ้าผู้ครองป่าธาเลนีเอลThaleniel ผู้พบรัก เคลอน Kaelorn นักพจญภัยหนุ่มผู้หลงเข้ามาในป่าลึกลับ และพบเอลฟ์สาวผู้งดงามราวแสงดาวบนท้องฟ้า อลูนารา ผู้ยึดลัทธิแห่งแสงดาว รู้ดีว่าเธอจะต้องพบความทุกข์แห่งการพรากจากคนรักในเวลาไม่นาน ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางคำเตือนของสวรรค์ อลูนารารู้ดีว่าระหว่างเธอกับมนุษย์นั้นมีเพียง “กาลเวลาอันสั้น” เป็นของขวัญ แต่เธอยินดีโอบรับมันด้วยหัวใจที่ไม่กลัวความสูญเสีย

“เพราะแม้แสงดาวจะดับในรุ่งอรุณ แต่มันก็ได้ส่องโลกก่อนจะหายไป”

เธอคลอดบุตรชาย ที่สง่างาม แต่เขามาพร้อมความพิการไม่อาจเปล่งเสียงพูดได้อย่างปกติ ด้วยเสียงเขาเบากว่าเสียงกระซิบ แต่เขากลับกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารด้วยจิตกับสรรพสัตว์ และคือเอลฟ์คนแรกในโลกเทอร์ร่า ที่เลี้ยงมังกรขาวจนรอดชีวิต และอยู่ด้วยกันพูกพันจิต จนมังกรของเขา โซราธีเอล (Sorathiel) กลายเป็นมังกรที่อายุยืนยาวตามเจ้านายของมัน มังกรพันปีที่ร่างใหญ่ดังขุนเขา ผู้สื่อจิตกับนายของมันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจา

วาเรธารีออน Varethion (ความหมาย: “พลังแห่งสายฟ้า”) (varë (ฟ้าแลบ) + tharion (พลัง / บุตรแห่ง))

บุตรชายของ Calenor Thirandil (คาเลนอร์ ธิรันดิล) (Calenor “แสงเขียวแห่งพฤกษา”,Thirandil “ผู้รักษาคำมั่นแห่งจันทรา”) หัวหน้าห้องเครื่องแห่งวิหารเอลฟ์รุ่งอรุณตะวันออก ผู้พบรักกับสาวชาวบ้านธรรมดาอลิรา เวนน์ (Alira Venn) เธอเป็นหญิงมนุษย์ผู้เรียบง่ายจากหมู่บ้านชายป่า ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ดั่งหยาดน้ำค้าง และไม่เคยรู้ว่าเอลฟ์ที่ตนรักจะต้องสูญสิ้นนิรันดร์ของตนเพราะเธอ ชะตากรรมแห่งเวลาไม่เมตตา เธอแก่ชราและตายไปในขณะที่เขายังคงหนุ่มนิรันดร์ เขาจึงเลือกขอพรการจบชีวิตตนเองใต้จันทร์เต็มดวง เพื่อให้วิญญาณได้ตามเธอไปในภพหน้า แม้ทนรอทรมานอีก1ปี กว่าจะถึงวันนั้น

“แม้ความตายพรากข้าไปจากแสงอรุณ แต่ข้ายังอยู่ใต้จันทร์เดียวกับเธอ”

บุตรของพวกเขา วาเรธารีออน เติบโตเป็นอัจฉริยะดาบตั้งแต่วัยเยาว์ เขาขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางในวัยเพียงสิบสองปี
และในวัยสิบหก เขาได้กอบกู้แผ่นดินจากเหล่าอสูร จนได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง แลได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งนคร วินด์เวลลิร (Vindvellir) เขาครองราชย์อย่างสงบยาวนานถึงสองร้อยแปดสิบหกปี ก่อนจะสละบัลลังก์ เดินทางข้ามทะเลเพื่อกลับสู่ดินแดนแห่งบิดา เพื่อตายที่นั่นและจะได้ฝังร่างเคียงข้างบิดาและมารดา

คำพิพากษาแห่งไฟศักดิ์สิทธิ์
(The Judgement of the Sacred Flame)


แต่กระนั้นก็ไม่ใช่สาเหตุที่เรื่องเหล่านี้จะถูกอนุญาตต่อไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือก็คือการเสียสมดุลที่กระทบทั้งเอลฟ์และมนุษย์ นั่นก็คือเหตุที่ทวยเทพยื่นมือเข้ามาหยุดยั้งสิ่งนี้

หลังเกิดเหตุการฆ่าล้างเมืองของลูกครึ่งเอลฟ์ผู้ทรงพลังและหวังครองเมืองในดินแดนมนุษย์ จนเกิดสงครามผู้คนล้มตายมากมาย ต่อมาคิดเห่อเหิมว่าตนเหนือใครในหล้า บุกเข้าหมายชิงดินแดนเอลฟ์ ในท้ายที่สุด บิดาของเขาคือผู้ที่ต้องสังหารบุตรครึ่งมนุษย์ของตนเองเพื่อปราบโอหัง เอลฟ์ผู้เคยสาบานต่อแสงอรุณว่าจะปกป้องชีวิตทุกชีวิต จำต้องชักดาบใส่เลือดเนื้อของตนเอง โศกนาฎกรรมใหญ่ที่ทั้งเจ็บปวด และน่าอัปยศ

หลังการตายของทรราชครึ่งเอลฟ์ในสงครามที่ตนเองก่อ ทวยเทพทั้งของมนุษย์และเอลฟ์ จึงเห็นตรงกันว่า ควรห้ามการมีลูกของเอลฟ์กับมนุษย์อีกนับแต่นั้นเป็นต้นมา จึงตรา “กฎแห่งไฟศักดิ์สิทธิ์” หากเอลฟ์กับมนุษย์รักกัน ฝ่ายสตรีต้อง อาบอัคนีแห่งเอลฟ์
เปลวเพลิงแห่งสุริยะเทพนี้มีคุณสมบัติอันโหดร้ายแต่ศักดิ์สิทธิ์ มันจะเผาผลาญพลังแห่งการให้กำเนิดในร่างของสตรีนั้น
เพื่อไม่ให้เธอสามารถมีบุตรได้อีกตลอดกาล หากละเมิดลักลอบมีลูก เทพีเนเมซิส จะสังหารทารกลูกครึ่งเอลฟ์ในครรภ์มารดา ก่อนจะเกิดมา

ตั้งแต่นั้นมาไม่มีเสียงร้องแรกเกิดของลูกครึ่งเอลฟ์กับมนุษย์ในโลกเทอร์ร่าอีกเลย
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ ศุกร์ พ.ย. 21, 2025 12:29 am

Episode 3 Lost Avalon,
the Fallen of the Elf


ณ ดินแดนอันไกลโพ้นทางเหนือสุดของโลกเทอร์ร่ามีทวีปหนึ่งชื่อว่า เออร์สแคนดอร์ (Erskaendor) ทวีปนี้ติดกับทวีปเมอร์ริเซียทางทิศเหนือ ดินแดนที่สรรพสิ่งสุดขั้วทั้งความหนาวและเปลวเพลิงอยู่ร่วมกัน

ทางตอนเหนือสุดคือแผ่นน้ำแข็งนิรันดร์ที่ไม่ละลายแม้ในฤดูร้อน ตอนกลางเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าดิบ และภูเขาสูงทอดยาวสุดสายตา ตะวันออกและตะวันตกคือแนวชายหาดยาวจรดขอบทะเลสีเงิน ส่วนตอนใต้อาณาเขตของไฟและทราย ที่ภูเขาไฟยังคงคุกรุ่นไม่เคยหลับใหล

เออร์สแคนดอร์เป็นทวีปที่อุดมด้วยสรรพชีวิต ทั้งสัตว์ป่า มนุษย์ และเอลฟ์หลากเผ่า

ในยุคแรก เหล่าเอลฟ์ปกครองผืนป่า สายน้ำ และขุนเขาด้วยภูมิปัญญาแห่งธาตุ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์อมตะ ผู้ได้เห็นรุ่งอรุณของโลกและรัตติกาลของดวงดาว

แต่แล้ว… มนุษย์ก็ถือกำเนิดขึ้น

พวกเขากระจายตัวขึ้นมาจากทวีปเมอร์ริเซียอย่างเงียบงัน เผ่าพันธุ์ใหม่ผู้มีชีวิตสั้นนัก ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์เพราะกินผลอิกดราซิลกลางเมอร์ริเซีย เริ่มกระจัดกระจายตัวไปตามที่ต่างๆทั่วโลก อยู่ตาม ป่าดง หุบเขา และชายฝั่ง ไม่มีกำลัง ไม่มีเวทมนตร์ บ้างโง่เขลา และป่าเถื่อน แต่ก็ยังคงร่องรอยจากผู้สร้างฟ้าจักรวาล ต่อสู้กับกิลสตัณหา ด้วยความรักอันสูงส่งในจิตวิญญาณ ทั้งงดงามและบกพร่องในร่างเดียวกัน

กาลเวลาผ่านไปนับหมื่นปี พวกมนุษย์เริ่มสร้างที่อยู่อาศัย จากครอบครัวใหญ่ กลายเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านกลายเป็นนคร และนครกลายเป็นอาณาจักร เอลฟ์บางส่วนเริ่มเข้ามาสังเกตการณ์ และติดต่อ บางตนถึงขั้นมอบความรู้แห่งวิทยาการอันสูงส่งให้แก่มนุษย์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

และเมื่อได้รับแสงแห่งปัญญา มนุษย์ก็เริ่มเปล่งประกายอย่างรวดเร็ว แต่เช่นเดียวกับเปลวไฟ เมื่อสว่างเกินไป อาจเผาผลาญตนเอง

เวลาผ่านไปห้าหมื่นปี อารยธรรมมนุษย์เติบโตอย่างน่าอัศจรรย์จนแม้แต่เอลฟ์ยังต้องทึ่ง บางเผ่ามนุษย์เริ่มรู้แล้วว่า เอลฟ์หาใช่เทพเจ้า หากเป็นเพียงอีกเผ่าหนึ่งในโลก แต่บางเผ่าก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพวกเขา ยกเอลฟ์ขึ้นเป็นทวยเทพแห่งผืนป่าและรัตติกาล

กาลหมุนเวียนต่อไป บางอาณาจักรมนุษย์รุ่งเรืองสูงสุด ก่อนจะล่มสลายลงในเปลวไฟของตนเอง บางเผ่าถูกกลืนหาย บางเผ่าเกิดใหม่จากซากของอดีต

และเอลฟ์ ผู้เป็นอมตะ ได้เห็นทุกสิ่งนั้นด้วยสายตาของผู้ไม่เคยตาย พวกเขาเห็นมนุษย์ทำผิดพลาดแบบเดียวกับที่เอลฟ์เคยทำ
ทว่าเกิดเร็วกว่า... และบ่อยกว่า...ด้วยความแสนสั้นของชีวิต

เมื่อผ่านไปหกหมื่นปีของมวลมนุษย์ วงจรซ้ำเกิดแล้วเกิดเล่านับไม่ถ้วน เอลฟ์บางส่วนเริ่มหวาดหวั่น เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นในมนุษย์ คือภาพสะท้อนของตนเองในอดีตกาล เผ่าพันธุ์ที่เคยรุ่งโรจน์ด้วยปัญญา แต่พังพินาศด้วยความเย่อหยิ่ง ความละโมบ และกิเลสตัณหาที่เข้มข้นกว่าพวกเขาหลายเท่านัก ที่น่าเศร้าคือมนุษย์เหล่านี้ไม่เรียนรู้เอาเสียเลย มักทำผิด และสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างไม่หลาบจำ ล้มเหลว ผิดซ้ำ และกำเนิดใหม่จนนับครั้งไม่ถ้วน ทำเอาพวกเอลฟ์สยดสยองกับสิ่งนี้ จนถามตนเองว่า

“เรากำลังมองอนาคตของมนุษย์…หรือมองอดีตของเราเอง”
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ ศุกร์ พ.ย. 21, 2025 1:30 am

วินด์เวลลิร (Vindvellir) นครที่วาเรธารีออน บุตรแห่งสายเลือดเอลฟ์และมนุษย์ ได้ก่อตั้งขึ้นนั้น ผ่านกาลเวลามาแล้วกว่า เจ็ดศตวรรษ ระยะเวลาอันสั้นนักสำหรับเอลฟ์ แต่ยาวนานหลายชั่วคนสำหรับมนุษย์ทั้งหลาย

ด้วยสายสัมพันธ์ที่สืบทอดจากตำนานของผู้ก่อตั้ง นครวินด์เวลลิรเติบโตเป็น อาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเออร์สแคนดอร์ เมืองนี้คือจุดบรรจบของสองโลก ความทะเยอทะยานของมนุษย์ และปัญญาอันล้ำลึกของเผ่าเอลฟ์

โดยเฉพาะเหล่าเอลฟ์แห่งสำนัก แสงอัสดง ผู้หลงใหลวิทยาการและการขุดค้นความจริงของจักรวาล อาณาเขตของพวกเขาทอดตัวทับซ้อนกับเขตปกครองของวินด์เวลลิรมาเนิ่นนาน ทำให้การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับร้อยปี

หอคอยแห่งเวทมนตร์ถูกสร้างขึ้นข้างปราการมนุษย์ ตำราของเอลฟ์ถูกถ่ายทอดเข้าสู่ห้องสมุดหลวง และมนุษย์รุ่นใหม่เริ่มกลายเป็นผู้รู้ ผู้คิด และนักประดิษฐ์

แต่ความเจริญที่พุ่งทะยานก็มาพร้อมเงาของปัญหาเช่นกัน

มนุษย์ ผู้มีชีวิตสั้นแต่พลังใจยิ่งใหญ่ พัฒนาเร็วกว่าเอลฟ์หลายเท่า พวกเขาเริ่มเปลี่ยนภูเขาเป็นเหมือง ตัดป่าศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างถนน และระเบิดหินผาเพื่อขุดหาแร่ธาตุที่เอลฟ์เคยปกป้องมาเป็นพันปี

ทรัพยากรแห่งผืนดิน สายน้ำ และพลังของป่าที่เคยอยู่อย่างสมดุล ถูกรบกวนจนอาณาเขตของเอลฟ์สายน้ำและเอลฟ์แห่งผืนดินเริ่มสั่นคลอน

เสียงกระทบกระทั่งเล็ก ๆ เกิดขึ้นตามหมู่บ้านชายแดน เริ่มกระทบรุกล้ำ ชนเผ่ามนุษย์อื่นๆ ส่วนเอลฟ์เองก็เริ่มหวั่นไหวว่ามนุษย์กำลังเดินตามเงาของหายนะโบราณ

ลมแห่งความตึงเครียดเริ่มพัดพาไปทั่วทั้งทวีป และวินด์เวลลิร ผู้เคยเป็นสัญลักษณ์ของ “การอยู่ร่วมกัน” กำลังจะกลายเป็นสนามทดสอบครั้งใหม่ของสองเผ่าพันธุ์

เสียงเรียกแห่งสภาสูง

ลมเย็นจากผืนป่าเหนือพัดลอดช่องเขาตะวันออกของเออร์สแคนดอร์ ใบไม้สั่นไหวราวกระซิบถึงบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวในความมืด เหล่าพฤกษาช่วยกันส่งต่อสารสำคัญไปทั่วทั้งทวีป

คืนหนึ่ง แสงสีทองเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นเหนือยอดไม้ เป็นลำแสงแข็งแกร่ง เย็นชา และสง่างามในแบบที่มนุษย์มองแล้วต้องคุกเข่า
นั่นคือขบวนของ เอลฟ์แสงเจิดจ้า (Illurath) ผู้เป็นสัญลักษณ์ของกฎ ระเบียบ และความบริสุทธิ์ของแสงอรุณ

พวกเขาเดินทางจากนครสูง มายังที่ตั้งของสภาโบราณ เพื่อเรียกประชุมใหญ่ของเหล่าเอลฟ์ทั้งสี่สำนัก ณ ราชวังแห่งเอลฟ์ (Elf Palace)

เสียงเป่าเขาคิเมร่าดังขึ้นสามครา สัญญาณที่ไม่เคยดังมานับหมื่นปี บอกชัดว่า “มีเรื่องใหญ่ที่อาจสั่นคลอนโลกอีกครั้งหนึ่ง”

การประชุมสภาเริ่มต้นขึ้น

ณ ลานศิลาแห่งราชวัง สถานที่ซึ่งเคยต้อนรับเหล่าเอลฟ์จากทั่วทุกธาตุในครั้งที่สงครามสุริยัน–จันทราปิดฉากลง

เอลฟ์แสงอัสดง ผู้รักวิทยาการ ยืนเรียงรายในชุดคลุมสีแดงและขาว
เอลฟ์อรุณรุ่งมองทุกอย่างด้วยสายตากังวล
เอลฟ์แสงดาวมาปรากฏตัวเงียบ ๆ ดุจพระจันทร์แรกแรม
และเอลฟ์ใต้เงาจันทร์ก็ยืนในมุมมืด ราวเงาที่ไม่ต้องการคำเชิญ

เมื่อเสียงทุกอย่างสงบ ผู้นำแสงเจิดจ้าก็เดินออกมากลางลาน แสงเรืองจากกายเขาแตกกระจายเป็นรัศมีดุจเปลวอรุณ

เขาคือ เทร์แรนดอร์ (Terrandor ความหมาย-ผู้อารักขาแห่งภูผา) หนึ่งในผู้เคร่งครัดที่สุดในยุคนี้ ผู้หนึ่งที่เชื่อว่ากฎคือรากฐานของสวรรค์ และความวุ่นวายทั้งหมดในโลก ล้วนเกิดจากการ “ละเมิดระเบียบ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบคม

“พี่น้องเอลฟ์ทั้งหลาย เวลานี้พวกเราเริ่มลืมบทเรียนแห่งการล่มสลายครั้งที่สองแล้วหรือไม่? เหตุใดเราจึงยอมให้พวกแสงอัสดงยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์เกินควร ทำให้อาณาเขตของเราและของพวกมนุษย์ทับซ้อน จนสมดุลของดิน น้ำ และป่าไม้เริ่มแตกสลาย?”

เสียงพึมพำดังก้องไปทั่วลานศิลา แต่เมื่อเทร์แรนดอร์ยกมือขึ้น แสงสีทองเรืองรองจากร่างของเขา ความสนใจของเอลฟ์ทั้งหลายกลับมาที่เขาความเงียบจึงกลับมาอีกครั้ง

“พวกมนุษย์ตัดไม้ ทำลายลำธาร ขุดภูเขาหาแร่เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ลามมาถึงป่าศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าปกครองดูแล
พวกแสงอัสดง สอนแต่วิทยาการ แต่ลืมสอนมารยาทและจิตสำนึกที่ดีหรือไงกัน?”

เอลฟ์แสงอัสดงบางคนกำมือแน่น ชั่วครู่นั้น ออรีเอ็นเนห์ (Auriennë “ผู้เกิดจากอรุณรุ่ง” (aurë = อรุณ / ennë = ผู้ถือกำเนิด*)) ยืนขึ้นอย่างสงบ เธอผู้มีดวงตางามล้ำลึกเหมือนพินิจทุกถ้อยคำก่อนจะเอ่ย

“เราแบ่งปันความรู้ให้มนุษย์ และไม่เคยสอนสั่งให้พวกเขาทำลายสมดุล ความกระหายการเติบโตของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ห้ามได้ยากเพราะนั่นอาจเป็นวิถีทางของเขาที่เอาตัวรอดในโลก เราไม่เคยสนับสนุน แต่เราเองก็ได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีของโลกจากพวกเขาด้วย”

เทร์แรนดอร์ตวัดสายตาคมดุจมีด จ้องมองดวงตางามนั้นอย่างเฉือดเฉือน

“คำกล่าวเช่นนั้น ดูปัดความรับผิดชอบเกินไปสำหรับเอลฟ์ตระกูลสูงอย่างท่าน และอันตรายเกินไปสำหรับมนุษย์!”

เสียงฟ้าผ่าไกล ๆ จากทิศตะวันออกดังลั่น ราวสวรรค์ฟังการโต้เถียงนี้อยู่ เทร์แรนดอร์ ประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“หากยังปล่อยให้การสอนวิทยาการแก่มนุษย์ดำเนินต่อไป มนุษย์จะตกสู่หายนะซ้ำรอยเราอีกครั้ง ข้าขอเรียกร้องให้ หยุดการให้ความรู้แก่พวกมนุษย์ในทันที และให้เอลฟ์ทุกสำนักกลับสู่กฎโบราณ ‘อย่ายุ่งเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์นี้’”

คำประกาศนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนลมหายใจเองก็หนักอึ้ง เหล่าเอลฟ์แต่ละฝ่ายเริ่มกระซิบปรึกษากัน
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ พ.ย. 22, 2025 12:06 am

การปรากฏของผีเสื้อแดง

ทันทีที่เสียงโต้เถียงในลานศิลาเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คาลานีเร (Calanirë บทเพลงแห่งแสงอรุณ(Cala = แสง, แสงอรุณ Nirë = เพลง, ถ้อยคำที่มีพลัง)) ก็ก้าวออกมาอย่างสง่างาม เรือนผมสีทองของเธอเปล่งประกายราวแสงอรุณแรกที่สะท้อนผิวน้ำ ความงามนั้นไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ หากเป็นการเปล่งประกายของผู้ที่ผ่านกาลเวลายาวนาน ผู้ซึ่งเคยเดินตามแนวคิดแห่งแสงเจิดจ้าตามสายตระกูลของตน แต่วันเวลาผ่านไป ประสบการณ์มากมายได้หล่อหลอมเธอใหม่ จนหัวใจของเธอหันสู่ แสงอัสดงของยามเย็นอันอบอุ่นและลุ่มลึกกว่า

คาลานีเรคือเอลฟ์ผู้แบ่งปันความรู้ด้าน “ป้องกันศาสตร์มืดและคุณไสย” ให้แก่มนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอนี้ต้องตกเป็นเหยื่อของเวทย์อันชั่วร้ายโดยไม่จำเป็น การกระทำนี้ทำให้ลัทธิจันทราที่หมกมุ่นศาสตร์มืดจำนวนหนึ่งไม่พอใจ แต่ด้วยวีรกรรมของเธอในสงครามสุริยัน–จันทรา ไม่มีเอลฟ์ตนใดกล้าดูแคลนเธอ เพราะเธอคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากสงครามครั้งนั้น
และยังเป็นผู้ที่ยืนหยัดปกป้องสหายและแผ่นดินด้วยความห้าวหาญจนเป็นที่ยอมรับ

ในลานประชุม เธอก้าวขึ้นมาพร้อมบริวารเวทย์ ผีเสื้ออาคม เรืองแสงสีแดงจำนวนมาก สิ่งมีชีวิตขนาดฝ่ามือที่เกิดจากมนตราโบราณ มันบินวนรอบกายเธออย่างอ่อนช้อย ทุกครั้งที่ปีกกระพือ แสงแดงจะสลายอาคมอันตรายในอากาศจนสิ้น

เมื่อผีเสืออาคมสงบนิ่งบนไม้เท้าเรืองแสงของเธอ คาลานีเรก็เอ่ยถ้อยคำแรกด้วยน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและมั่นคง เป็นน้ำเสียงที่ทำให้เอลฟ์ทุกสายต้องหยุดฟัง

“สันติจงมีแด่เรา และแด่โลก”

คาลานีเรยืนกลางลานศิลา ผีเสื้ออาคมที่รายรอบเธอส่องแสงแดงอ่อน ๆ ราวจะบอกให้ทั้งสภาสงบใจ เธอหายใจลึกหนึ่งครั้ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่นุ่มนวล

“เอลฟ์ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย หากพวกเรามองมนุษย์แต่เพียงด้านที่ทำลายลืมไปว่าความบกพร่องคือสิ่งที่ทำให้พวกเขา พากเพียร และ แก้ไขให้ดีกว่าเดิม และนั่นเองคือกงล้อที่หมุนโลกให้เปลี่ยนแปลงมิใช่หรือ หากเราปิดประตูใส่พวกเขาในวันนี้ เราจะสูญเสียโอกาสที่จะช่วยพวกเขา และช่วยโลกด้วย”

มีเสียงกระซิบดังขึ้นบางเบา คาลานีเรยังคงกล่าวต่ออย่างไม่หวั่นไหว

“มนุษย์อาจขุดแร่เร็วเกินไป อาจใช้พลังธรรมชาติสิ้นเปลือง แต่มนุษย์ก็คือเผ่าพันธุ์เดียวที่สามารถรับผิดและปรับตัวได้รวดเร็วที่สุด สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ภายในรุ่นเดียว เอลฟ์ต้องใช้เวลาหลายศตวรรษ หากเราช่วยชี้ทาง… พวกเขาอาจไม่เดินสู่หายนะ
และหากเรารับมือกับความบกพร่องของพวกเขาได้ถูกต้อง พวกเขาจะเป็นผู้ปกป้องโลกควบคู่กับเราได้”

แสงของผีเสื้อแดงล้อมกายเธอราวกับสนับสนุนคำพูดนั้น แต่ไม่นาน เสียงแหลมคมก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของลาน

ลอเรนดิลเอ (Lórendilë ผู้ภักดีต่อบทเพลงแห่งป่า (Lórë = เพลง, เสียง, เรื่องราว, หรือปัญญาโบราณ ndil = ผู้ภักดีต่อ, ผู้พิทักษ์ของ) ผู้เป็นสหายร่วมรบเมื่อกาลก่อน แต่หนทางและอุดมการณ์ของทั้งคู่แตกต่างกัน เธอก้าวออกมาอย่างที่ไม่มีใครทันสังเกต ดังแสงจันทร์ส่องผ่านแมกไม้ พร้อมรอยยิ้มเย็นเยือก

“พูดได้ดี คาลานีเร แต่ทุกคนก็รู้ว่าเมื่อเจ้าสอนวิชาให้พวกมนุษย์ก็ทำให้วิชาของเจ้าก้าวหน้าเร็วมาก ถ้าเจ้าได้ร่วมมือกับพวกเขาต่อ คงเพิ่มพูนทักษะศึกษาวิชาตัวเองขึ้นจนเอลฟ์อื่นทาบไม่ติดสินะ?”

เสียงในลานหยุดลงราวลมขาดหาย หลายสายตาหันไปจับจ้อง เอลฟ์ผู้ความงามของนางเยือกเย็นดุจป่าหมอกในฤดูหนาว

“สงสารเจ้าจัง พวกแสงสุริยัน อยากจะได้อะไรก็ต้องสรรหาคำพูดอ้อมไปอ้อมมาให้มีเหตุผลดีๆไปเสียทุกครั้ง หากเจ้าอยู่ใต้เงาจันทราเหมือนข้า ก็คงไม่ต้องประดิษฐ์ข้ออ้างงดงามมาประดับวาจาให้เหนื่อยขนาดนี้นะสหาย”

คำทิ่มแทงนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียด แต่คาลานีเรกลับยิ้มอย่างสงบ ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย เธอสบตาลอเรนดิลเอ และตอบอย่างตรงไปตรงมา

“เจ้าพูดถูกสหายข้า แต่ก็แค่บางส่วน ข้าได้ประโยชน์จากมนุษย์จริงๆ การร่วมกันศึกษาช่วยให้ข้าพัฒนาวิชาของเราและทำให้ข้าพัฒนาทักษะการสอนสามารถถ่ายทอดแก่เอลฟ์อื่นๆได้มากขึ้นด้วย นั่นแปลว่าพวกเราก็ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ด้วย ไม่ใช่ข้าผู้เดียว”

เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“พืชพรรณมีทั้งด้านดีและด้านร้าย หน้าที่ของเราคือชี้นำให้มันงอกงามในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ตัดมันทิ้งทั้งต้นเพียงเพราะกลัวพิษและโทษของมัน หากการร่วมมือกับมนุษย์ช่วยพัฒนาพวกเราได้ เหมือนเหล่าพฤกษาในป่าของเจ้า ไฉนเราต้องปฏิเสธ?”

ผีเสื้ออาคมพลันส่องแสงเรืองขึ้นรอบกายเธอ เหมือนเป็นสัญญาณว่าคำตอบนั้นคือความจริงในหัวใจ

เอลฟ์หลายตนที่ฟังอยู่ถึงกับหลุบตาครุ่นคิด เพราะในถ้อยคำนั้น ไม่มีการปฏิเสธ ไม่มีการโต้ด้วยอารมณ์ มีเพียงเหตุผลที่หนักแน่นและใจที่เปิดกว้าง

ลอเรนดิลเอกัดฟันเล็กน้อย เพราะแม้ถ้อยคำของเธอจะเสียดแทง แต่คาลานีเรกลับตอบด้วยความจริงใจจนยากจะโจมตีต่อ สหายเก่าของเธอ ดูจะพัฒนาด้านอารมณ์ไปมากกว่าเมื่อก่อน หรือจะเพราะคลุกคลีกับพวกอายุสั้นจนชำนาญการควบคุมความรู้สึกมากขึ้นกระมัง

ความเงียบปกคลุมลานศิลาอีกครั้ง ไม่ใช่ความเงียบของความกลัว แต่เป็นความเงียบของผู้ที่เริ่มสงสัยว่า…

บางที วิถีของเหล่าเอลฟ์แสงอัสดงอาจมอบสิ่งดีให้เอลฟ์มากกว่าที่พวกเขาเคยคิด
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ พ.ย. 22, 2025 12:35 am

หลังถ้อยคำของคาลานีเรเงียบลง เทร์แรนดอร์ก็ก้าวออกมาจากเงาหลังเสาศิลา แสงอรุณในดวงตาของเขาคมกริบราวกับจะแผดเผาผู้ที่กล้าท้าทาย

“คาลานีเร… เจ้าพูดเรื่องโอกาสแก่พวกมนุษย์ ราวกับพวกป่าเถื่อนนี้มีจิตสำนึกที่สูงส่งไม่ต่างจากพวกเรา” เขาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แต่ทุกคำพรั่งพรูด้วยแรงกดดัน

“เช่นนั้น ข้าขอถามสักหน่อย แล้วเราจะลงโทษมนุษย์ที่ทำลายผืนป่า สายน้ำ แผ่นดิน และทำลายสมดุลธรรมชาติได้หรือไม่?”

เสียงฮือฮาจากเอลฟ์หลายสำนักดังขึ้นทันที แต่เทร์แรนดอร์ยังคงกล่าวต่อโดยไม่รอใคร

“หากเจ้าเห็นว่ามนุษย์มีศักยภาพสูงนัก เช่นนั้นพวกเราจะปฏิบัติต่อพวกเขา ดุจเดียวกับที่เราปฏิบัติต่อเอลฟ์ผู้ละเมิด ได้ไหม?”

เขากวาดสายตาไปทั่วลานศิลา

“ผลาญป่า—ลงโทษ
รุกรานสัตว์ศักดิ์สิทธิ์—ลงโทษ
ทำลายสายน้ำแห่งทวยเทพ—ลงโทษ
แม้บทลงโทษนั้นอาจหมายถึงความตายของมนุษย์ผู้กระทำผิด เจ้าจะยอมได้หรือไม่ คาลานีเร?”

คำถามนั้นแข็งราวคมดาบ หนักจนลานประชุมเงียบสนิทราวโลกหยุดหมุน

คาลานีเรชะงักงันครุ่นคิด เพราะนี่คือประเด็นที่เธอเองก็หลบเลี่ยงไม่ได้ การปกป้องมนุษย์… กับการปกป้องโลกที่กำลังถูกมนุษย์ทำร้าย เป็นเส้นบาง ๆ ที่แม้แต่เธอเองก็รู้ดีว่าไม่ง่ายจะตัดสิน เพราะการลงโทษบางอย่าง ที่ทำต่อเอลฟ์ผู้มีชีวิตอมตะ หากทำแบบเดียวกันอาจพรากชีวิตมนุษย์ที่อ่อนแอไปได้เลย

การปรากฏตัวของ ผู้พิทักษ์กวางแห่งผืนป่า

ขณะความเงียบครอบคลุม เสียงกระทบกีบเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากชายป่า กวางเผือกตัวใหญ่ก้าวออกมาพร้อมหญิงเอลฟ์ผู้สง่างาม
ดวงตาเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่สั่งสมมานาน

คือ เอเลนเวนเน (Elenwënë) ผู้พิทักษ์กวางศักดิ์สิทธิ์แห่งผืนป่าอัลดาเรส (elen = ดาว / wënë = หิมะ หรือความเย็นบริสุทธิ์ -ความหมายรวม “นางแห่งหิมะดาว”)

เธอกล่าวขึ้นโดยไม่รอคำเชื้อเชิญจากใคร

“ท่านเทร์แรนดอร์ กล่าวได้ดีนัก และข้าจะขอกล่าวโทษร้องทุกข์ พวกมนุษย์วินด์เวลลิรฆ่ากวางของข้า!”

เสียงของเธอแหลมคมราวศร

“พวกเขาเหยียบผืนป่าของชนเผ่า Mirifae (มิริแฟ) มนุษย์พื้นเมืองที่นับถือข้าเป็นเทพ! พวกเขาคอยพิทักษ์กวางศักดิ์สิทธิ์ แต่ทหารเมืองใหญ่กลับไล่ล่าพวกเขา ประหนึ่งเป็นสัตว์โง่เขลาในดินแดนตนเอง!”

เธอหันมองคาลานีเรด้วยสายตาที่ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เต็มไปด้วยความเศร้าที่ลึกจนบาดใจ

“ข้าอยากด่าทอเหล่ามนุษย์พวกนั้นว่า ไอ้พวกชั่ว! ฆ่ากวางของข้าเพื่อเอาเขามาทำตราสัญลักษณ์เกียรติยศโง่ๆของพวกมัน?!”

เอลฟ์ทั้งลานเงียบกริบ เพราะไม่เคยเห็นผู้พิทักษ์ป่าใช้ถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

“แต่ข้าก็รู้… ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนเลวร้าย ข้าเห็นเด็กในเผ่ามิริแฟ ร้องไห้ข้างซากกวางของข้า เขาเป็นผู้บอกว่า ‘มนุษย์เมืองใหญ่ต่างหาก ที่ล่า’ ไม่ใช่พวกเขา”

เสียงของเอเลนเวนเนอ่อนลง

“ข้าจึงไม่อาจเกลียดชังทั้งเผ่าพันธ์ของผู้ที่ฆ่าเพื่อนของข้า เพราะมนุษย์ก็เหมือนพวกเรา แตกต่างหลากหลาย และการลงโทษอย่างเหมารวม ย่อมสร้างสัตว์ร้ายตัวใหม่ขึ้นมา นามว่า… ความเกลียดชัง”

คำตอบสุดท้ายของสภา

เมื่อเธอกล่าวจบ สายตาจำนวนมากหันกลับไปหาเทร์แรนดอร์และคาลานีเร

คาลานีเรจึงเอ่ยขึ้นอย่างสงบ

“ท่านเทร์แรนดอร์… ที่ท่านกล่าวมา หากมนุษย์ทำผิดกฎของโลก เอลฟ์มีสิทธิ์ป้องกันตนเอง แม้ถึงขั้นที่มนุษย์นั้นจะพบกาลวิบัติ เพราะนั่นคือการทำเพื่อปกป้องชีวิต ไม่ใช่การทำลาย”

เธอหันไปมองเอเลนเวนเน

“แต่ข้าก็ยังเชื่อว่า การสั่งสอนวิถีที่ถูกต้อง มีค่าเหนือการลงทัณฑ์ที่ไร้การชี้แนะ”

ผีเสืออาคมบินขึ้นโอบรอบลานประชุม ส่องแสงอ้อยอิ่ง

“ดังนั้น…ข้าขอให้เราจะยังคงการเสวนากับมนุษย์ต่อไป แต่เราจะสอนพวกเขา ให้รู้จักวิถีที่ไม่ละเมิดป่า ผืนดิน ผืนน้ำ และชีวิตใด ๆ และในเวลาเดียวกัน เอลฟ์ทุกเขตอิทธิพลย่อมมีสิทธิ์ปกป้องตนเอง สัตว์บริวาร และแผ่นดินของพวกตน”

เทร์แรนดอร์ไม่ตอบ แต่หลุบตาลงเล็กน้อย ราวกับยอมรับ เพราะว่าแม้เขาไม่เห็นด้วยทั้งหมด ก็ไม่อาจปฏิเสธว่า สภาต่างหากที่จะเป็นผู้ตัดสิน

เอเลนเวนเนวางมือบนเขากวางเผือกของเธอ กล่าวเสียงแผ่วว่า

“หากเราสอนพวกเขาได้…บางทีป่าอาจไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป”

ลานศิลาแห่งอรุณจึงลงมติเป็นเอกฉันท์

ความร่วมมือกับมนุษย์จะไม่ถูกตัดขาด
แต่จะถูกกำหนดด้วยกฎที่เข้มงวดกว่าเคย
และสิทธิ์ป้องกันตนของเอลฟ์… จะถูกใช้กับมนุษย์ด้วย
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ พ.ย. 22, 2025 2:06 am

กฎแห่งลานศิลา
(The Edicts of the Dawnstone Court)

คืนอันยาวนานแห่งการประชุมสิ้นสุดลงเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนถึงจุดสูงสุด ลานศิลาเงียบสงัดราวท้องพระโรงของทวยเทพ ก่อนที่แสงอรุณอ่อน ๆ จะเริ่มลูบไล้ยอดไม้เบื้องทิศตะวันออก เป็นสัญญาณว่าสภาเอลฟ์ต้องประกาศคำตัดสิน

แสงของผีเสืออาคมโอบล้อมรัศมีรอบวงสภา ทุกสายตารอคอยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ผู้นำพิธีคือ อิกนารีออน (Ignarion ความหมาย: “บุตรแห่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์”ignar (เพลิงศักดิ์สิทธิ์) + ion (บุตรแห่ง))
เอลฟ์ผู้บันทึกประวัติศาสตร์และจารึกกฎตั้งแต่ก่อนการล่มสลายแรก เขาก้าวออกมา และทุกเสียงเงียบลงทันที

ประกาศกฎใหม่ของเอลฟ์และการเสวนากับมวลมนุษย์

อิกนารีออน ประกาศด้วยน้ำเสียงหนักลึกที่ดังกังวานในใจของทุกผู้ฟัง

“ด้วยความเห็นร่วมของสภาเอลฟ์ เราตรากฎใหม่แห่งลานศิลา เพื่อรักษาสมดุลของป่า แผ่นดิน และชีวิตทุกสายพันธุ์ นับจากวันนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างเอลฟ์และมนุษย์ จะดำรงอยู่บนกฎแห่งความรับผิดชอบร่วมกัน”

เสียงกีบกวางของเอเลนเวนเนกระทบหินเบา ๆ ราวตอบรับ

กฎที่หนึ่ง — กฎแห่งการสอนและคำชี้นำ

“เอลฟ์อาจแบ่งปันวิทยาการและคำสอนให้แก่มนุษย์ได้ แต่ต้องเป็นความรู้ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกับโลก ไม่ใช่ทำลายโลก เพื่อไม่ให้โลกต้องล่มสลายอีกครั้งเพราะความเขลา”

คาลานีเรยืนสงบนิ่ง ลมอ่อน ๆ พัดเรือนผมสีทองของเธอไหวเบา เพราะนี่คือสิ่งที่เธอสู้เพื่อรักษามาตลอด

กฎที่สอง — กฎแห่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์

“พื้นที่เขตอิทธิพลของเอลฟ์ รวมทั้ง ผืนป่า ขุนเขา ลำน้ำ สัตว์ที่เอลฟ์ดูแล และสถาปัตยกรรมแห่งธาตุ มนุษย์ทุกเผ่าต้องเคารพ และไม่มีผู้ใดล่วงละเมิดได้ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามธรรมชาติ และเอลฟ์มีสิทธิ์ป้องกันตนได้เต็มที่ หากจำเป็นต้องปลิดชีวิตไม่ถือว่ามีความผิด”

เสียงถอนหายใจอย่างหนักของเทร์แรนดอร์ก็หลุดออกมา คล้ายยอมรับว่ากฎนี้คือชัยชนะเล็ก ๆ ของเขา

เอเลนเวนเนเอ่ยเสียงเบา แต่ชัดเจนจนสะท้อนทั้งลาน

“หากพวกเขาไม่เกรงผืนแผ่นดิน พวกเขาต้องเกรงคำพิพากษาของแผ่นดิน”

กฎที่สาม — กฎแห่งการอยู่ร่วมกัน

กฎสุดท้ายถูกกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มลง

“เอลฟ์และมนุษย์จะยังคงเสวนา เรียนรู้ และร่วมกันสร้างโลกที่สมดุล เรายังคงยึดมั่นในการรักษาระยะห่างกับมนุษย์ การจะนำมนุษย์เข้าสู่ดินแดนเอลฟ์จะต้องเง้มงวดตรวจตราอย่างระมัดระวัง ผู้นำแต่ละเขตอิทธิพลต้องรับผิดชอบหากอนุญาตให้มนุษย์เข้าดินแดนเรา รวมทั้งผลที่อาจจะตามมา และการร่วมกำเนิดบุตรกับมนุษย์ยังคงต้องห้ามตามกฎเดิม”

คาลานีเรปิดตาเบา ๆ คิดถึงภาระในอนาคตที่ยุ่งยากขึ้นและใหญ่เกินตัว แต่เธอก็ยิ้มเพราะรู้ดีว่านี่คือประตูสู่อนาคตที่ยังมีความหวัง

ผลของกฎแห่งลานศิลา

ท้ายที่สุด สภาเอลฟ์ลงมติเป็นเอกฉันท์ ลานศิลาแห่งราชวังเอลฟ์ จารึกกฎทั้งสามลงบนผนังหินด้วยแสงทองคำ ประกาศิตราวกับคำสั่งจากเทพเจ้า

คาลานีเรและเทร์แรนดอร์ดินสวนกันโดยไม่เอ่ยสิ่งใด ต่างรับรู้ว่า บทต่อไปของโลกเทอร์ร่ากำลังเริ่มต้น บทที่เอลฟ์จะต้องเผชิญกับมนุษย์มากกว่าที่เคย และมนุษย์… ก็ต้องเผชิญกับเอลฟ์มากกว่าที่พวกเขาจะคาดคิด

ทว่าในความเงียบงันนั้น เจ้าชายเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ ผู้ปกครองเขตอิทธิพลแห่งคาบสมุทรตะวันออก เนนารีออน (Nénarion “บุตรแห่งสายน้ำ” (nén = น้ำ)) เฝ้ามองทุกอย่างตลอดการชุมนุมด้วยความเงียบสงัดและเยือกเย็น ดุจผิวน้ำแข็งอันราบเรียบที่ลอยคว้างกลางมหาสมุทร แต่ทว่าภายในใจนั้นครุ่นคิดแผนการใหญ่ แผนที่จะสะสางแค้นนับพันปีของเขา ดังภูเขาไฟใต้ทะเลที่รอวันปะทุ ระเบิดมหาคลื่นแห่งความแค้นที่พร้อมจะกลืนกลบทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินอย่างไร้ความปราณี
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พุธ ม.ค. 28, 2026 8:32 pm

ตำนานภูติหิมะแห่งธารน้ำแข็ง

ในยุคที่โลกยังอ่อนเยาว์
เมื่อมนุษย์และเอลฟ์ยังไม่เคยพบกัน

บนเทือกเขาสูงซึ่งเมฆไม่กล้าลอยผ่าน
ธารน้ำแข็งโบราณทอดตัวยาวราวกับไม่รู้จักจุดสิ้นสุด
นิ่ง เงียบ และเย็นเยือก ดุจกาลเวลาเอง

ที่นั่นคือที่พำนักของ กลาซีเวเน (Glaciwenë)
เอลฟ์แห่งลัทธิเงาจันทรา
ผู้ได้รับหน้าที่เฝ้าดูแลธารน้ำแข็ง
ไม่ใช่เพื่อยึดครอง
แต่เพื่อธำรงสมดุลของโลกเบื้องล่าง
ไม่ให้ฤดูกาลแปรปรวนเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

นางคุ้นเคยกับความโดดเดี่ยว
กับเสียงลมที่คร่ำครวญระหว่างหน้าผา
และกับความเงียบที่ยาวนานยิ่งกว่าชีวิตมนุษย์นับร้อยปี

จนกระทั่งวันหนึ่ง
หิมะได้มอบสิ่งแปลกปลอมให้แก่นาง

ร่างของมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง
ถูกฝังครึ่งตัวอยู่ในหิมะ
ร่างใหญ่ ท่าทางทึ่ม เสื้อหนังขาดรุ่งริ่ง
หมดสติ และแทบไม่เหลือลมหายใจ

กลาซีเวเนหยุดยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง
เอลฟ์ไม่ควรยุ่งกับมนุษย์
กฎนั้นเก่าแก่
แต่ความเมตตานั้นเก่าแก่ยิ่งกว่า

นางก้าวเข้าไปหา
และช่วยเขา

นางพาเขากลับไปยังที่พักหินน้ำแข็ง
รักษาเขาด้วยเวทและสมุนไพร
วันแล้ววันเล่า
จนในที่สุด ชีวิตก็กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ผู้นั้น

หลายวันแรก เขาพูดไม่รู้เรื่อง
ได้แต่ชี้ ชักหน้า ส่งเสียงประหลาด
นางเองก็พูดภาษามนุษย์ไม่ได้

การสื่อสารระหว่างพวกเขานั้นยาก
ภาษามนุษย์หยาบเกินไป
ภาษาเอลฟ์ล้ำลึกเกินไป
แต่แปลกดี
แม้จะเข้าใจกันแทบไม่ได้
เขาก็ไม่เคยกลัวนางเลย

เขามองนางเหมือนเด็กที่มองสิ่งสวยงาม
เรียกนางว่า “ภูติหิมะ”
เพราะไม่เคยเห็นใครงดงามเช่นนี้มาก่อน

ไม่นานนัก กลาซีเวเนก็ได้รู้ว่า
เขาชื่อ โฮรอฟ (Hrólf)
บุตรแห่งเผ่า บรุค(Bruk)
นักรบผู้แข็งแรง แต่ปัญญาไม่ปราดเปรื่อง
ไม่รู้หนังสือ ไม่รู้ดนตรี
และไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของดวงดาวเหนือศีรษะตน

กลาซีเวเนเริ่มชอบเขา
ไม่ใช่เพราะเขาฉลาด
ไม่ใช่เพราะเขาเก่ง

แต่เพราะเขาซื่อ
ซื่อจนไม่คิดว่าตัวเองด้อยกว่าเอลฟ์
ซื่อจนไม่เคยตั้งคำถามว่านางเป็นอะไร

สำหรับเอลฟ์จันทราอย่างนาง
มนุษย์ชาวบ้านเช่นนี้คือของแปลกที่น่าค้นหา

นางดูแลเขาจนแข็งแรง
สอนเขาใช้ภาษามือ
ชวนเขาหัวเราะกับสิ่งรอบตัว

เขาไม่คาดหวัง
ไม่เรียกร้อง
ไม่เปรียบเทียบนางกับความยิ่งใหญ่ใด ๆ

เขาเพียงแค่อยู่
และดีใจที่นางอยู่ด้วย

เขามองนางด้วยความเชื่อใจ
ราวกับนางคือโลกทั้งใบ

ความผูกพันค่อย ๆ ก่อตัว
ช้า ๆ
เหมือนหิมะที่ตกโดยไร้เสียง

จนกลาซีเวเนเผลอลืมไปว่า...
มนุษย์นั้น
มักกลัวสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ

------------

หลายเดือนก่อนหน้านั้น
ใต้หุบเขาเบื้องล่าง เผ่าบรุคกำลังหวาดกลัว

ฤดูหนาวยาวกว่าทุกปี
ลมแรงกลายเป็นพายุ
ปศุสัตว์ล้ม ผู้คนเจ็บป่วย
หิวโหยและขาดแคลน

แม่หมอของเผ่าทำนายว่า
ปีศาจบนภูเขากำลังสาปแช่งพวกเขา

ไม่มีใครรู้ว่านางมีวิชาอาคมจริง
หรือเพียงเพ้อเพราะพิษไข้
แต่ความกลัวไม่ต้องการเหตุผล

นักรบที่แข็งแรงที่สุดของเผ่า
จึงถูกส่งขึ้นเขาเพื่อตามหาความจริง

โฮรอฟคาดว่าจะพบปีศาจ
ดุร้าย น่าเกลียด และทรงพลัง
พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อกำจัดมัน

แต่สิ่งที่เขาพบ
กลับเป็นภูติหิมะแสนสวยผู้ช่วยชีวิตเขา

------------

ความสุขพัดแผ่วดุจสายลมอ่อน
จนวันหนึ่งที่อากาศอุ่นกว่าทุกวัน
โฮรอฟตื่นมาไม่พบใครจึงออกตามหาภูติหิมะที่รัก

เขาพบกลาซีเวเนที่ธารน้ำแข็ง

เขาเห็นนางร่ายเวท
ธำรงธารน้ำแข็งไม่ให้ละลาย

เมล็ดแห่งความสงสัย
หยั่งรากในใจเขา

ความไม่รู้
ความกลัว
และคำทำนายที่เพ้อเจ้อ
ค่อย ๆ กลบเสียงของความรัก

หลายคืนเขานอนไม่หลับ
มองนาง
และถามตนเองว่า
นางคือเทพธิดา… หรือปีศาจ

เขาเริ่มคิดว่า
หากนางหายไป
บางทีความหนาวเย็นอาจสิ้นสุด

------------

วันนั้น
ทุกอย่างดูเหมือนปกติ

พวกเขาหัวเราะ
หยอกล้อ
กลาซีเวเนก้าวเข้าไปใกล้

แล้วโฮรอฟก็ล็อกร่างของนาง

ตอนแรกนางหัวเราะ
คิดว่าเขาเล่น

จนความเจ็บปวดแล่นผ่านร่าง

เสียงหัวเราะ
กลายเป็นเสียงร้อง

นางถาม
แต่เขาไม่มีคำตอบ

มีเพียงความโง่
ความกลัว
และความเชื่อผิด ๆ

เขาผลัก
กระแทก
ทำร้าย

ร่างของนางกลิ้งตกจากหน้าผา
เสียงกระดูกแตกดังชัดยิ่งกว่าสายลม

ขาทั้งสองข้างหัก
และหัวใจแตกสลายยิ่งกว่า

นางร้องเรียก
ขอให้ช่วย
ถามว่าเพราะเหตุใด

แต่เขาเพียงมอง
และเดินจากไป

เขาฆ่านางไม่ลง
แต่ด้วยความโง่งม
เขาจึงทำสิ่งที่เลวร้ายกว่า
เขาเลือกทิ้งนางไว้ให้ตายเอง

กลาซีเวเน นอนอยู่ตรงนั้น
ร้องไห้ เรียกชื่อเขาจนเสียงหาย

นางไม่ตายอย่างที่เขาคิด
เพราะนางคือเอลฟ์ผู้มีชีวิตอมตะ

แต่ความเจ็บปวดแสนสาหัส
ทั้งร่างกายแหลกเหลว
แต่หัวใจแหลกสลายยิ่งกว่า

หลายวันนางนอนท่ามกลางความหนาว
เพื่อจะฟื้นฟูเรี่ยวแรง
กลาซีเวเนคลานกลับที่พำนัก
ทิ้งรอยเลือดไว้บนหิมะขาวเป็นทางยาว

เวทมนตร์รักษากระดูก
สมุนไพรรักษาบาดแผล

แต่ การทรยศ และ
จิตวิญญาณที่ถูกทำร้าย
ไม่มีสิ่งใดรักษาได้

สามปีเพื่อให้ร่างกายหาย
เจ็ดปีเพื่อฝึกเวทย์ให้แข็งแกร่ง
...และเย็นชากว่าเดิม

------------

เช้าตรู่ แสงแรกของสุริยันแดงฉานกว่าทุกวัน
ภูติหิมะผู้งดงามราวเทพธิดา
เหินลอยลงจากหุบเขา
พายุหิมะตามหลังมาดุจบริวาร

หมู่บ้านของเผ่าบรุคพังพินาศ
ผู้คนกรีดร้อง
เหมือนวันที่นางเคยกรีดร้อง

ท่ามกลางซากปรักหักพัง
ภูติหิมะ จิกหัวชายที่คุ้นเคยจนลอยจากพื้น
เขาดูชราขึ้นต่างจากวันที่เคยพบกัน
หากแต่นางนั้นไม่เปลี่ยนเลย
ยังคงงดงามดุจวันที่แรกเห็น
เพียงแต่ดวงตาที่อ่อนโยนวันนั้น
กลับเย็นชากว่าน้ำแข็ง
และดวงใจที่ไร้รัก ก็สูญสิ้นเมตตาที่เคยมี

นางทำกับเขา
ในแบบที่เขาทำกับนาง

เนิ่นช้า
เจ็บปวด
และไร้ความช่วยเหลือ

นางลากเขาไปตามทาง
เพราะขาทั้งสองของเขา
ถูกหุ้มด้วยก้อนน้ำแข็งต้องสาปที่ค่อยๆกลืนร่างเขาขึ้นมาช้าๆ
เขาพยายามพร่ำพูดภาษามนุษย์กับเธอ
แต่นางไม่ได้ใส่ใจฟังเลย
ไม่อยากรู้ว่าเป็นคำขอโทษ ด่าทอ หรือขอชีวิต

เมื่อสิ้นสุด การทรมานอันเยือกเย็น
ร่างของเขาถูกแขวนไว้เหนือทางเข้าหมู่บ้าน
คล้ำซีดในก้อนน้ำแข็งยักษ์
และไร้วิญญาณ

------------

หลังจากนั้น หลายชั่วคน
ผู้คนเล่าเรื่อง ภูติหิมะ ไร้หัวใจ
แม่มดน้ำแข็งแสนงดงาม
ผู้กลับมาแก้แค้นชายที่ทรยศเธอ

ตำนานกลายเป็นปกรณัม
ปกรณัมกลายเป็นความเชื่อ

เผ่าบรุคเริ่มก่อเกิดพิธีกรรม
การบูชายัญมนุษย์
เมื่อภัยหนาวมาเยือน
หวังให้ภูติหิมะพอใจ

หลายร้อยปีผ่านไป
เผ่าบรุคล่มสลาย

เหลือเพียงตำนาน
ธารน้ำแข็งที่ไม่เคยละลาย
และภูติหิมะผู้เร้นลับ
งดงาม
และเกลียดชัง
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พุธ ก.พ. 04, 2026 1:59 am

ภาคผนวก : เอลฟ์แห่งสายลม

Varethimar และบุตรแห่งเสรี

ในบรรดาเอลฟ์ทั้งหลายแห่งโลกเทอร่า
เอลฟ์แห่งสายลมเป็นกลุ่มที่เข้าใจได้ยากที่สุด
และอาจกล่าวได้ว่า… เป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการให้ใครเข้าใจตนเองมากนัก

Varethimar(วา-เร-ธิ-มาร์) มิใช่อาณาจักร
มิใช่ดินแดนที่ขีดเส้นบนแผนที่
และไม่อาจยึดครองด้วยกำแพงหรือกองทัพ

Varethimar คือ เขตปกครองในความหมายของสายลม

ที่ใดก็ตามซึ่งลมพัดแรง
ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาสูง
ทุ่งราบโล่ง
หรือแม้แต่ชายหาดที่คลื่นซัดแรงไม่หยุด
ที่นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของ Varethimar ได้ทั้งสิ้น

“ที่ใดก็ตามที่ลมพัดแรง ที่นั่นคือบ้านของเรา”

ด้วยการกระจายตัวเช่นนี้
เอลฟ์สายลมจึงไม่เคยรวมกันเป็นนครเดียว
ไม่เคยมีราชบัลลังก์
และไม่เคยมีผู้ปกครองสูงสุดเพียงผู้เดียว

“ข้าไม่มาจากเมืองใด ข้าเป็นชาว Varethimar”
Ú thar dom na.Na varen Varethimar.
อู ธาร์ ดอม นา นา วา-เรน วา-เร-ธิ-มาร์

นั่นทำให้ พวกเขาเป็นเอลฟ์ที่ รักอิสระมากที่สุด
และ ทะเลาะกันน้อยที่สุด ในบรรดาเอลฟ์ทุกธาตุ

ไม่ใช่เพราะพวกเขาคิดเหมือนกัน
แต่เพราะพวกเขา ยอมรับว่าคิดไม่เหมือนกัน

“อย่าถามว่า Varethimar อยู่ที่ใด
ถามว่าลมพัดจากทางไหนดีกว่า”
Ú seneth thar Varethimar en.
Seneth var eth senda il vae.
อู เซ-เนธ ธาร์ วา-เร-ธิ-มาร์ เอน
เซ-เนธ วาร์ เอธ เซน-ดา อิล วา-เอ

สภาลม และคติแห่งเสรีภาพ

ปีละครั้ง เอลฟ์สายลมจากทุกมุมของเทอร่า
จะเดินทางมายัง หอคอยพิศวง
สถานที่ซึ่งไม่มีเมืองล้อม ไม่มีธง ไม่มีทหารเฝ้า

การประชุมของสภาลม
ไม่ใช่การออกกฎหมาย
ไม่ใช่การสั่งการ
และไม่ใช่การตัดสินถูกผิด

แต่เป็นเพียงการ รายงาน และ แบ่งปัน
เรื่องราวที่เกิดในเผ่าของตน

เอลฟ์สายลมมี 13 กลุ่มหลัก
ซึ่งแตกแขนงออกเป็น 48 กลุ่มย่อย

แต่ละกลุ่มมีวิถีชีวิต
แนวคิด
วัฒนธรรม
และความเชื่อแตกต่างกัน

บางกลุ่มเคร่งครัด
บางกลุ่มเสเพล
บางกลุ่มรักสันโดษ
บางกลุ่มสุงสิงกับชนเผ่าอื่น

สภาลมไม่บังคับให้ใครเหมือนใคร
ไม่บังคับความเชื่อ
ไม่บังคับธรรมเนียม
ไม่บังคับการปกครอง

เพราะคติพจน์ของสภาคือ

Vareth il frel, senda min.
(วาเรธ อิล เฟรล, เซนดา มิน)
“ลมคือเสรีภาพ — และหนทางของเราก็มีเพียงหนึ่งเดียว”

มาจากวลีที่เอลฟ์สายลมแต่โบราณทุกกลุ่มยอมรับร่วมกันคือ

Vareth il frel
ลมนั้นคืออิสระเสรี

ไม่ใช่เสรีภาพในการทำอะไรก็ได้
แต่คือเสรีภาพในการ เป็นในสิ่งที่ตนเป็น
โดยไม่ถูกบังคับให้เหมือนผู้อื่น

เอลฟ์ลม และอัตลักษณ์

เอลฟ์สายลมเรียกตนเองว่า

เอกพจน์: Varethri (วา-เรธ-รี)

พหูพจน์ / ชนชาติ: Varethrim (วา-เรธ-รีม)

คำนี้ไม่ได้หมายถึงเชื้อชาติในความหมายของเลือด
แต่หมายถึง ผู้ที่ยอมรับวิถีแห่งลม

ดังนั้น
เอลฟ์สายลมบางกลุ่ม
ไม่ว่าจะถือกำเนิดจากตระกูลใด
หากเลือกวิถีชีวิตแห่ง Vareth
ก็สามารถนับตนเป็น Varethri ได้ทั้งนั้น

เผ่าปราณชีวิต — เอลฟ์ลมผู้ล่องลอย

ในบรรดากลุ่มย่อยทั้งหมด
มีกลุ่มหนึ่งที่เอลฟ์ธาตุอื่นมองว่า “แปลก”
และมนุษย์มองว่า “เข้าถึงได้”

กลุ่มนี้เรียกตนเองว่า เคลลุน(Kaelun)
ซึ่งพวกเขามีปรัชญาว่า “ผู้เดินไปกับลมหายใจแห่งชีวิต”

เคลลุน คือเอลฟ์สายลมที่ยึดแนวคิดแบบ แสงอัสดง
พวกเขาไม่เชื่อว่ามนุษย์ต่ำต้อยกว่าเอลฟ์
และไม่ชอบระบบชนชั้นที่เอลฟ์บางกลุ่มยึดถือ

สำหรับพวกเขา
แต่ละชีวิตสั้นยาวต่างกัน
แต่ทุกชีวิตมีคุณค่า

ด้วยเหตุนี้ เคลลุน จึงสุงสิงกับมนุษย์มากที่สุดในบรรดาเอลฟ์ทั้งมวล

พวกเขาแลกเปลี่ยนศิลปะ
ดนตรี เรื่องเล่า
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การต่อสู้มือเปล่า

พวกเขาไม่ชอบโลหะ ไม่ชอบเครื่องจักร
ไม่ยึดติดกับสิ่งปลูกสร้างถาวร

พวกเขานิยมสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น เพื่อเคลื่อนไหวอิสระ
ปล่อยร่างกายให้สบาย และไม่ฝืนสภาพแวดล้อม

ในงานประลองของมนุษย์
มักพบเอลฟ์ เคลลุน เข้าร่วม
ไม่ใช่เพื่อชัยชนะ
แต่เพื่อ การแลกเปลี่ยน

หลายสำนักหมัดมวยมนุษย์
ยอมรับว่าท่วงท่ามือเปล่าของตน
มีรากมาจากเอลฟ์สายลมกลุ่มนี้

และในบันทึกบางเล่ม มีคำกล่าวว่า

“เอลฟ์และมนุษย์จะเข้าใจกัน
เพราะหายใจด้วยสายลมเดียวกัน
ไม่ใช่จากดาบ”

--------------

บทเพลงโบราณของเผ่า Kaelun

เพลงนี้รู้จักกันแม้ในหมู่มนุษย์ เพราะ สั้น เรียบง่าย
เหมือนเพลงที่เกิดจากลมหายใจ ไม่ใช่บทกวีชั้นสูง
ฟังแล้วรู้สึกว่า ร้องตามได้ แม้ไม่เข้าใจทุกคำ

Leth Vareth Kael(เลธ วาเรธ เคล)
บทเพลงลมผ่าน — เพลงโบราณของเผ่า Kaelun

เนื้อเพลง

Vareth na,
selan rire.
Vareth vae,
senda lin.

Thar dom,
il aer.
Thar senda,
il lineth.

Kael en,
cor vae.
Ira na,
ira tha.

Vareth il frel.
Kaelun il vae.

คำอ่าน (ร้องจริง)

วา-เรธ นา
เซ-ลัน รี-เร

วา-เรธ วา-เอ
เซน-ดา ลิน

ธาร์ ดอม
อิล แอ-เออร์

ธาร์ เซน-ดา
อิล ลิ-เนธ

เคล เอน
คอร์ วา-เอ

อิ-รา นา
อิ-รา ธา

วา-เรธ อิล เฟรล
เคล-ลุน อิล วา-เอ

(จังหวะช้า เบา ร้องเป็นวง ไม่มีผู้นำ)

ความหมายโดยรวม (แปลเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่คำต่อคำ)

ลมมา — เราหัวเราะ
ลมไป — เราเดินต่อ

ไม่มีบ้าน นอกจากฟ้า
ไม่มีถนน นอกจากก้าวเดิน

ตัวเบา ใจล่องลอย
วันนี้มี — วันนี้พอ

ลมคือเสรีภาพ
และ Kaelun ก็เช่นกัน

หมายเหตุทางวัฒนธรรม Kaelun

เพลงนี้ ไม่มีท่อนจบตายตัว
สามารถหยุดร้องตรงไหนก็ได้

บางกลุ่มจะร้องเพียง 2 บท
บางกลุ่มร้องวนทั้งเพลงหลายรอบ

เด็ก Kaelun มักร้องผิดคำ
และ ไม่มีใครแก้ เพราะถือว่า “ลมเลือกคำของมันเอง”
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ ก.พ. 07, 2026 2:46 pm

Avalon คืออะไร ในความเชื่อของเหล่าเอลฟ์

Avalon ในสายตาของเหล่าเอลฟ์ มิใช่เพียงชื่อของดินแดน
แต่คือ อุดมคติสูงสุดของการดำรงอยู่
ดินแดนในฝันที่หล่อหลอมจากความหวัง ความศรัทธา และความผิดพลาดในอดีตกาล

ในยุคแรกของเอลฟ์ แนวคิดนี้พัฒนามาจาก Golden City
นครทองคำในอุดมคติ ที่เชื่อกันว่าจะเป็นสังคมสมบูรณ์แบบ
ไร้ความขัดแย้ง ไร้ความเสื่อม และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเทพเจ้า
แต่ พวกเขาไม่เคยสร้าง Golden City ได้จริง
และสุดท้ายกลับล่มสลายลง กลายเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดของเผ่าพันธุ์เอลฟ์

หลังการล่มสลาย และผ่านกาลเวลาหลายยุค
แนวคิดเรื่องดินแดนสมบูรณ์แบบจึงไม่หายไป
หากถูก แปรรูป และ ขัดเกลา จนกลายเป็นสิ่งที่เอลฟ์เรียกว่า Avalon

Avalon ไม่ใช่นครที่สร้างด้วยหินหรือทองคำ
แต่เป็นดินแดนที่ ใกล้ชิดแดนสรวงของทวยเทพของพวกเขา
เป็นสถานที่ซึ่งธรรมชาติ เวทมนตร์ และจิตวิญญาณอยู่ในภาวะสมดุลสมบูรณ์
เอลฟ์เชื่อว่า ณ ที่แห่งนั้น
พวกเขาจะไม่ถูกบ่อนทำลายด้วยความโลภ ความกระหาย และความเสื่อมของโลกภายนอก

แนวคิดเรื่อง Avalon ถูกพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนใน ยุคที่สามของเอลฟ์
เมื่อเอลฟ์จำนวนมากเริ่มตระหนักว่า
การอยู่ร่วมโลกเดียวกับมนุษย์ แม้จะเต็มไปด้วยโอกาส
ก็นำพาความเปลี่ยนแปลงที่กัดกร่อนวิถีของเอลฟ์อย่างช้า ๆ
ทั้งการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น
การเร่งพัฒนาโดยไม่รอให้ธรรมชาติฟื้นตัว
และการทำให้ชีวิตกลายเป็นเพียง “เครื่องมือ” แทนที่จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

Avalon จึงถูกจินตนาการว่าเป็นดินแดนที่
ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่
มีเพียงเอลฟ์และสรรพสัตว์ที่ยังคงเคารพวงจรของโลก
เป็นที่ซึ่งเอลฟ์สามารถดำรงอยู่โดยไม่ต้องป้องกันตนจากอิทธิพลภายนอก
และไม่ต้องสูญเสียอุดมคติของตนเอง

สำหรับเอลฟ์จำนวนมาก
Avalon เปรียบเสมือน สรวงสวรรค์
ไม่ใช่ในความหมายของสถานที่หลังความตาย
แต่เป็น “ปลายทางของเผ่าพันธุ์”
สถานที่ที่เอลฟ์จะได้กลับไปเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยเป็นก่อนโลกจะแตกแยก

เอลฟ์บางส่วนเชื่อว่า Avalon มีอยู่จริงในแบบพื้นที่ เป็นดินแดนที่ซ่อนเร้นในโลกเทอร์ร่า
เอลฟ์บางส่วนเชื่อว่ามันอยู่ “นอกกาลเวลา”
บางส่วนเห็นว่า มันไม่ใช่สถานที่ แต่คือเหล่าจิตวิญญาณที่อยู่ร่วมกันโดยไม่ทำลายล้างเบียดเบียนกันและกัน
และบางส่วนก็ศรัทธาว่า Avalon คือดินแดนที่ ทวยเทพเป็นผู้สร้างขึ้นโดยตรง
เพื่อรองรับเหล่าเอลฟ์ในวันที่โลกไม่อาจรองรับพวกเขาได้อีกต่อไป

ไม่ว่า Avalon จะมีอยู่จริงหรือไม่
สิ่งหนึ่งที่เอลฟ์ทุกตนเห็นตรงกันคือ

Avalon คือความหวังสุดท้าย
ว่าโลกของเผ่าพันธุ์อมตะจะไม่ต้องล่มสลายเป็นครั้งที่สาม


และตราบใดที่เอลฟ์ยังฝันถึง Avalon
พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมของโลกใบนี้
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พุธ ก.พ. 11, 2026 9:46 pm

กำแพงและสะพาน

หมอกเช้าเกาะต่ำเหนือผืนป่าเซรันเธียล
แสงอรุณอ่อน ๆ ลอดผ่านยอดไม้ดั่งผ้าบางโปร่ง

Cullavanë(คุล-ลา-วา-เน) คุกเข่าอยู่ริมลำธาร
ผมสีทองของเธอสยายข้างแก้มขณะมือประคองหัวกวางเผือกตัวหนึ่ง
บาดแผลจากลูกธนูมนุษย์ยังมีเลือดซึมจาง ๆ

เธอหลับตา เอื้อนเวทเสียงเบาราวบทเพลง
แสงสีทองอ่อนจากปลายนิ้วค่อย ๆ ปิดรอยแผล

“เจ้าไม่ควรต้องกลัวมนุษย์เลย” เธอกระซิบกับมัน

เสียงกีบกระทบใบไม้แห้งดังขึ้นเบื้องหลัง

Elenwënë(เอ-เลน-เว-เน) ยืนอยู่ไม่ไกล
เกราะสีฟ้าของเธอสะท้อนแสงเช้า
คทาแนบลำตัว ดวงตาคมมองไปยังทิศที่ลูกธนูพุ่งมา

“พวกเขากลับมาอีกแล้ว” เธอกล่าวเสียงเรียบ

Cullavanë ไม่หันไป
“ข้ารู้”

“เจ้ารู้… แต่เจ้ายังเลือกจะรักษา แทนที่จะไล่ล่า”

Cullavanëยิ้มบาง ๆ
“ถ้าข้าไล่ล่าพวกเขา กวางตัวนี้จะหายเร็วขึ้นหรือ?”

Elenwënëก้าวเข้ามาใกล้
เงาเขากวางทอดยาวบนพื้นหญ้า

“ถ้าเราไม่ตอบโต้ พวกเขาจะคิดว่าเราอ่อนแอ
วันนี้เฉียดสีข้าง วันหน้าอาจทะลุหัวใจ”

Cullavanëเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ
ดวงตาของเธอไม่ใช่ความอ่อนแอ หากเป็นความตั้งใจแน่วแน่ในอีกแบบหนึ่ง

“แล้วถ้าเราฆ่ามนุษย์ไปเรื่อย ๆ
วันหนึ่งมนุษย์จะมองเราเป็นอะไร?”

“เป็นกำแพง” Elenwënëตอบทันที
“และกำแพงมีไว้หยุด ไม่ได้มีไว้ให้ใครรัก”

Cullavanëหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นกำแพงจริง ๆ”

“และเจ้าก็เกิดมาเพื่อเป็นสะพาน” เธอตอบกลับโดยไม่ยิ้ม

ลมพัดผ่านป่า เสียงใบไม้เสียดสีกันราวเสียงถอนใจของผืนดิน

Elenwënëเดินไปแตะรอยมีดบนต้นไม้ใหญ่
แสงสีฟ้าอ่อนซึมเข้าเนื้อไม้เพื่อเยียวยา

“ชนเผ่า Lunalin ร้องขอความช่วยเหลือเมื่อวาน” เธอกล่าว
“ทหารวินด์เวลลิรขยายเขตล่าเข้ามาอีก
พวกเขาเริ่มไม่เกรงเราแล้ว”

Cullavanëลุกขึ้น เดินมายืนเคียงข้าง

“เพราะพวกเขาไม่เข้าใจ” เธอตอบ
“ไม่ใช่เพราะพวกเขาเลวทั้งหมด”

Elenwënëหันขวับ
“เจ้าจะปกป้องพวกเขาไปถึงเมื่อไร?”

Cullavanëนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบช้า ๆ

“จนกว่าข้าจะพิสูจน์ได้ว่าเขาเลือกจะไม่เรียนรู้”

ความเงียบครอบคลุมเอลฟ์ผู้งดงามทั้งสอง

Elenwënëถอนหายใจ
“ถ้าเขาไม่หยุดล้ำเส้น ข้าจะยิง”

Cullavanëพยักหน้า

“ถ้าเขาไม่หยุดล้ำเส้น ข้าจะยืนข้างเจ้า”

คำตอบนั้นทำให้ Elenwënëชะงัก

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่านั่นอาจหมายถึงเลือด?”

“ข้ารู้” Cullavanëกล่าว
“แต่เลือดต้องเป็นทางสุดท้าย ไม่ใช่ทางแรก”

Elenwënëมองเธอนานกว่าปกติ
ความแข็งกร้าวในสายตาอ่อนโยนลงชั่วครู่

“ถ้าเจ้าล้ม ข้าจะไม่ยอมให้สะพานพัง”

Cullavanëยิ้ม

“ถ้ากำแพงร้าว ข้าจะเป็นคนซ่อม”

กวางเผือกที่หายดีแล้วเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเธอ
หัวไถลำตัวของทั้งสองราวยืนยันบางสิ่ง

กำแพงกับสะพาน
ความระแวงกับความหวัง
การปกป้องกับการให้อภัย

แตกต่าง แต่ไม่มีวันแยกจากกัน

และผืนป่ารู้ดีว่า
สมดุลไม่ได้เกิดจากเสียงเดียว
แต่มาจากสองเสียงที่ยังยอมฟังกันเสมอ
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ ศุกร์ ก.พ. 13, 2026 6:04 pm

ภาคผนวก: สามยุคแห่งกำเนิดเอลฟ์

เหล่าเอลฟ์มิได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด
แต่แบ่งออกเป็นสามรุ่นใหญ่
สามชั้นของความทรงจำ
สามบทเรียนที่สลักอยู่ในวิญญาณของเผ่าพันธุ์อมตะ

I. เอลฟ์รุ่นแรก — บุตรแห่งเหล่าเทพสร้าง

(The Firstborn of the Divine Craft)

ในรุ่งอรุณของโลกเทอร์ร่า
เมื่อหมอกยังคลุมผืนดิน และสรรพสัตว์ยังเรียนรู้การหายใจ
เทพทั้งหลายในปฐมบทของโลกเทอร์ร่าได้หล่อหลอมสิ่งมีชีวิตหนึ่งขึ้นจากธาตุทั้งสี่

เอลฟ์รุ่นแรกมิได้ถือกำเนิดเป็นเด็ก
พวกเขาลืมตาขึ้นมาในร่างผู้ใหญ่
พร้อมสติและความรู้บางส่วนที่เหล่าเทพมอบให้

เทพเจ้า ดิน น้ำ ลม และไฟ แต่ละธาตุสร้างขึ้นมา ธาตุละ12
รวมกำเนิดแรกอันงดงาม 48 ชีวิต
แต่ละตนบริสุทธิ์ในธาตุของตน
ราวสี่เสาหลักที่ค้ำจุนสมดุลของโลก

พวกเขาเรียนรู้ชีวิตจากสรรพสัตว์
ฟังเสียงลมเพื่อเข้าใจความอดทน
ดูการไหลของน้ำเพื่อเข้าใจการยอมรับ
สังเกตไฟเพื่อเข้าใจพลังและความดับสูญ
และจับต้องผืนดินเพื่อเข้าใจความมั่นคง

วิทยาการของพวกเขามิได้เกิดจากการทดลองผิดพลาด
แต่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากเทพ
จึงบริสุทธิ์ ลุ่มลึก และไร้ความลังเล

ทว่า… ความบริสุทธิ์มิได้หมายถึงความเข้าใจทั้งหมด
และนั่นคือเมล็ดพันธุ์ของการล่มสลายในภายหลัง

II. เอลฟ์รุ่นที่สอง — ยุคแห่งการกำเนิดเฟื่องฟู

(The Age of Unbound Bloom)

จากเอลฟ์สี่สิบแปดเท่านั้น
ได้ถือกำเนิดเอลฟ์รุ่นที่สอง
ช่วงเวลานี้ยาวนานกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้
เจ็ดพันปีก่อนกาลล่มสลาย
มีเอลฟ์จำนวนมหาศาลราวแปดพันกระจายทั่วโลกเทอร์ร่า

ในยุคนี้ ไม่มีข้อจำกัดใดจากเหล่าเทพ
ความรักและการให้กำเนิดเป็นไปโดยอิสระ
บางตระกูลมีลูกหลานหลายรุ่น
พี่น้องร่วมสายเลือดถือเป็นเรื่องปกติ

เอลฟ์รุ่นที่สองมิได้เรียนรู้จากเทพโดยตรงอีกต่อไป
แต่เรียนรู้จากเอลฟ์รุ่นแรก
และจากโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

พวกเขาพัฒนาวิทยาการด้วยตนเอง
ทดลอง ผสมผสาน และตั้งคำถาม
ความรู้เติบโต
แต่ความทะเยอทะยานก็เติบโตเช่นกัน

นี่คือยุคแห่งความรุ่งเรืองสูงสุด
และก็เป็นยุคที่นำไปสู่ การล่มสลายครั้งแรก
เมื่อสิ่งผิดธรรมชาติเกิดขึ้น สมดุลของโลกถูกทำลาย
และจำนวนของเอลฟ์เกือบกลืนกินโลกเสียเอง

III. เอลฟ์รุ่นที่สาม — ยุคแห่งการเกิดตามกฎเกณฑ์

(The Age of Measured Flame)

หลังความเสียสมดุล
และเอลฟ์ได้พรจากผู้สร้างสูงสุดให้ปรารถนาเลือกความตายได้
ทวยเทพจึงตรากฎใหม่
เอลฟ์จะไม่เป็นอมตะอย่างปราศจากเงื่อนไขอีกต่อไป
และการเกิดใหม่จะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อมีเอลฟ์ตายลง

ชีวิตจึงกลายเป็นวงจร
ไม่ใช่เส้นตรงไร้จุดจบ

เอลฟ์รุ่นที่สามจึงเกิดยาก
นานหลายศตวรรษจึงมีทารกเอลฟ์สักคนถือกำเนิด

เด็กเอลฟ์ยุคนี้จึงมักเป็นลูกคนเดียว
เติบโตท่ามกลางผู้ใหญ่ทั้งผืนป่า
ไม่มีเพื่อนวัยเดียวกัน
ไม่มีเสียงหัวเราะของกลุ่มเด็ก

สิ่งนี้ก่อรูปอุปนิสัยสองขั้วที่เห็นได้บ่อยในรุ่นที่สาม

บางคนถูกโอบอุ้มมากเกินไป
จึงเอาแต่ใจ อารมณ์ร้อน
เชื่อว่าตนมีคุณค่าพิเศษเหนือผู้อื่น
ทว่าหลังผ่านพิธีกรรมเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
หลายคนจะค่อย ๆ เติบโตทางอารมณ์
ผ่านศตวรรษแห่งการเรียนรู้ตนเอง

บางตนกลับตรงข้าม
เพราะเติบโตท่ามกลางผู้ใหญ่
จึงดู “เป็นผู้ใหญ่เกินวัย”
สุขุม เคร่งขรึม
แต่ลึกลงไปมักเก็บกดและโดดเดี่ยว
ซึ่งต้องใช้เวลาหลายร้อยปีเช่นกัน
กว่าจะเรียนรู้การผ่อนคลายหัวใจ

เอลฟ์รุ่นนี้จึงมิได้อ่อนแอกว่ารุ่นก่อน
แต่มีรอยแผลของประวัติศาสตร์ฝังอยู่ในจิตวิญญาณ

---------------

การเติบโตของเอลฟ์

การเติบโตของเอลฟ์มิได้วัดด้วยตัวเลขแน่นอน
หากขึ้นกับ “ความเข้มข้นของธาตุ” ที่โอบล้อมชีวิตนั้น

เด็กเอลฟ์ที่เติบโตในเขตอิทธิพลธาตุตรงกับตน
จะเติบโตเร็ว แข็งแรง และมั่นคง
แต่หากอยู่ในเขตธาตุที่เป็นขั้วตรงข้าม
การเติบโตจะช้ากว่าค่าเฉลี่ย
และต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลมากกว่า

โดยทั่วไป
เอลฟ์เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นราวสองร้อยปี
และถือเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวราวสามร้อยปี

บทสรุปแห่งสามยุค

รุ่นแรกคือความบริสุทธิ์
รุ่นที่สองคือความรุ่งเรืองและความผิดพลาด
รุ่นที่สามคือความระมัดระวังและบทเรียน

และในทุกยุค คำถามเดิมยังคงก้องอยู่เสมอ

เอลฟ์จะรักษาสมดุลของธรรมชาติ
หรือจะลืมบทเรียนของตนอีกครั้ง?

เพราะประวัติศาสตร์ของเอลฟ์
มิได้เป็นเพียงเรื่องเล่าของอดีต
แต่เป็นเงาที่เดินเคียงข้างปัจจุบันอยู่เสมอ
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ ก.พ. 14, 2026 11:41 pm

เสียงเล็กในป่าใหญ่

ในวันที่คำว่า “Avalon” ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นในหมู่เอลฟ์
บางคนเชื่อว่ามันคือดินแดนบริสุทธิ์ไร้มลทิน
บางคนเชื่อว่ามันคือสถานที่ที่ต้องสร้างขึ้นด้วยกำลัง

และบางคน… อยากสร้างมันด้วยการบังคับให้เอลฟ์อื่นๆทำตามความคิดเห็นของตน

ค่ำวันหนึ่ง ในชายป่าทางใต้ของ Erskaendor
กลุ่มเอลฟ์สายแสงเจิดจ้าเข้ามากวาดล้างพื้นที่
พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ล่าสัตว์มากเกินไป
เชื่อว่าป่าต้องถูก “ชำระ”
และสิ่งใดที่อ่อนแอเกินไปจะเป็นจุดอ่อนที่ถูกมนุษย์ทำลาย

นีมิฟาเอเล (Nimifaelë) ยืนอยู่ท่ามกลางลำแสงสุดท้ายของอาทิตย์
กระรอกตัวเล็กเกาะอยู่บนฝ่ามือเธอ

“นางเอลฟ์น้อย เจ้าจะปกป้องป่าด้วยสัตว์ฟันแทะพวกนี้หรือ?”
เอลฟ์ผู้หนึ่งกล่าวอย่างเหยียดหยาม
“โลกกำลังเสื่อม แต่เจ้ากลับเล่นกับสิ่งเล็กๆ
เพราะมัวแต่ทำตัวแบบนี้ ป่านี้ถึงถูกรุกล้ำเสื่อมโทรมลงทุกวัน”

เธอไม่ได้ตอบทันที
เพียงก้มลงแตะพื้น

กระรอกตัวหนึ่งโผล่ออกจากรากไม้
อีกตัวกระโดดลงจากกิ่ง
อีกตัวโผล่จากโพรงเก่า

เอลฟ์อวดดีกลุ่มนั้นเริ่มขยับเข้ามา
แต่แปลกนัก
ทุกย่างก้าวของพวกเขาดูหนักขึ้น
เหมือนป่าทั้งผืนขยับตำแหน่งของมันเอง

รากไม้เล็ก ๆ ขัดปลายรองเท้า
กิ่งไม้ไหวตัดทิศทาง
เศษใบไม้ลอยบังสายตาในจังหวะสำคัญ

ไม่มีเวทมนตร์ระเบิดรุนแรง
ไม่มีสายฟ้า
มีเพียง “จังหวะ” ที่ถูกเปลี่ยน

การเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามช้าลงอย่างน่าประหลาด
ราวกับเวลารอบตัวพวกเขาถูกบิดให้เสียจังหวะ

เมื่อกระรอกเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ความวุ่นวายเล็ก ๆ นั้นกลับกลายเป็นระเบียบของป่า

เอลฟ์ที่คิดว่าตนแข็งแกร่ง
เริ่มเสียสมาธิ
เริ่มพลาด
เริ่มเหนื่อยกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

นีมิฟาเอเลก้าวไปข้างหน้า แสงสีอ่อนล้อมตัวเธอไว้
กระรอกทุกตัวของเธอไม่ได้เพียงวิ่งและปีนป่ายตามใจชอบ
พวกมันกำลังกางเขตอาคมโดยตำแหน่งเป็นค่ายกลอย่างเป็นระบบ

เธอไม่ได้โจมตีด้วยความโกรธ
แต่เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม
การเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวของเธอ
ก็ทำให้อีกฝ่ายล้มลงโดยไม่ทันตั้งตัว

เธอมองพวกเขานิ่ง ๆ

“พวกเจ้าคิดว่าตัวเองฉลาด เที่ยวสั่งคนอื่นทำสิ่งนั้นสิ่งนี้”
เธอกล่าวเบา ๆ
“แต่ปัญญาไม่ได้วัดด้วยการตะโกนใส่สิ่งที่ตนไม่รู้จริง”

หนึ่งในนั้นฝืนลุกขึ้น
“ป่าของเจ้าตกต่ำลงมากมนุษย์ทำลายต่อเนื่องยังจะใช้วิธีเดิมๆต่อไปหรือ?”

นีมิฟาเอเลส่ายหน้า

“ป่านี้ถูกรุกรานโดยความเขลาของมนุษย์”
“แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้ความเขลาของเอลฟ์บางคน ทำให้มันย่อยยับไปกว่าเดิม
บรรพบุรุษของข้าปกป้องป่านี้มาตั้งแต่ยุคเนรมิตสร้าง
ถ้าไม่มีพวกเราป่านี้จะสูญสิ้นตามวัฎจักรไปนานแล้ว
เราอยู่กับป่านี้มานานหลายพันปีตั้งแต่พวกเจ้าบางคนยังไม่เกิด
พวกอ่อนหัดที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลยในชีวิตมาดูถูกว่ารู้วิธีดีกว่า
ทั้งชีวิตพวกเจ้าไม่เคยปกป้อง หรือสร้างอะไรได้สำเร็จด้วยซ้ำ
นอกจากพร่ำทฤษฎีโง่ๆ ที่พวกนั่งอ่านตำราในห้อง
คิดเพ้อเจ้อเอาเองว่าถ้าเชื่อตามแล้วจะดีกว่า”

กระรอกสิบกว่าตัวกระจายเต็มกิ่งไม้เหนือศีรษะ
พวกมันไม่ส่งเสียงดัง
แต่สายตาของมันจับจ้องอย่างพร้อมเพรียง

“คนที่ไม่รู้ หากยั้งปาก และเปิดหูฟัง ก็ยังมีหวัง”
เธอกล่าวต่อ
“แต่คนที่ไม่รู้แล้วอวดฉลาด วิจารณ์ทุกสิ่งโดยไม่เข้าใจ
คือผู้ทำลายสมดุลเร็วกว่ามนุษย์เสียอีก”

ลมพัดผ่าน
ความตึงเครียดค่อย ๆ คลายลง

“ถ้าพวกเจ้าปกป้องผืนป่าหรือทุ่งหญ้าเล็กๆสักผืนได้สำเร็จสักร้อยปี
ค่อยคิดอยากบังคับคนอื่นให้ทำตามคำแนะนำของพวกเจ้านะ”

เอลฟ์กลุ่มนั้นถอยกลับ
ไม่ใช่เพราะพ่ายแพ้ด้วยพลังที่เหนือกว่า
แต่เพราะตระหนักว่าตน “ประเมินต่ำไป”

คืนนั้นนีมิฟาเอเลนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่
มองบันทึกที่บรรพบุรุษของเธอสั่งสมความรู้นับพันปี
ทุกซอกมุมของป่า ภูมิประเทศที่อันตราย ภัยธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้น
จุดที่ทวยเทพมาพบปะ ประตูมิติที่ซ่อนไว้
เหตุการณ์เลวร้ายอันเป็นบทเรียน
ทั้งมนุษย์ที่เคยสร้างเผ่าที่ป่านี้
จนล่มสลายลงไปเผ่าแล้วเผ่าเล่า
ตระกูลของเธอมีคลังความรู้ที่ไม่อาจประเมินค่า
ทั้งจากประสบการณ์จริง และคำแนะนำโดยตรงของเทพเจ้าที่ให้คำปรึกษา
และที่ความเขลาของหลายคนไปไม่ถึง
คำทำนายอนาคตที่แม่นยำ ที่เกิดขึ้นจริงเสมอมาในชีวิตของเธอ
เธอจึงรู้ดีว่าสิ่งใดควรเปลี่ยนแปลงเมื่อใด และสิ่งใดต้องรักษาไว้

แม้ภารกิจของเธอจะเล็กน้อยในสายตาบางคน
แต่เธอเข้าใจการล่มสลายทั้งสองครั้งลึกซึ้งกว่าเอลฟ์มากมาย
และเธอเข้าใจดีว่า การโหยหา อาวาลอน ไม่ใช่สิ่งใหม่
ก่อนหน้าการล่มสลาย การคาดหวังถึงนครทองคำก็มิต่าง

เธอรู้ดีว่า อาวาลอน ไม่ใช่สถานที่

มันคือ “วิธีคิด”

ถ้ายังมีพวกพูดมากกว่าฟัง
ตัดสินมากกว่าเรียนรู้
อวดฉลาดมากกว่าศึกษา

อาวาลอน ก็จะสูญหาย
ซ้ำรอยอดีต

กระรอกตัวหนึ่งปีนขึ้นบ่าเธอ
เธอยิ้มบาง ๆ

“ป่านี้ไม่ได้ล่มสลายง่ายๆหรอก”
เธอกระซิบ
“แต่ละป่ามีสมดุลและนิเวศน์ของตัวเอง ไม่มีป่าไหนเหมือนกัน
หลายพันปีฉันเห็นบางป่าที่ล่มสลายไป
แต่เมืองมนุษย์และแม้แต่ชุมชนเอลฟ์เอง ยังพังไปเร็วกว่า
ชีวิตของสรรพสัตว์ล้วนดับลับหมุนเวียน แต่ป่ายังคงตั้งตระหง่านอยู่”

กระรอกน้อยส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก ก่อนปีนมานั่งบนตักเธอ
เธออุ้มมันขึ้นมาแล้วยิ้ม

“ไม่ต้องกลัวนะ พวกเจ้าไม่เจอเรื่องนั้นหรอก ตราบที่ฉันยังอยู่
ฉันไม่รู้จักตาย ป่านี้ก็จะไม่สลาย
เพราะนี่คือเหตุผลของการดำรงชีวิตอยู่ของฉัน”
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: +เรื่องย่อ Epi 3 Lost Avalon, the Fallen of the Elf +

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ ศุกร์ ก.พ. 20, 2026 8:19 pm

ภาคผนวก:วิทยาการของเอลฟ์

ความรู้มิได้ผุดขึ้นจากอากาศ หากแต่ต่อยอดจากอดีต
ถักทอจากประสบการณ์
และบางครา… รับมาจากผู้อื่น

เอลฟ์ไม่เคยเรียกวิทยาการที่ตนมีว่า “เรื่องเหนือธรรมชาติ”

พวกเขาเรียกมันว่า ความเข้าใจธรรมชาติ

สิ่งใดอธิบายเป็นเหตุเป็นผล
สิ่งนั้นคือ “ศาสตร์”
สิ่งใดพิสูจน์ซ้ำได้
สั่งสอนต่อกันได้
สิ่งนั้นย่อมใกล้เคียง “หลักวิทยา”

แต่ในโลกของมนุษย์
สิ่งใดเกินขอบเขตสติปัญญาของยุคสมัย
เกินระดับตรรกะของผู้มอง
สิ่งนั้นจะถูกเรียกว่า
เวทมนตร์ ลี้ลับ อาถรรพ์ เหนือธรรมชาติ หรือ อำนาจจากภูติผีปีศาจ

แท้จริงคือสิ่งเดียวกัน
แต่เพราะความไม่เข้าใจ คือผู้ขนานนาม

------------

การก้าวกระโดดแห่งความรู้

เมื่อเอลฟ์บางกลุ่มเริ่มแบ่งปันวิทยาการแก่มนุษย์
มันมิใช่ พลังพิเศษ หรือสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ
แต่มันคือความเข้าใจในโครงสร้างของโลก

การจัดการน้ำ
การวัดแรงลม
การสกัดแร่
การเยียวยาบาดแผลด้วยหลักชีวธาตุ
การสื่อสารระยะไกลผ่านเครือข่ายสัญลักษณ์

มนุษย์บางคนเรียนรู้
เข้าใจว่ามันคือกฎธรรมชาติ
เพียงแต่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน

แต่บางคน… เห็นเพียงผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์
พวกเขากลับกลัว และสรุปว่ามันคือศาสตร์มืด

มนุษย์หวาดกลัวสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ
และยิ่งสิ่งนั้นทรงพลัง
ความกลัวก็ยิ่งทวีคูณ

------------

ความลับและคำกล่าวหา

วิทยาการบางแขนงของเอลฟ์
สามารถชี้เป็นชี้ตาย
สามารถทำลายเมืองทั้งเมือง
หรือควบคุมพลังธรรมชาติในระดับที่มนุษย์ยังไม่พร้อมรับ

สำนักเอลฟ์จึงจำกัดการถ่ายทอด
ปกปิดบางสูตร สงวนบางหลักการ
เพื่อป้องกันหายนะที่อาจเกิดจากการนำไปใช้ในทางที่ผิด

แต่ยิ่งปิด กลับยิ่งถูกกล่าวหา

“พวกเขาปิดบังความรู้เพราะมันมาจากภูติปีศาจ”
“พวกเขาใช้พลังต้องห้ามควบคุมมนุษย์”
“พวกเขาต้องการเป็นเทพเหนือเผ่าพันธุ์เรา”

ในขณะที่เอลฟ์พยายามควบคุมสมดุล
มนุษย์บางกลุ่มกลับเริ่มปลุกระดม

------------

ความเหลื่อมล้ำที่ร้าวลึก

ในช่วงเวลานั้น
ผู้ใดเรียนรู้วิทยาการของเอลฟ์ได้ก่อน
ผู้นั้นได้เปรียบเหนือมนุษย์อื่นทันที
ชนชาติใดมีวิทย่การของเอลฟ์
ก็อนยู่เหนือชนชาติอื่นทันที

มันเหมือนนำความรุ่งเรืองจากอีกพันปีข้างหน้ามาใช้กับยุคปัจจุบัน
ผู้รู้กลายเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ไม่รู้กลายเป็นผู้ล้าหลัง

ไม่ใช่วิทยาการที่กดใครลงต่ำหรือทิ้งใครไว้ข้างหลัง
แต่คือผู้ใช้มันเป็นต่างหาก ที่ทะยานไปข้างหน้า
และชิงความได้เปรียบจากผู้ที่ปฏิเสธมัน

นครบางแห่งเจริญรวดเร็วผิดธรรมชาติ
กองทัพบางกองมีอาวุธที่ศัตรูไม่เข้าใจ
พ่อค้าบางตระกูลร่ำรวยในชั่วอายุเดียว
เพราะเข้าถึงความรู้ที่คนอื่นไม่รู้จัก

ในเวลาเดียวกัน
อายุขัยยืนยาวขึ้น
โรคภัยลดลง
ผลผลิตเพิ่มขึ้น
การสื่อสารรวดเร็วขึ้น
เมืองปลอดภัยขึ้น

วิทยาการของเอลฟ์
ยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แต่ในความเจิดจ้าของแสงนั้น
คือเงาที่เข้มกว่าเดิม

ส่องสว่างแก่ทุกคน

เมื่อเอลฟ์บางกลุ่มเห็นชัดแล้วว่า
การจำกัดวิทยาการไว้ในสำนัก หรือบางชุมชน
กำลังก่อความเหลื่อมล้ำรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

พวกเขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีเอลฟ์ยุคใดกล้าทำมาก่อน

คือการเปิดเสรีความรู้

ไม่เลือกชนเผ่า ไม่เลือกศาสนา ไม่เลือกฐานะ

ตำราถูกแปล
สัญลักษณ์ถูกถ่ายทอด
สำนักเล็ก ๆ ถูกตั้งขึ้นในเมืองชายแดน
และการเรียนรู้ไม่ถูกผูกขาดโดยราชวงศ์หรือมหาวิหารอีกต่อไป

ผลลัพธ์นั้นยิ่งสั่นคลอนระเบียบโลก

ชนเผ่าที่เคยถูกเหยียดหยามว่า “ป่าเถื่อน”
กลับกลายเป็นนครที่รุ่งเรืองในเวลาไม่กี่ชั่วอายุคน
กลุ่มช่างไม้กลายเป็นวิศวกร
นักล่าสัตว์กลายเป็นนักดาราศาสตร์
หมู่บ้านเล็ก ๆ กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่

เพราะเมื่อโอกาสเท่าเทียม
ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ก็ถูกปลดปล่อย

ไม่รับและไม่รู้

แต่ในทุกยุคสมัย การก้าวหน้าจะมีศัตรูของมันเอง

มนุษย์บางกลุ่ม
มิได้ขาดโอกาส
มิได้ขาดตำรา
มิได้ถูกปิดกั้น

พวกเขาเพียงไม่ต้องการเรียนรู้

ความยากของการศึกษาถูกแทนที่ด้วยความง่ายของการกล่าวหา
ความพยายามถูกแทนที่ด้วยข้ออ้าง
และความอิจฉาถูกแต่งตัวด้วยคำว่า “คุณธรรม”

พวกเขาเริ่มสร้างวาทกรรม

“นี่ละเมิดกฎบรรพบุรุษ”
“นี่ขัดต่อคำสอนโบราณ”
“นี่คือเวทมนตร์ปีศาจ”
“นี่คือการทรยศต่อรากเหง้า”

แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่กลัวความผิดบาป
พวกเขากลัวคนที่พัฒนาตนเองเร็วกว่าตน

เพราะเมื่ออีกฝ่ายเรียนรู้ อีกฝ่ายจะเหนือกว่า
และการเหนือกว่านั้น
คือกระจกที่สะท้อนความอ่อนด้อยของพวกเขาเอง

หน้ากากแห่งศีลธรรม

กลุ่มเหล่านี้มิได้พัฒนาตน แต่กลับพยายามฉุดรั้งผู้อื่น

พวกเขาไม่สร้างตำรา แต่เผาตำรา

พวกเขาไม่ตั้งคำถาม แต่ตั้งข้อกล่าวหา

พวกเขาไม่ศึกษากฎของพลังธรรมชาติ
แต่ประกาศว่าการใช้พลังธรรมชาติเป็นสิ่งต้องห้าม

พวกเขาข่มขู่ผู้ที่อยากเรียนรู้
กล่าวประณามผู้ที่นำความรู้ไปใช้
และไล่ล่าผู้ที่ก้าวนำหน้า

ไม่ใช่เพื่อปกป้องคุณงามความดีใดๆ
แต่เพื่อปกป้องความด้อยสามารถของตนเอง

ความโง่ที่รู้ตัวนั้นยังมีทางรอด แต่ความโง่ที่ถือคุณธรรม
และใช้มันเป็นอำนาจฝูงชนบดขยี้ผู้แสวงปัญญา
คือความโง่ที่น่าสมเพชยิ่งนัก

พวกเขาไม่สร้างอนาคต แต่พยายามทำให้ทุกคนติดอยู่กับอดีต

นครบางแห่งกลายเป็นศูนย์กลางแห่งวิทยาการ
ขณะที่บางแห่งจุดคบไฟไล่ล่านักศึกษาวิชาเอลฟ์

บางเมืองยกระดับชีวิตประชาชน
บางเมืองจมอยู่กับความยากจนและกล่าวโทษวิชาอาคมของพวกปีศาจ

และเอลฟ์ที่นำความรู้มาสู่มนุษย์
เริ่มถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความแตกแยก

เมื่อชนเผ่าหนึ่งที่ก้าวหน้าจากการเรียนรู้
สามารถป้องกันตนเองจากกองทัพคุณธรรมได้อย่างง่ายดาย
ความอัปยศแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

และในที่สุด ประกายแสงแรกของสงครามก็สว่างวาบขึ้น

ไม่ใช่เพราะความรู้ทำลายโลก
แต่เพราะคนบางกลุ่ม
ไม่อาจทนเห็นผู้อื่นก้าวหน้า
ในขณะที่ตนเองไม่ยอมก้าว

สันติภาพของโลกเทอร์ร่าในเวลานั้น
มิได้สั่นคลอนเพราะปีศาจจากเงามืด
มันสั่นคลอนเพราะความกลัวและความไม่รู้

วันหนึ่ง อาวุธที่พัฒนาจากศาสตร์เอลฟ์
ถูกใช้ถล่มเมืองมนุษย์ในสงคราม

ผู้ใช้ไม่ใช่เอลฟ์ แต่เป็นมนุษย์ที่เรียนรู้เร็วเกินไป
และอยากพิสูจน์ว่าตนไม่ต้องพึ่งใครอีก

สภาเอลฟ์แตกเป็นสองฝั่ง
มนุษย์แบ่งเป็นฝักฝ่าย
พวกเราควรต่อสู้กัน หรือ
ควรประกาศสงครามกับ “พลังต้องห้าม”

เมื่อแสงถูกส่องสาดเจิดจ้า เงานั้นยิ่งเข้มและทอดยาว

Lost Avalon: The War from the Shadow of Light

เพราะบางครั้ง มนุษย์ก็ไม่ได้กลัวแค่ความมืด
แต่หวาดกลัวแสง ที่สาดส่องแรงเกินไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1425
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน