Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อังคาร เม.ย. 16, 2024 6:38 pm

หน้าเว็บบอร์ด ส่วนของผู้เล่น SMN FanCard FanArt & FanFic SMN VR TAG TURN (THE FINAL ACT):Sub-Turn 96.5 Final Act Tile

สำหรับลงรูปแฟนอาร์ตและนิยายแต่งเองของชาวSMNครับ

Sub-Turn 42 VR!!

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ อังคาร เม.ย. 26, 2011 2:49 pm

Sub-Turn 42 VR!!


………………………………………………………………………….

แดกแรกของเช้าวันใหม่ทอดตัวลงสู่ผืนป่า มวลหมู่ปักษาขับร้องทำนองเสนาะก้องพงไพร
ลึกเข้าไปผ่านบรรดาแมกไม้หลากตาบนเขาใหญ่ คฤหาสน์หลังงามตั้งเด่นเป็นสง่า เจ้าชองคฤหาสน์
คือขุนนางแห่งสเปน….อันที่จริงแล้ว เป็นอดีต….ใช่แล้วอดีตขุนนางแห่งตระกูล อัลโตมาเร่
อันเลื่องลือ มาริน่า-อัลโตมาเร่-อลิซาเบท-มาริโอเน็ตต้า และยังเป็นหนึ่งใน มาสเตตอร์ซีรีโมเน่

ทุกช่วงเช้าของวัน มาริน่า มารอเหล่าองครักษ์ กลับจากการฝึกภาคเช้าในป่า แต่วันนี้ต่างออกไป
ทั้งเธอและเหล่าองครักษ์ ต่างก็อยู่กันพร้อมหน้า โดยมีรถตำรวจ สามคันมาจอดหน้าบ้าน
และเจ้าหน้าที่ชายสามคนเดินลงจากรถมา

เธอมีสีหน้าเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยามที่ต้องมองหนึ่งในองครักษ์ของเธอ อิส
โค้งคำนับให้เธอด้วยความเคารพ ก่อนจะยกเอากระเป๋าเป้ใส่สัมภาระ ขึ้นไหล่

“ ระวังตัวด้วยล่ะ… ”
มาริน่า พูดที่จริงเธออยากจะบอกอะไรมากกว่านี้ แต่ก็พูดไม่ออกเป็นเพราะสายตาขององครักษ์มองมาที่เธอ
ด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ยากจะสื่อ ออกมาได้ เธอไม่รู้ว่าควรจะห้ามเขาดีไหม
กระนั้นก็ตามเธอรับปากไว้แล้วว่าจะไม่ขัด นี่เป็นเงื่อนไขที่เธอยอมรับไปตั้งเป็นเดือนแล้ว
สององครักษ์ ไดสุเกะ และ ฟรานซิสก้า มองเธอด้วยสายตาคาดหวัง ว่าเธอจะหยุดการเดินทางครั้งนี้ไว้

“ ครับ…..ผมไปก่อนนะครับมาสเตอร์ ”
อิส โค้งให้อีกครั้งก่อนจะหันตัวเดินไปขึ้นรถพร้อมกับเจ้าหน้าที่ ทันทีที่ประตูรถปิดเสียงไซเรนรถ
ก็ดังขึ้นลั่น มวลหมู่นกตกใจกับเสียงไซเรนหวีด พากันโผบินจนอลหม่านไปทั้งป่า
ทั้งสามมองดูรถตำรวจวิ่งออกไปจนลับสายตา

……………………………………………..
………………….

หลังบานประตูทางเข้าของ X-Sport Club คือห้องล๊อบบี้ซึ่งจะมีโต๊ะลงทะเบียนตั้ง อยู่ริมห้องเยื้องไปทางขวาจากประตู
ภายในห้องมัเฟอร์นิเจอร์จัดวางเพียงน้อยชิ้น เป็นเพียงเก้าอี้พลาสติกมีผนักพิง กับโต๊ะไม้ สองสามชุด
และโทรทัศน์เครื่อง ตั้งบนหิ้ง จากห้องนี้จะมีทางเชื่อมไปห้องเปลี่ยนเสื้อกับห้องน้ำ และบันไดไปยิมที่อยู่ชั้นสอง

พลพรรคของ เกร พึ่งจะกลับมาในตอนสายของวัน หลังจาก การุรุ ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล
แล้ว นอกจาก เกร เทนโตะ วาการุรุ ปิโย และตัว การุรุเอง แล้วหนนี้มีสมาชิกเด็กสาววัยเดียวกับ เกร ติดสอยกลับมาด้วย
เด็กสาวทำผมทวินเทลสีฟ้าสดใสราวกับน้ำทะเล นัยตาสีน้ำตาลกลมโตเป็นประกาย เธอแต่งตัวด้วยเสื้อสายเอี้ยม
แลดูน่ารักแบบเด็กๆ ยิ่งไปกว่านั้น เธอคนนี้ไม่เพียงแต่ตามติดแจ เกร แค่เดินเข้ามาในคลับ เธอทั้งควงแขนเกาะแข้งเกาะขา
แม้จะดูเหมือนคู่รักแต่ที่จริงแล้วเหมือนกับว่า เกรเป็นพี่ชายของเธอ ซะมากกว่า

รูปภาพ

“ เน่ๆ เกร เปิดทีวีซิ นะนะ พาลุกอดแขนเขาไว้แล้วพยายามอ้อนสุดใจ ”
เธอ มองเขาด้วยสายตาไร้เดียงสา และอ้อนด้วยท่าทางแบบเด็กอนุบาล เกร มองเธออย่างเฉยเมย
เขาใช้นิ้วดีดมะกอก กลางหน้าผากจนเธอหน้าหงาย

“ แง้~ เกรทำ พาลุ ทามมายอ่า~~~ พาลุกุมผน้าผากด้วยความเจ็บ ”
“ พอเลยไอ้วิธีพูดแบบนั้นน่ะ ไปติดมาจากเทนโตะล่ะสิ เธอเห็นฉัน แอคเรราเตอร์ รึไง ”
เกร ไม่เล่นด้วยพร้อมกับตีหน้าตายใส่ พาลุ อมปากแก้มป่องจ้องตอบด้วยสายตาง้องอน
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ เกร สนใจเธอขึ้นมากว่าเดิม

“ แหมๆ นายล่ะก็ทำเป็นซีเรียสไปได้ ลูกง้อแบบ ลาสออร์เดอร์ ใช้ไม่ได้ผลเหรอเนี่ย? ทั้งที่เป็นซึนเดเระ เหมือนกับแอคเซเรราเตอร์ แท้ๆ สงสัยจะประเมินนายต่ำไปแฮะ ”
เทนโตะ แทรกโดยที่มือถือหนังสือไลท์โนเวล to aru majutsu no index

“ เทนโตะ อ่ะ เกร งอนเค้าแล้วอ่า~~ไหนทำว่าแบบนี้แล้ว เกร จะหวั่นไหวไง ”
“ งั้นคราวหน้าเอาเป็นแบบซาคานะจัง ใน Star Driver ก็ไม่เลวนะ ที่ห้องฉันมีโมเดลกรงขนาด 1 ต่อ 1 ที่พึ่งซื้อมาด้วย
ถ้าให้ พาลุเข้าไปอยูในนั้นแล้วร้องเพลงล่ะก็… ”

Sound effect***โป้ก***

โดยไม่รอที่จะให้ เทนโตะ พล่ามจนจบ วาการุรุ จัดขนม มะเหงกแจกให้ทั้ง เขาและเธอเอากุมขมับเล่นทันที

“ เล่นบ้าเล่นบอกันอยู่ได้ ”
วาการุรุ เปรยด้วยท่าทีเหนื่อยใจกับความคิดพวกพ้อง แต่มันยังไม่จบลงแค่นั้นเพราะ การุรุ รีบสาวความให้ต่อยาวออกไปอีก

“ วากะจังเป็น โทวมะสิน้า~~ ว่าแล้วก็เป็นคู่ที่น่าจิ้นใช่ย่อ…ย แอ้ก! ”

รู้สึกตัวอีกหน การุรุ ก็พบว่าตัวเขาลอยอยู่ในอากาศสัมผัสที่เอวรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง
ที่ส่งมาจากท่อนแขนซึ่งอัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อที่ผ่านการต่อสู้ในสังเวียนแชมป์โลกมาแล้ว
กำลังยกร่างทั้งร่างให้ลอยเคว้ง อีก 0.1 วินาทีต่อมา พื้นห้องกับเพดานก็สลับกลับหัวกันไปหมด

ไม่ใช่ห้องที่กำลังกลับหัวแต่เป็นเขาที่กำลังจะหัวทิ่ม ด้วยท่าจับทุ่มมวยปล้ำ เยอมันซูเพลกซ์
นั่นเอง
Sound Effect***โครมมมมม!!***

“ โทษทีว่ะมือมันไปเอง โหสินะ ”
วาการุรุ สลัดข้อมือหลังจากระบายความอัดอั้นลงไปกับท่าเมื่อครู่ อย่างสบายอกสบายใจ

“ การุรุ เนี่ยไม่ข็ดหลาบซักทีน้า~~ ของรู้ๆกันอยู่ว่า เกร น่ะสนใจแต่พี่สาวคนนี้เท่านั้นล่ะจ้ะ ”
ปิโย พูดเธอกอดอกเท้าคางและเริ่มจะ คิดเลยเถิดไปเรื่อย

“ ไม่หรอก…พี่สาวฉันน่ะไม่ได้น่ารักขนาดนั้นซักหน่อย… ”
เกร รีบหันควับกลับมาปฏิเสธทันที

“ เอาแล้วไง! น้องสาวฉันไม่น่ารักซักนิด!!! (ore no imouto ga konnani kawaii wake ga nai) ”
เทนโตะ ชี้หน้าเขาและแสดงสีหน้าออกมาสุดๆ

“ เกรคุง เป็นพวกซึนตัวจริงเสียงจริงสินะ ”
การุรุ รีบย้ำต่อทันทีแม้ว่า จะยังหัวทิ่มพื้นอยู่ก็ตาม

“ เฮ้ย~~~~พอได้แล้วโว้ยยยยย นี่มันเรื่อง SMN VR TAG Turn นะเฮ้ย!!!! ”
วาการุรุ……ตบมุขล่ะมั้ง~~~*

…………………………

“ อะแฮ่ม ถ้างั้นเข้าเรื่องเลยละกัน ”
เกร กระแอ่มไอเพื่อปรับบรรยากาศและน้ำเสียง โดยมีสายตาของ วาการุรุ ที่จ้องมาเหมือนกับ
จะบอกเป็นนัยๆ -แล้วใครกันล่ะที่ลากหัวข้อออกแปซิฟิกไปแล้วน่ะ

“ ถ้างั้น พาลุ การ์ดน่ะเอามาด้วยใช่ไหม ”
เกร ถาม พาลุ พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะดึงเอากระเป๋าคาดเอวรูปกระต่าย ของเธอขึ้นมา และหยิบเอา การ์ดผนึก
อย่างละใบแจกให้ วาการุรุ และ เทนโตะ การ์ดผนึกนั้นมีกรอบสีขาว ยังไม่มีภาพร่างอสูรใดๆปรากฏ
ขึ้นบนการ์ดมีเพียงแต่อักขระโบราณสีทองเท่านั้น

“ เท่านี้ทั้งสองคนก็ทำพันธะสัญญาเสร็จสิ้น สามารถก้าวไปสู่ขั้นที่สองแล้วนะ ”
พาลุ ยิ้มให้อย่างร่าเริงและรอดูปฏิกิริยา ของทั้งคู่ วาการุรุ ยังคงยืนพินิจพิเคราะห์การ์ดที่ได้รับอยู่นิ่งขณะที่
เทนโตะ เริ่มจะหยอกเล่นอีกครั้ง

“ นี่ๆตะกี้น่าจะพูดอย่างงี้นะ…มาทำสัญญากับฉันแล้วกลายเป็นผู้อยู่เหนือพระเจ้ากันเถอะ ” ( ◕ ‿‿ ◕ )

พาลุ อดกลั้นขำไม่ได้ กับการแกล้งตีหน้าตายและดัดเสียงสูงๆของ เทนโตะ

“ ยังจะไม่เลิกยิงมุขกันอีกเรอะ ”
วาการุรุ มองพร้อมทำท่าขยาดกับการเล่นไม่เลิกของพวกเขา และ พาลุ ,เทนโตะ กับการุรุ
ทั้งสามก็เริ่มที่จะหยอกกันเล่นอีกครั้ง หนนี้เขาเหนื่อยจะตามห้ามปรามแล้ว จึงตัดใจปล่อยให้เล่นสนุก
กันไปเสียเลย เพราะไหนๆก็ประชุมงานเสร็จสิ้นแล้ว

วาการุรุ แยกออกจากกลุ่มมาและมองดูการ์ดผนึกของพระเจ้าผู้ไม่สิ้นสุดที่พึ่งได้รับ จากนี้ไปที่เขาถืออยู่ในมือจะเป็นที่สถิตย์ของพลังอันยิ่งใหญ่ และอย่างน้อยที่สุดเพื่อให้รู้เกี่ยวกับมันมากขึ้น เขาคิดที่จะถาม เกร
วาการุรุ เดินเข้าไปทัก เกร อีกครั้ง

“ ช่วยสอนเกี่ยวกับพระเจ้าทีสิ… ”

เกร ส่ายหน้าก่อนจะปฏิเสธ
“ ไว้คราวหลังละกัน ตอนนี้ฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อน ตั้งแต่เมื่อคืนก็ไปเฝ้าเจ้าการุรุเลย เหนียวตัวไปหมดแล้ว ”

วาการุรุเกือบจะปล่อยให้เขาไปแล้วแต่ก็ทักขึ้นมาอีก

“ วันนี้เป็นอะไรไปน่ะ ดูนายหงุดหงิดอยู่นะทุกทีกับ พาลุ นายก็ไม่เคยเฉยชากับเธอขนาดนั้นเลยนี่ ”
“ รู้สึกไม่ค่อยดีเลย…..วันนี้น่ะ ”

คำตอบของเกร ทำให้เขาเลิกคิ้วอย่างฉงน

“ ลางสังหรณ์มันบอกแบบนั้น ”

………………………………………………………………..
……………………

เป็นยามบ่ายที่อบอวลด้วยไออุ่นจากแดด และความชื้นจากไอฝนที่พึ่งจะหยุดไป เสียงเอะอะเจี้ยวจ้าว
ดังอึกทึกไปทั้งโรงเรียนมนต์วิทยา เด็กนักเรียนกลุ่มใหญ่ แห่ลงจากอาคารเรียน ทั้งที่ตรงกลับบ้านเลยทันที
หรือแวะข้างทาง บ้างก็ลงไปที่สนามเพื่อเล่นบอลหรือ อื่นๆที่จะสรรหามาเล่นกันได้

ธนัท ลูเซีย และโคทาโร่ ทั้งสามเดินลงมาพร้อมกันและสถานทีที่พวกเขาทั้งสามมุ่งไปคือ ห้องชมรม SMN
ทันทีที่ประตูเลื่อนของชมรมแง้มบาน สายลมเย็นๆจากไอแอร์ในห้องก็โชยมา สภาพภายในห้องแทบจะว่างเปล่า
ไม่มีใครอื่นเลยนอกจา มาริน่า และองครักษ์ ที่วันนี้มากันไม่ครบทีม
ธนัท สังเกตุได้ถึงความผิดปกตินี้และถามขึ้นทันควัน

“ วันนี้อิสไม่มาด้วยเหรอ? ”
อันที่จริงนี่เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะมาถามแน่แรกแล้ว เพราะแม้แต่ในห้องเรียนอิส ก็ไม่ได้ไปเข้าเรียนด้วย
สององครักษ์ ไดสุเกะ และ ฟรานซิสก้า มองหน้ากันอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปขอความเห็นจาก มาริน่า
เธอส่ายหัวเป็นนัยว่าไม่ต้องบอก

ธนัท เกาหัวอย่าง งงๆและฉงนกับท่าทีของทั้งสาม ปกติแล้วฟรานซิสก้า ถ้าเป็นคำสั่งของมาริน่า เป็นตายอย่างไร
เธอจะรับฟังอย่างไม่ลังเล แต่ตอนนี้ที่ใบหน้าของเธอฉายแววแห่งความกลัดกลุ้ม อย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่ ไดสุเกะ ก็เป็นไปด้วย

พวกเขาไม่ตอบอะไรเลย ในที่สุด ธนัท จึงยอมตัดใจ ทุกคนกลับมาทำกิจวัตรตามปกติเว้นเสียแต่ โคทาโร่ ที่
สังเกตุเห็นมือของ ไดสุเกะ ทำท่าเหมือนจะส่งสัญญาณบางอย่างให้เขา

…………………………………………..
…………………

แสงดาราทอประกายค้างฟ้า จันทราประทับเหนือเมฆ เป็นเวลาเกือบ 3ทุ่ม ในห้องของ ธนัท
ลูเซีย เข้านอนไปก่อนแล้วที่ห้องในตู้เสื้อผ้าของเขา
ธนัท ใช้เวลาช่วงนี้ทุ่มเทให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำอะไรซํกอย่างกับสถานะของชมรมอาสาสมัคร
ที่เคยร่วมกันก่อตั้งและปิดตัวไปเกือบ 4 ปีแล้ว ข้อมูลเว็บไซด์ของชมรม เป็นสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่นอกจาก
แฟ้มรูปกิจกรรมที่พวกเขาไปตะลุยมา นับตั้งแต่ที่ชมรมถูกสั่งปิดเว็บของชมรมก็ปิดตัวตามไปด้วย
และไม่ได้อัพเดทอีกเลยทุกอย่างค้างเติ่งและหยุดนิ่งอยู่ในคอมพ์เครื่องนี้

นับตั้งแต่ เคียว หยุดเรียนไปผมกับ อิส เรากลับมาสนิทกันมากขึ้นเหมือนก่อนที่ชมรมจะปิดตัว
ในตอนนั้น ผม อิส และ ฟ้า เราสามคนสนิทกันที่สุดแล้ว ชุติการ แอน และ เคียว ตามมาหลัง
จากนั้น เมื่อ ฟ้า จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ และชมรมปิดตัวลง ผม กับ อิส

เราสองคนเหมือนจะห่างไกลกันออกไปด้วย นั่นทำให้คนที่สนิทกับผมในเวลาต่อมา คือพวกเคียว
แต่พอเกิด ศึกสามเทพบรรพกาลแล้ว เรื่องของชมรมก็กลับมาวนเวียนอยู่ในหัวอีก บางทีอาจเป็นเพราะ
ผม กลับไปพูดคุยกับ อิส เหมือนแต่ก่อนแล้ว เขาดูเปลี่ยนไปจากเดิม คิดว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะลูเซีย

ประธานมาริน่า ใช้ให้เธอไปทำอะไรบางอย่างในวันที่มีศึกกับสามเทพบรรพกาล
ที่จริงผมเองก็รู้สึกตะหงิดๆอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมผมถึงจำหน้าญาติของตัวเองที่หน้าตาเหมือนกับหนึ่งในเพื่อน
สนิทไม่ได้ ทั้งที่มันควรจะเป็นสิ่งน่าแปลกใจเป็นอันดับต้นๆด้วยซ้ำ

บางทีอาจจะเป็นเพราะเกิดเรื่องหลายๆอย่างขึ้นในช่วงนั้นล่ะมั้ง แต่พอมาลองคิดดูตอนนี้แล้ว
มีหลายเรื่องที่ไม่มีคำอธิบายเลย เรื่อง ลูเซีย ก็เรื่องหนึ่งแล้ว นี่ยังมีเพื่อนเก่าของพี่ศรีอย่าง เกร
อีก หมอนั่นควบคุมอสูรเทพได้...แถมยัง 3 ตนพร้อมกันเวลาเดียวอีก ถ้าคิดกันตามหลักความจริงแล้ว
เกร ควรจะเป็นนักร่ายอสูรที่อยู่ในระดับสูงที่สุดในโลกแน่ เพราะระดับ Summoner Master ก็ใช่ว่าจะควบคุมอสูรเทพได้
เท่าที่รู้มาจากเรื่องของ ชุติ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีเพียง Angel ที่ได้รับเลือกเท่านั้นที่จะควบคุมอสูรเทพได้

แต่ก็อีกนั่นแหละแล้วตัวผมล่ะ ไม่ได้เป็น Angel หรืออะไรพวกนั้นเลยไม่เคยรู้มาก่อนด้วย
ว่าตัวเองจะควบคุมเทพได้ แต่ผมก็ใช้ไปทั้ง อาแมนคริส แล้วก็ แกรนเดครอส ของ ชุติ

เพราะเรื่องของ ลูเซีย เลยทำให้ต้องค้นเอาข้อมูลสมาชิกของพวกเราจากเว็บที่เก็บไว้มาเปิดดู
แต่นี่ก็ทำมาได้ สามวันแล้ว ยังไม่เจออะไรที่พอจะเป็นเบาะแสได้เลย ที่จริงมันควรจะมีอยู่
ในนี้แหละแต่เบาะแสที่ผมค้นได้ก็มีแต่ แฟ้มข้อมูลของตัวเอง กับ ของ อิส เท่านั้น
ส่วนของฟ้ามันถูกเข้ารหัสไว้ ซึ่งในส่วนนี้นอกจากข้อมูลประวัติของเธอแล้วยัง
มีเอกสารดำเนินการของชมรมแล้วก็จิปาถะอื่นๆที่สำคัญมากมายรวมเก็บไว้อีก

น่าเสียดายที่ผมเปิดมันไม่ได้ซักที ระบบฐานข้อมูลเป็นอย่างเดียว ฟ้า พัฒนาขึ้นในช่วงนั้น
ส่วนตัวผมจะเป็นคนจัดการระบบเน็ตเวิร์คและเครือข่ายภายนอก โดยคนที่ติดต่อกับภายนอกจะเป็น พี่ริน อีกทีหนึ่ง

ระหว่างที่กำลังคิดไปเพลินๆอยู่นี้เอง ประตูห้องข้างหลังก็ออก โคทาโร่ สวมเพียงบ็อกเซอร์สีฟ้า แล้วใช้ผ้าขนหนูผ้าบ่าไว้
หมอนี่พึ่งกลับขึ้นมาจากอาบน้ำ

“ นั่งทำเว็บอะไรนั่นอีกแล้วเหรอ? ”
โคทาโร่ ถามพร้อมกับชะเง้อมองจอมอนิเตอร์ข้าม หัว ธนัท

“ ก็มันเหลือแค่อย่างเดียวที่ยังถอดรหัสไม่ออกซะทีน่ะสิ ให้ตายเถอะฟ้าใช้อะไรเป็นรหัสวะเนี่ย ”
ธนัท สบถหลังจากพยายามมาเป็นร้อยๆครั้งแล้ว ข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ยังไม่ถูกแกะออก
และเขาเริ่มหมดอารมณ์ที่จะทำมันต่อ

/Idiot!, Are you son of a bitch!/ (เจ้างั่ง ,แกเป็นไอ้หมาขี้แพ้รึไงกัน)
คอรัส บินจากขื่อเพดานห้องลงมาเกาะ บนหัวธนัท ก่อนจะก้มหัวลงต่ำและจิกด้วยจะงอยปาก
แข็งๆ สองสามที

“ มันเจ็บนะคอรัส!! ”
ธนัท ตะคอกและเตรียมจะคว้ามันด้วยมือ แต่นกเหล็กเจ้าเล่ห์ตัวนี้ ไม่ยอมเสียท่าง่ายขนาดนั้น
ทันทีก่อนที่มือของเขา จะแตะสัมผัส ปีกโลหะก็ขยับขึ้นลง ส่งเสียงก๊องแก๊งเหมือนมีเหล็กกระทบกันอยู่ข้างใน

และหาใช่เพราะการกระพือปีกโลหะแผ่นบางๆที่ช่วยยกตัวมันขึ้นแต่เป็น ผงละอองแสงสีเขียว
ที่โปรยกระจายออกจากการกระพือปีก ช่วย ยกร่างของมันลอยขึ้นในอากาศ คอรัส บินหลบ
ทันอย่างหวุดหวิด ทิ้งให้ ธนัท จ้องมันด้วยสายตาเคืองๆ

มีเสียงดังมาจากประตูตู้เสื้อผ้า พวกเขาหยุดและหันไปยังทิศทางของเสียง

“ พวกนายเงียบๆกันหน่อยได้ไหม ฉันนอนไม่หลับนะ ฮ้าว~~ ”
ลูเซีย เปิดปากหาวหวอด ด้วยความงัวเงีย

“ ขอโทษ…พอดีเจ้าคอรัสมันกวนประสาทน่ะ ”
ธนัท พูดแล้วชี้ไปที่ เจ้านกเหล็ก ด้วยความโมโหที่ถูกโยนความผิดมา คอรัส จัดให้ตามต้องการอีกหน
มันโฉบลงจิกหัวของ ธนัท อย่างไร้ปราณี จน ธนัท ต้องยกมือขึ้นป้องหัวไว้
ลูเซีย มองทั้งคู่เหมือนเด็กๆ เธอคลี่ยิ้มน้อยๆ ด้วยความเหนื่อยใจ และจะถอนตัวกลับไปนอนต่อ
แต่สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับจอมอนิเตอร์ เธอหยุดตัวไว้และหันกลับไปมอง เพ่งสายตา
ไปที่มอนิเตอร์ อย่างสนอกสนใจ เธอขมวดคิ้วนิ่วหน้า เสียจน ธนัท และ โคทาโร่ มองเธอด้วยสายตาประหลาดๆ

“ เครื่องหมายบนจอนั่นมัน…ของอะไรอ่ะ? ”
ลูเซีย ถามพร้อมกับชี้ไปที่จอมอนิเตอร์ ซึ่งตอนนี้บนจอฉายภาพตราสัญลักษณ์ พระแม่กับกางเขนซึ่งเป็นสัญลักณ์
ของครอสมาเรีย หรือชื่อของชมรมอาสาสมัครนั่นเอง

“ สัญลักณ์… ” ธนัท นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ “ อ๋อไอ้นี่น่ะเหรอ ตราประจำชมรม ครอสมาเรีย น่ะ ”

“ ไอ้นี่มันเหมือนกับที่ติดอยู่บนแผ่นข้อมูลที่ อิส เคยให้ฉันมาด้วยนี่ ”
ลูเซีย เปรยพลางนึกไปถึงตอนที่ได้รับแผ่นข้อมูลจากอิส ในวันงานอาหารนานชาติ หลังเสร็จจากการแข่งทำอาหาร
อิส ได้มอบ แผ่นข้อมูลที่มีตรานี้อยู่และบนแผ่นมีชื่อเขียนไวชื่อนั้นคือ ฟ้า

ลูเซีย พินิจอยู่นานก่อนจะแวบกลับเข้าห้องของเธอและกลับออกมาอีกครั้งพร้อมแผ่นข้อมูลที่ว่า
ส่งให้กับ ธนัท นัยน์ตาเบิกกว้างเขามอง หน้าเธอด้วยความประหลาดใจ

“ นี่มันชิพข้อมูลของ ฟ้านี่นา เธอไปเอามาจากไหนกัน ”
ธนัท ถามอย่างมั่นใจนี่คือแผ่นข้อมูลของ ฟ้า ไม่ผิดแน่นอนและบางทีมันอาจจะมี รหัสสำหรับเข้า
ข้อมูลของเธออยู่

“ อิส ให้ฉันตอนที่เราแข่งทำอาหารกันน่ะนะ แล้วเค้าก็บอกว่าจะกลับไปที่ อัลวิส(Alvis) หรืออะไรด้วยนี่แหละ ”
“ อัลวิส เหรอ….แล้วจะไปที่นั่นทำไมกัน? ”
ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไหร่ ธนัท ก็หาเหตุผลที่ อิส จะไปที่ อัลวิส อีก ไม่ได้เลย สำหรับ อิส แล้ว
ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ชวนให้นึกถึงความหลังที่โหดร้าย จากการสูญสเย ฟ้า ไปแล้วอะไรทำให้เขาต้องกลับไปอีกกันล่ะ

“ ที่ยัยม้าดีดกะโหลกนั่นพูดคงจะเป็นเรื่องจริงแล้วล่ะ ”
โคทาโร่ แทรกทั้งสองหันไป โดยเฉพาะ ลูเซีย หันมาส่งสายตาขุ่นเคืองที่ถูกเรียกว่า ม้าดีดกะโหลก
แต่ โคทาโร่ ไม่ได้ใส่ใจใยดีด้วย เขากำลังอ่านข้อความจากจอโฮโลแกรมที่ฉายด้วย มาราคัส Note รูปจี้ห้อยคอ
ที่ถืออยู่ในมือ

“ ตอนบ่ายที่เราไปชมรมกันน่ะ เจ้าไดสุเกะ มันส่งสัญญาณบอกว่าจะ เมลล์มาในนี้มันเขียนบอกว่า อิส โดนคุมตัวไปเป็นพยานทำแผนสืบสวน ที่อัลวิส เพราะมีพวกที่น่าจะเกี่ยวข้องกับคดีที่ อิส ไปพัวพันมากำลังโดนตามตัวอยู่ ”
โคทาโร่ อธิบายสิ่งที่เขาอ่านมาจากเมล ธนัท มีสายตาเป็นกังวลขึ้นมาทันทีพอๆกับ ลูเซีย ที่ทำอะไรไม่ถูกเพราะสับสนกับ
เนื้อหาว่ากันตามตรงเธอเองก็แทบจะไม่รู้เรื่องคดีของฟ้า แล้วก็ชมรมครอสมาเรีย นั่นเลย

“ แต่ว่าถ้ามีตำรวจคุ้มกันอยู่ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนะ ”
ธนัท ทำใจดีสู้เสือ อย่างไรก็ตามเขาไม่อยากให้เรื่องมันดูเลวร้ายลงไปยิ่งกว่านี้ แต่การมองโลกในแง่ดีของ ธนัท
ดูจะเป็นการปลอบใจตัวเองเกินไป เมื่อ โคทาโร่ ส่ายหน้าก่อนจะบอกเนื้อความส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่ได้พูดออกไป

“ ช่วงเที่ยงวันมีโทรศัพท์ ถึงประธาน ว่ากลุ่มที่ไปทำแผนสืบสวนกับ อิส หายไปยกกลุ่มเลย ในนี้ยังเขียนบอกมาด้วยว่า
พวกตำรวจบางส่วนอาจจะเป็นพวกของฝ่ายที่เคยก่อคดีก็ได้ รู้สึกว่าพอประธานรู้เรื่องแล้ว ก็เตรียมจะตามลงไปด้วย
แต่มีคำสั่งจากกระทรวงให้พวก มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ประจำการอยู่ที่เมืองนี้ และไม่ให้ลงไปสมทบเพิ่มอีก ”

ธนัท มีสีหน้าเศร้าสลดขึ้นมา พอๆกับที่ ลูเซีย ฉายความกังวลในแววตา

“ พวก ประธานก็คงลำบากเหมือนกันสินะ ”
ลูเซีย ถามโดยคาดการ์ณ จากเนื้อหาที่ฟังมา โคทาโร่ พยักหน้าตอบ ทั้งสามเงียบกันไปพักใหญ่
ก่อนที่ ธนัท จะคิดอะไรขึ้นมาได้ เขา รับเอาแผ่นข้อมูลของ ฟ้า จากลูเซีย ไปเปิดในคอมพิวเตอร์ ทันที
ธนัท ใช้เวลาอยู่สองสามนาที ก่อนจะรีบร้อนลุกออกจากห้องไป

………………………………………………………………………………….
………………………………………………………

ภายในห้องนอนของ ริน(มะลิลี จงกลาง) สาววัยรุ่นอย่างเธอกลับทำหน้าซังกะตาย เท้าคางบนโต๊ะอ่านหนังสือ
สายตาของเธอเหม่อมองรูปถ่ายในกรอบรูปที่วางข้างโต๊ะ มันเป็นรูปถ่ายรวมของสมาชิกมาสเตอร์ซีรีโมเน่
ตอนรับตำแหน่งพร้อมกัน ซึ่งมี เกร รวมอยู่ด้วย ความหลังอันแสนสุข ราวกับจะไหลเทออกจากภาพ
รูปถ่ายนี้เป็นอย่างเดียวที่ยังตราตรึงสายสัมพันธ์ของกลุ่มเอาไว้

ปัง ปัง ปัง!!! “ พี่ริน ตื่นอยู่รึเปล่า เปิดประตูหน่อย ”

เสียงเคาะประตูดึงเธออกจากห้วงภวังค์ หญิงสาวลุกจากโต๊ะไปเปิดประตู น้องชายของเธอ
วิ่งหน้าตื่นมาจนเธอ อดเป็นห่วงไม่ได้

“ พี่ ช่วยอะไรผมหน่อยสิ ”
ธนัท พูดขึ้นเช่นนั้นก่อนจะเริ่มอธิบาย ความจำเป็นและแผนการณ์ของเขาให้เธอรับฟัง ในคืนนั้น

…………………………………………………………………………..
……………………………

ที่ห้องชมรม SMN ในบ่ายวันถัดมา

ธนัท โคทาโร่ และ ลูเซีย ทั้งสามยืนเผชิญหน้า กับประธานมาริน่าพร้อมองครักษ์ที่เหลือในห้องชมรม
บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดและชวนอึดอัด เพียงแค่เพราะการจ้องตาระหว่าง ประธานสุดโฉด กับ ธนัท
บรรดาสมาชิกในชมรมทั้งชายหญิง รุ่นพี่รุ่นน้อง พากันขยาดกลัวและหลีกลี้กันออกจากห้องชมรม
จนเหลือแค่พวกเขา หกคน

“ เพราะงั้นริน ก็เลยให้แกเอาหนังสืออนุญาตินั่นมาหาฉันสินะ ”
ภาพของ ธนัท กำลังส่งสายตาอ้อนวอน สะท้อนอยู่ในแววตา มาริน่า เช่นเดียวกับความขุ่นเคืองที่ฉายในแววตาของ
เธอด้วย หนังสือรับรองที่ ธนัท เอามายื่นให้นั้นเป็นเป็นเอกสารอนุญาต ให้หน่วยงานอาสาสมัครลงพื้นที่ ในเขตอัลวิส ได้
โดยการลงนามยอมรับ จาก มาสเตอร์ซีรีโมเน่ 3 คนเป็นอย่างน้อย

“ ก่อนอื่นเลยนะเจ้าหนู นี่ไม่ใช่เรื่องที่แกควรจะมายุ่งด้วยซ้ำไป อิส เป็นคนในความรับผิดชอบของฉันไม่ต้องแส่หาเรื่องให้ตัวเองเลยหรือแกคิดว่าฉันไม่มีปัญญาจะช่วยเหลือลูกน้องตัวเองได้กันล่ะ ”

มาริน่า ขึ้นเสียงตะคอก การกระทำของ ธนัท ในสายตาเธอนั้นเหมือนเป็นการดูถูกเธอ ทางอ้อม
เพราะคำสั่งประจำการทำให้ เธอ หรือแม้แต่ มาสเตอร์ซีรีโมเน่ คนอื่นเคลื่อนไหวไม่ได้เลยในเวลาเช่นนี้
นี่เป็นสิ่งที่น่าตระหนักว่า รัฐบาลกำลังให้ท้ายพวกโจรก่อการร้าย

“ ประธาน…ไม่สิ พี่มาริน่า คิดแบบนั้นเหรอครับ ”
ธนัท พูดเสียงเรียบ ท่าทีแตกต่างออกไปจากทุกครั้ง

“ อิส เป็นเพื่อนของเรา ความรู้สึกที่อยากจะช่วยมันก็เป็นเรื่องธรรม…. ” –ธรรมดา คำพูดที่เหลือของธนัท
ถูกกลืนลงไปในลำคอหมดแล้ว เพียงเพราะสายตาคมเกล้าจ้องมาที่เขา นับเป็นปีแล้วที่เขารู้จัก
ประธานมาริน่า ตลอดมาเขาถูกเธอเหยียดและโมโหบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่เคยถึงกับจ้องเขาด้วยสายตาแบบนี้
มันเหมือนกับว่าเธอกำลังมองเขาเป็นศัตรูยังไงยังงั้น

“ ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าใจสินะ… ”
มาริน่า เปรยเธอหลับตาลงเพื่อปรับอารมณ์ที่จะอธิบายรายละเอียดสถานการณ์ให้ธนัท เมื่อเธอลืมตา
จึงเริ่มพูดกับเขาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง

“ ไอ้ความรู้สึกอยากจะช่วยเพื่อนนั่นน่ะ ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เห็นด้วยแต่เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่เด็กแบบพวกแกจะ
เข้ามายุ่งได้ ตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกโจรก่อการร้ายเท่านั้น แต่ฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจจะให้การสนับสนุนพวกมันอยู่
รู้รึเปล่าว่าทำไม อิส ถึงถูกเรียกตัวไป.. ”

ธนัท ส่ายหน้าตัวเขาก็อยากจะรู้สาเหตุที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจากปากของ มาริน่า เช่นกัน

“ เพราะเจ้านั่นถือเป็นทั้งพยานและหลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่ยังไงล่ะ ถ้าหากมีการตรวจสอบขึ้นมา อิส จะกลายเป็น
กุญแจที่ไขประตูซึ่งเชื่อมจากกลุ่มก่อการร้ายไปจนถึง พวกที่แฝงตัวอยู่ในรัฐบาล เท่านี้นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแค่ว่า นักเรียนคนหนึ่ง
ประสบอุบัติเหตุหายไปกับเจ้าหน้าที่ธรรมดาๆเทือกนั้นแล้ว แต่มันเป็นสงครามการเมือง… ”

ก่อนที่เธอจะทันพูดตัดพ้อต่อจนจบ ธนัท ก็ขึ้นเสียงแทรกเข้ามา

“ แล้วยังไงกันล่ะครับ…จะสงคราม…จะการเมือง นั่นน่ะเป็นเรื่องที่พวกผู้ใหญ่ก่อกันขึ้นมาเองไม่ใช่หรือไงครับ
มันไม่เกี่ยวกับที่พวกเราจะไปช่วยเพื่อนหรอก ถ้าจะบอกว่านี่เป็นปัญหาที่ผู้ใหญ่เป็นคนก่อแล้วจะไม่ให้พวกเราเข้าไปยุ่ง
งั้นเหรอ แล้วพวกนั้นล่ะทำอะไรกันบ้าง ถ้าจะเอาเรื่องผู้ใหญ่หรือเด็กมากีดกัน กันล่ะก็ การที่เราจะไปช่วยเพื่อนก็เป็นเรื่องของเด็กเหมือนกัน ผู้ใหญ่ก็อย่ามาขวางซะดีกว่า ”

มาริน่า มีสีหน้าอึ้งระคนประหลาดใจ ไปกับปฏิกริยาโต้ตอบของ ธนัท ที่ดูจะไม่ลดราวาศอกแก่เธออีกแล้ว

“ นี่! เจ้าหนู…ชักจะปากดีเกินไปแล้วนะ ฉันห้ามเพราะเป็นห่วง… ”
มาริน่า หวังจะให้เขารู้ตัวเสียทีว่ากำลังปีนเกลียว เธออยู่

“ แล้วอิสล่ะ….พี่มาริน่า ไม่เป็นห่วงเค้าด้วยรึไงกัน! ”
ธนัท ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น สำหรับเขาแล้วคำพูดของมาริน่า ก็เป็นเหมือนคำแก้ตัว

“ อึก… ”
จนถึงตอนนี้ มาริน่า ยังต้องถึงกับสะอึก ไม่ใช่ว่าเธอเถียงสู้ไม่ได้แต่เป็นแววตาของ ธนัท ที่กำลังจ้องมาที่เธอ
มันมีทั้งความคาดหวังและความมุ่งมั่น อันเหลือล้น จนยากที่เธอจะปฏิเสธ ทั้งคู่เงียบเสียงลงไป ความเงียบส่งให้บรรยากาศ
ชวนอึดอัดและตึงเครียดมากขึ้น

{เหมือนกันมากแววตาแบบนี้ เหมือนกับ ศรี ที่พยายามจะช่วย เกร เมื่อ 3 ปีก่อน ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แท้ๆ
บางทีเจ้าหนูอาจจะได้รับอิทธฺพลและซึมซับนิสัย มาจากเจ้านั่น ก็ได้}
ในความคิดของ มาริน่า สถานการณ์นี้ชวนให้หวนนึกถึง เหตุการณ์เดียวกันกับที่ เกร เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัย
ในตอนนั้น ศรี ก็มองเธอด้วยสายตาเช่นนี้

“ ถึงงั้นก็เหอะ ต่อให้ฉันลงนามรับรองในหนังสือนี่ แต่มันก็ยังขาดไปอีกคน ทำไมไม่ให้ ศรี ลงนามรับรองมาด้วยซะ
ก่อนล่ะ ”
มาริน่า เปลี่ยนอิริยาบถ ใหม่และหันมาถามเรื่องหนังสือรับรองแทน จากที่เธออ่านมันดูแล้ว
นามรับรองยังพึ่งมีตราประทับนามเพียงตราเดียว คือชื่อของ ริน

“ เอ่อ….เรื่องนั้น ”
ธนัท หันหน้ากลับไปเพื่อจะขอความ่วยเหลือจากเพื่อนทั้งสอง ทว่าพวกเขาก็ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ เหมือนไม่รู้จะช่วยอะไรได้

…………………………

กลับไปเมื่อคืน หลังจาก ธนัท อธิบายแผนการณ์ทั้งหมดให้ พี่สาวของตนฟังแล้ว

“ สรุปก็คือเพื่อจะลงไปที่อัลวิส ก็เลยจะฟื้นชมรมครอสมาเรีย ขึ้นมาแล้วทำเรื่องลงพื่นที่ อย่างนี้ใช่ไหม ”
ริน สรุปอย่าที่เธอเข้าใจ ธนัท ยิ้มรับก่อนพยักหน้า เธอใช้เวลาสองสามนาที คิดก่อนจะลุกไปที่โต๊ะ
เปิดลิ้นชักและความหาบางสิ่ง

ครู่ต่อมาเธอกลับมาพร้อม เอกสารที่เป็นหนังสือรับรอง เธอส่งมันให้เขาพร้อมกับเริ่มอธิบาย

“ นี่คือหนังสือรับรองให้องค์กรหรือสังกัดใดๆสามารถลงพื้นที่หวงห้ามหรือเขตที่มีการเฝ้าระวังได้แต่จะมีผลบังคับก็ต่อเมื่อ
อธิการบดี ลงนามประทับตราหรือเป็นมาสเตอร์ซีรีโมเน่ 3 คนเป็นอย่างต่ำ ”

“ ดีล่ะเท่านี้ก็รอเอาไปให้พี่ศรี ลงนามอีกคนแล้วพรุ่งนี้ก็ให้ประธานช่วยก็ครบแล้วสินะ ”
ธนัท เปรยด้วยความยินดี สีหน้าดูมีความหวังของเขาทำให้ ริน กระอักกระอ่วนที่จะพูดออกไป
ว่า ศรี ไม่สามารถลงนามประทับให้เขาได้

“ เอ่อ…ธนัท พี่ศรี น่ะยังไม่กลับมาหรอก ”

ความฉงน งงงวยปรากฏขึ้นบนสีหน้าของ ธนัท จริงหรือที่ดึกป่านนี้แล้ว พี่ชายคนโต จะยังไม่กลับมาอีก
แม้ว่าจะมีบ้างเป็นบางครั้งที่ ศรี จะกลับดึกมากเพราะมีงานของ มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ที่ต้องทำในฐานะหัวหน้าของกลุ่มก็ตาม


“ เมื่อเช้าพี่เขาลาหยุดที่โรงเรียนแล้วก็ออกเดินทางไปแล้วน่ะ เห็นว่ามีธุระสำคัญอะไรนี่แหละ ”

…………
“ อ๋อ…เพราะงั้นถึงได้เอามาให้ฉันทั้งที่มีแค่ของ ริน เนี่ยนะ ”
มาริน่า มองโดยเหล่สายตา อย่างเซงๆ
“ แหะๆ.. ”
ธนัท ยิ้มแห้งๆให้เธอ อย่างศิโรลาภไร้ข้อโต้แย้ง

“ ถ้างั้นก็คงไม่ได้แล้วล่ะ… ”
มาริน่า เปรย

“ หา! ทำไมล่ะครับ!! ”
ธนัท อุทานเสียงดัง

“ ก็ตอนนี้น่ะนอกจากฉันกับ ริน แล้ว ก็เหลือแค่ คิระ ที่หายตัวไปด้วยเหมือนกัน ”
“ ถ..ถ้าอย่างนั้นรุ่นพี่ภูเขาตาตี่ นั่นล่ะก็น่าจะลงนามได้เหมือนกัน ”
โคทาโร่เสนออย่างมีหวัง

“ ภูเขาน่ะไม่อยู่ที่นี่หรอก เจ้านั่นโดนเรียกตัวลงไปที่อัลวิส ตั้งกะสัปดาห์ที่แล้ว แล้ว ”
พวกเขา ไหล่ห่อคอตกอย่างสิ้นหวัง กับคำตอบของ เธอ

“ ก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่เห็นด้วยหรอกนะ แต่ว่าในเมื่อมันไม่มีหนทางมันก็คือไม่มีนั่นล่ะ ”
“ เดี๋ยวก่อนนะ! ถ้าเราหามาได้อีกคนล่ะก็ ประธานจะยอมลงนามใช่ไหม ”
โคทาโร่ ยังไม่ยอมหมดหวังง่ายๆ เขานึกอะไรบางอย่างที่อาจจะทำให้การลงนามนี้สำเร็จไปด้วยดี
แม้ว่าจะฟังดูเป็นเรื่องหวังลมๆแร้งๆ ในสายตาของ มาริน่า แต่เธอก็ให้โอกาศลอง
“ …ก็ได้แต่ถึงจะทำได้ ก่อนอื่นพวกแกต้องมีชมรมหรือสังกัดก่อน หลังจากนั้นถึงจะทำเรื่องอนุญาติได้ ”

มาริน่าหันไปพูดกับ ธนัท ต่อ
“ เจ้าหนูแกคิดจะฟื้นฟูชมรมครอสมาเรีย ขึ้นมาใช้เป็นสังกัดในการเดินทางใช่ไหม ถ้างั้นรีบไปติดต่อ ผ.อ. ซะ ”

“ ผมไปมาเรียบร้อยตั้งแต่พักเที่ยงแล้วล่ะ ”
ธนัท ตอบพร้อมกับ ยื่นแขนออกให้ คอรัส บินลงมาเกาะ และฉายจอภาพโฮโลแกรมขึ้น
บนจอโฮโลแกรม คือหน้าเว็บไซด์ของ โรงเรียนซึ่งตอนนี้มีหัวข้อการฟื้นฟูชมรมครอสมาเรีย
ขึ้นอยู่ มาริน่า มองมันอย่างถี่ถ้วนก่อนจะถามคำถามต่อ
“ งั้นเหรอ เงื่อนไขการฟื้นชมรมล่ะ ”

“ เอ่อ..ต้องมีนักเรียนเห็นด้วย หนึ่งพันคนขึ้นไป และมีสมาชิกสังกัด 10 คนเป็นอย่างน้อย ”
ธนัท อธิบาย

“ เรื่องสมาชิกเราจัดการเรียบร้อยไปแล้ว เพราะพวกนักเรียนแลกเปลี่ยน สี่คนกับพวกที่มาจาก ดูเอลอาคาเดมี่อีกสองคน
นั่นก็ตกลงจะช่วยด้วย ”
ลูเซีย รายงานจากกระดาษจดรายละเอียดสิ่งที่ทำลงไปแล้ว

“ รวมพวก แอน กับ ชุติการด้วยก็เป็น สิบเอ็ดสินะ งั้นเรื่องคนที่เห็นด้วยล่ะ ”
มาริน่า ใช้สมองคิดคำนวณอยู่ สองสามวินาที ก่อนจะไปคำถามต่อไป

“ ให้พวกที่จะเป็นสมาชิกกด ยอมรับในเว็บโรงเรียนแล้ว รวมกับที่ประกาศให้พวกในห้องเรียนช่วยกันไปตอนนี้ก็มีรวม 30
คน ”
ธนัท ใช้นิ้วจิ้มลงไปบนจอดฮโลแกรมตรงหัวข้อ การฟื้นชมรมหน้าต่างเว็บ ถูกเปลี่ยนไปเป็นอีกหน้า
ซึ่งโชว์รายละเอียด การขอฟื้นชมรมและความจำเป็นต่างๆไปจนถึงยอดผู้เห็นด้วย ที่ขึ้นไป 30 คนแล้ว

“ ยังเหลืออีกตั้ง 970 คนเลยไม่ใช่เหรือนั่น ”
มาริน่า พูดทำท่าไม่ต่างจากแบกภาระแทนพวกเขาอยู่เลย

“ เดี๋ยวพวกเราจะออกไปรวบรวมมาให้ครบให้ได้แน่นอนครับ ถ้ามีเวลาซัก สองวัน… ”
ธนัท รีบแก้ต่างทันที

“ ถ้าสองวันก็ไม่ได้หรอกนะ จะยื่นเรื่องต้องภายในพรุ่งนี้เช้า แล้วพรุ่งนี้ก็วันศุกร์พวกแกมีเรียนไม่ใช่เหรองั้นก็ต้องเสร็จภายในเย็นวันนี้เลย เพราะ อาจารย์ ผ.อ. จะกลับตอน หกโมงเย็น ”
มาริน่า ตอบอย่างสิ้นหวัง เธอรู้สึกเครียดจนใช้มือก่ายหน้าผาก

“ เดี๋ยวสิแล้วทำไมจะต้องยื่นเรื่องภายในพรุ่งนี้ด้วยล่ะ? ”
หัวใจของ ธนัท เสียขวัญในทันที อย่างคาดไม่ถึงว่ากำหนดการณ์จะเร็วเช่นนี้

“ มีคำสั่งประชุมรวมพลจาก รอยัลไนท์ ทั้งประธานแล้วก็คุณริน จะต้องๆปร่วมด้วยในบ่ายวันพรุ่งนี้น่ะ ”
ไดสุเกะ อธิบาย

“ ก็ถ้าทำเรื่องอนุมัติเสร็จในวันนี้ พรุ่งตอนไปประชุมสามารถยื่นอนุมัติได้เลยไงแล้วหลังจากนั้นผ่านไม่ผ่านก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว เพราะคนที่ไปร่วมประชุมก็คงมีแต่คนที่ลงนามได้นั่นล่ะ ในเมื่อพวกตัวผู้หายหัวกันหมดแบบนี้น่ะ ”
ประธานมาริน่า สรุปอย่างง่ายๆ ตอนนี้ ธนัท และ พรรคพวกมีงานใหญ่รออยู่ล้นมือ
………………………………….
ธนัท และ ลูเซีย ทั้งคู่สาวท้าวเดินอย่างเร่งรีบบนถนน โล่งๆอันคดเคี้ยวในโรงเรียน ระหว่างนั้นก็สรุปแผนสิ่งที่ต้องทำทั้งหมดไปด้วย

“ สรุปแล้วเรามีเงื่อนไขสองอย่างที่ต้องทำให้สำเร็จ อย่างแรกก็คือหามาสเตอร์ซีรีโมเน่ อีกคนมาลงนามให้ได้
อันนี้ โคทาโร่ รับหน้าที่ไปจัดการแล้วก็เหลือแต่ต้องหาคนเห็นด้วยกับการฟื้นชมรมเท่านั้นล่ะนะ ”
ธนัท พูดระหว่างนี้สายตาของเขาก็คอยสอดส่าย แยกแยะเพื่อนที่รู้จักจากบรรดานักเรียนที่ กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโรงเรียน
เพื่อให้ช่วยรับรองอนุมัติการฟื้นชมรม

“ ตอนนี้พวก แอน กับ ชุติ กำลังไปหาคนอยู่ส่วนพวกนักเรียนแลกเปลี่ยนก็แยกย้ายกันไปชวนเท่าที่จะทำได้แล้วล่ะ ”
ลูเซีย สรุปรายงานทั้งหมดจากการติดต่อผ่าน ไมค์ Noteของเธอ และจดททั้งหมดลงในกระดาษบันทึก

“ ถ้างั้น ลูเซีย เธอเองก็เพิ่งจะย้ายมาเข้าเรียนปีนี้เหมือนกันช่วยไปเป็นคนกลางให้ ผ.อ. หน่อยนะท่านจะได้ไม่กลับ
ก่อนเวลา ”
ธนัท ไหว้วานเธอเสร็จแล้ว ลูเซียจึงรีบเดินจากออกไปยังอาคารที่ห้องผ.อ.ตั้งอยู่ ส่วนตัวเขาแยกออกไปหา
กลุ่มนักเรียนชายที่กำลังเตะฟุตบอลกันอยู่ เพื่อขอให้ยอมรับการฟื้นชมรม

“ ทีนี้ก็หวังว่า โคทาโร่ จะทำได้นะว่าแต่จะเอาไปให้ใครล่ะนั่น คงไม่ใช่ว่าออกไปตามหารุ่นพี่คิระหรอกมั้ง
ที่จริงเราเองก็ลองโทรเข้า Note พี่ศรีมาตั้งกะเมื่อกี้แล้ว แต่ไม่ยอมรับสายเลยแหะ ”
ธนัท พึมพำกับตัวเองขณะที่ คอรัส ซึ่งเกาะอยู่บนหัวยังคง ส่งสายเรียกออกไปที่ ศรี อยู่ตลอด

……………………….

อีกด้าน โคทาโร่ ซึ่งแยกออกมาก่อนพร้อมกับ หนังสือรับรอง เดินทางมายังย่านการค้าด้วยสถานีวาร์ปเกท
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจาก สถานี เขาก็ได้ลงมาอยู่ท่ามกลางฝูงชน แออัดในย่านการค้าสองฝั่งเป็นห้องแถว
และอาคารสูงห่างไปจากไม่ไกลนัก เป็นสี่แยกซึ่งพลุกพล่านไปด้วยรถติดแน่นขนัด

โคทาโร่ ต้องแทรกตัวผ่านไปตามช่องว่างของฝูงชนที่เดินสวนกันมา เนื่องด้วยเป็นช่วงที่เกือบจะเย็นแล้ว
บนทางเท้าจึงมีคนเดินสวนมามากกว่า เพราะทิศที่เขาจากมาคือสถานีวาร์ปเกท ซึ่งเป็นทางกลับบ้านของ
คนส่วนใหญ่

ครั้นเมื่อผ่านออกจากย่านการค้าจำนวนผู้คนบนท้องถนนและทางเท้าก็ลดลงไป จนแทบจะไม่มีให้เห็น สองข้างทาง
ไม่ใช่ห้องแถวหรือตึกอาคารอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ว่างที่ยังไม่มีการก่อสร้างหรือบ้างก็มีโครงอาคารมาตั้งให้เห็น
ที่ๆ เขามุ่งไปคือ อาคารหลังใหญ่บนสวนล้อมรอบด้วยรั้วกินพื้นที่ราวๆ สิบตารางวาจากประตูรั้ว
มีทางเดินพื้นปูน ทอดตัวไปบนสนามหญ้าถึงประตูทางเข้าอาคาร ข้างๆนั้นมีเรือนกระจกใหญ่อยู่อีกหลัง
ภายในเป็นสระน้ำ
ป้ายชื่อ “ X-Sport Club ” สีแดงสดตั้งเด่นเป็นสง่า เหนือ อาคารกลาง

โคทาโร่ หอบหายใจแรง ขะณทอดสายตามองดูคลับจาก รั้ว
“ ถ…แฮ่ก..ถึงซะที ”

โดยไม่รอช้า โคทาโร่ เปิดประตูรั้วที่สูงท่วมหัวเขาออกแล้วเดินไปบนทางเดินพื้นปูนตรงสู่ประตูกระจกเลื่อน
ป้ายกระดาษที่แขวนอยู่กับคันจับประตูด้านสามารถมองเห็นจากข้างนอกผ่านทางกระจกได้
ข้อความบนป้ายนั้น ทำให้ เขาต้องสะดุดชะงักฝีเท้า ข้อความนั้นเขียนว่า “ Close ”

“ ปิดเหรอเนี่ย? ”
โคทาโร่ พึมพำกับตัวเองถึงอย่างนั้น ตัวเขาก็ได้เดินหน้าต่อไปจนมาหยุดอยู่หน้าประตูแล้ว
ด้วยความหวังที่ยังมีอยู่ เขา ใช้มือจับคันจับประตูแล้วเลื่อนมันออก ประตูไม่ได้ถูกล็อคไว้
นั่นทำให้ชื้นใจขึ้นมาบ้าง เพราะนี่ยังมีความเป็นไปได้ว่า จะยังมีคนอยู่ข้างใน ซึ่งเขาคนนั้นจะสามารถลง
นามประทับตราในหนังสือรับรองนี้ได้ มาสเตอร์ซีรีโมเน่ อันดับที่ 6 เกร กีก้าเสลฟ

โคทาโร่ ก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามายังล็อบบี้ของคลับ ภายในล็อบบี้มืดเกือบจะสนิท ดวงไฟทุกดวงปิดอยู่
มีเพียงแสงแดด ที่เกือบจะริบหรี่แล้วเท่านั้นที่พอจะช่วยให้มองเห็น

ไม่มีใครอยู่ในห้องเลยแม้แต่คนเดียว หลังจากสอดส่ายสายตา มองหาอยู่นาน โคทาโร่ ก็เห็นโต๊ะ
ลงทะเบียน ซึ่งสายตาของเขาสะดุดกับกริ่งเรียง บนโต๊ะ เด็กหนุ่มตรงเข้าไปกดมันทันที

กริ๊ง~~~

เสียงกริ่งกังวาลขึ้นครั้งนึงแล้วเงียบไป โคทาโร่ รอด้วยใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ ว่าจะมีใครออกมาหรือไม่
ไม่นานบานประตูจากอีกห้องก็เปิดออก ชายหนุ่มร่างกำยำ สวมกางเกงยีน เดินเปลือยอก ออกมาพร้อมกับใช้
ผ้าขนหนูคลุมหัว ร่างกายท่อนบนชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เหมือนพึ่งออกกำลังมา

“ วันนี้เราปิดวันนึง ไว้มาใหม่พรุ่งนี้นะครับ ”
ชายหนุ่ม พูดพลางใช้มือขยี้ผ้าขนหนูเช็ดหัวเบาๆ เมื่อชายหนุ่มเข้ามาใกล้ โคทาดร่ ถึงได้รู้ว่าขนาดตัวของ
ชายคนนี้ใหญ่กว่าตัวเขาเสียอีก ถ้าเขาสูง 175 ชายคนนี้คงซัก 190 เซนติเมตรถือว่าสูงกว่าคนปกติทั่วไปทีเดียว

“ เอ่อ…ผมมาขอพบ…คุณ เกร อยู่รึเปล่าครับผมมีธุระสำคัญอยากให้เขาช่วย.. ”
“ มาพบ เกร…อ๋อหมายถึงโอนเนอร์(owner)สินะ เดี๋ยวจะเรียกให้รอแปป ”
ชายหนุ่ม พูดจบแล้วจึงเดิน ไปหลังโต๊ะลงทะเบียน แล้วคว้าหูโทรศัพท์ บนโต๊ะขึ้นมากดเบอร์ต่อสายภายใน
ไปยังห้องซักห้องหนึ่ง เมื่อสายติดแล้ว ชายหนุ่มหยิบผ้าขนหนูออกจากศีรษะ และเริ่มพูดคุยกับคู่สาย

“ เออ..นายลงมาข้างล่างทีสิมี เด็กมาหาน่ะ แค่นี้นะ ”
หลังวางสาย แล้ว เขาจึงหันมาพูดกับ โคทาโร่ ต่อ
“ รอซักเดี๋ยวนะ ”

ใบหน้าของชายหนุ่ม ที่ไร้ซึ่งการปกปิดใดๆ สร้างความตกตะลึงให้กับ โคทาโร่ อย่างเหนือคาด
ผมย้อมสีน้ำเงินยาวปรกหู และบนศรีษะยังสวม หูสุนัขที่เป็นของประดับไว้ตลอดเวลา
เด็กหนุ่มมองเขาตาเป็นประกายด้วยความประทับใจ ความรู้สึกอันหลากหลายเอ่อล้นออกมา
มันทำให้เขาหลุดปากออกไปโดยอัตโนมัติ

“ ค..คุณหรือว่าจะเป็น…เฮอคิวลิส วาการุรุ เบลเซอร์ นักสู้แชมป์โลกคนนั้น!! ”

“ โฮ่..ไม่มีใครเรียกฉันแบบนั้นมาซักพักแล้ว มองทีเดียวออกเลยแบบนี้นายเป็นใครกัน..ไอ้หนู ”
ชายหนุ่ม เปรยอย่างทึ่งๆก่อนจะตามด้วยคำถาม

“ ไม่มีลูกผู้ชายคนไหนในโลกนี้ไม่รู้จักชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่างคุณหรอกครับ สามารถเป็นแชมป์โลก
การต่อสู้ได้ด้วยวัยแค่ 16 ปีเท่านั้น รูปแบบการต่อสู้หลากหลายแต่สไตล์ที่ถนัดที่สุดคือมวยไทย
ผมน่ะเป็นแฟนตัวยงของคุณเลยล่ะครับ ”
โคทาโร่ รีบแจงสาธยายรายละอียดของ เขาเป็นล่ำเป็นสัน ด้วยท่าทางดีใจโลดเต้นเหมือนเด็กๆได้เจอฮีโร่ในดวงใจ
จนเกือบจะลืมธุระที่มาที่นี่เสียแล้ว

……………………………………………….

ที่โรงเรียน เวลาล่วงเลยมาเกือบจะ 6 โมงเย็นแล้ว แสงแดดสีแสด ย้อมท้องฟ้าเริ่มจางลง สนามในโรงเรียน
ก็ไม่ค่อยจะมีนักเรียนเหลือกันอยู่แล้ว กระนั้นยอดคนเข้าไปยอมรับให้กับการฟื้นชมรมครอสมาเรีย ก็ยังไปได้เพียง
345 คนเท่านั้น แม้ว่า ธนัท จะวิ่งหาตัวเป็นเกลียวจนไม่สนใจแล้วว่าใครเป็นใคร รู้จักหรือไม่รู้จัก หากแต่นักเรียนคนนั้น
สามารถลงคะแนนเสียงได้ เขาจะรีบเข้าหาทันที

หลังจากเดินเตร่ไปทั่วทั้งโรงเรียนแล้ว จำนวนรายชื่อผู้เห็นด้วยยังคงไม่กระเตื้องขึ้นจากเดิม ธนัท ซึ่งเหนื่อยอ่อนเต็มที
แล้วจึงตัดสินใจพักเอาแรงบนเก้าอี้หินอ่อนข้างสนามฟุตบอล

“ ขืนเป็นแบบนี้ไม่ทันการแน่.. ”
ธนัท ห่อไหล่และตีสีหน้าสลด อย่างสิ้นหวัง จนไม่ทันสังเกตุ นักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาหา

“ นั่งซึมกะทือ เป็นคนเบื่อโลกแบบนั้นมีเรื่องทุกข์ใจอะไรหรือไงน่ะนาย ”
เด็กสาวทัก เธอคนนี้มีทรงผมที่ดูแปลกตา มัดผมสองข้างแผ่ปรกคล้ายใบตอง ดวงตาของหล่อนเป็นสองสีแดงข้างซ้ายและเขียวอ่อนข้างขวา จากการใส่คอนแทคเลน

“ เธอ… ”
ธนัท หันไปจะเรียกชื่อ แต่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ เลยกลายเป็นว่า เขาจ้องหน้าเธอและทำปากขมุบขมิบเหมือนจะพูด
แต่ก็พูดไม่ออกอยู่นาน จนสาวเจ้า ถอนใจอย่างหน่ายเหนื่อย

“ เฮ้อ…นี่นายจำฉันไม่ได้เหรอไง ที่อยู่ชมรมข้างๆกับชมรม SMN น่ะ เราเคยเจอกันตอนเกิดเรื่องผีดูดเลือดในโรงเรียนไง ”
เด็กสาว ชูนิ้วโป้งแล้วชี้เข้าหาตัว โดยหวังว่า ธนัท จะจำเธอได้ เขานั่งนึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะดีดนิ้วเปาะ

“ เธอน่ะเออ…ประธานชมรมโอตาคุ ”
“ การ์ตูนย่ะ ชมรมการ์ตูน ไม่ใช่โอตาคุ พวกฉันไม่ได้บ้าขนาดไม่เป็นอันทำมาหากินนะเฟ้ย ”
เด็กสาว รีบแย้งทันควัน การพูดของธนัท เสมือนเป็นการดูถูกเธอแบบเกือบๆ ด้านเจ้าตัวยังคง
ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ว่าเสียมารยาทไปถึงไหนแล้ว

“ เอาเถอะว่าแต่นายทำอะไรอยู่น่ะป่านนี้แล้วยังไม่กลับอีก ”
เด็กสาวเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ และถามเขาอีกครั้ง

“ จริงสิพอดีเลยช่วยอะไรผมหน่อยสิ ลงชื่อยอมรับการฟื้นชมรมให้ที ”
ธนัท นึกขึ้นได้และให้ คอรัส เปิดจอโฮโลแกรมเว็บขึ้นมาทันที ก่อนลงมือแนะนำการลงชื่อให้กับ เด็กสาว
หลังจากได้รายชื่อเพิ่มาอีกหนึ่งคน ก็พอจะทำให้สีหน้าของธนัท มีความหวังขึ้นมาบ้าง
และไม่ลืมที่จะอธิบายเหตุผลทั้งหมดของการลงชื่อนี้หลังจากที่เธอถามถึงมัน

“ งั้นเหรอ ลำบากแย่เลยนะแบบเนี้ย นี่ยังเหลืออีกตั้งเป็นร้อยคนเลย แล้วจะทันการเหรอ ”
เด็กสาว แสดงความเห็นใจผ่านทางสีหน้า

“ ถึงยังงั้นก็เถอะต้องพยายามจนถึงที่สุดนั่นล่ะ นี่คือหนทางสุดท้ายของเราแล้ว…ถ้างั้นไปก่อนนะต้องรีบไปหาคนเพิ่ม ”
ธนัท ลุกจากเก้าอี้เตรียมจะจากไป

“ จริงสินายน่ะ…ธนัททาทิเวศ…ใช่รึเปล่า ”
“ เอ๋? ทำไมรู้ชื่อผมได้ล่ะ ”
“ นายน่ะมันคนดังประจำโรงเรียนอยู่แล้วนี่….ฉัน ฟาริยา พรอนันต์ เรียกว่า ฝ้าย ก็ได้ ”
เด็กสาว บอกชื่อเธอ

รูปภาพ

“ ฝ้าย..เหรอ อืม..ขอบคุณนะสำหรับคะแนนเสียงแล้วก็เรียกผมว่า ธนัท ก็ได้ ไปก่อนนะบาย~~ ”
เด็กหนุ่ม บอกชื่อของเขาให้เธอรู้เช่นกัน ก่อนจะวิ่งจากออกไป ฝ้าย มองดูแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่ค่อยๆหายลับไป
ในความมืดสลัวยามเย็น เวลาของ ธนัทใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว

“ เป็นแบบนั้นคงไม่ทันแหง…. ”
ฝ้าย แหงนหน้ามองท้องฟ้า บัดนี้ดวงอาทิตย์ เกือบจะลับขอบฟ้าเต็มที่แล้ว เด็กสาว คิดจะทำอะไรซักอย่าง
จึงหยิบ Note ของเธอขึ้นมา มันเป็น Note ที่มีหน้าตาเหมือนกล้องถ่ายรูปคลาสสิก

“ ดัลซิเมอร์ เปิดรายการสายปลายทาง! ” (Dulcimer)
/Ja, call menu/(ครับ,รายการเรียกสาย)

เมื่อเธอออกคำสั่ง เสียงตอบรับดังกังวานจากกล้องถ่ายรูป วินาทีต่อมา จอโฮโลแกรมถูกฉายจากเลนส์หน้ากล้อง
รายชื่อผู้ติดต่อของเธอเรียงรายกันแน่นขนัดบนจอภาพ และยังสามารถเลื่อนขอบเขตของจอเพื่อดูรายชื่ออื่นๆได้
ตัวเลขแสดงจำนวนรายชื่อทั้งหมด มีถึง 1123 คน อย่างรวดเร็วนิ้วเรียวๆของเจ้าหล่อน ทิ่มลงยังชื่อหนึ่งจากหลายพันชื่อ

/send call/(ส่งการเรียกสาย)

หลังจากรอจน Note ต่อสายติดแล้ว ใบหน้าของคู่สายก็ปรากฏขึ้นบนจอ

“ กานดา ตอนนี้นายอยู่ไหน ”
/เล่นเกมออนไลน์อยู่กับเจ้าเป็ดเนี่ย มีอะไรเหรอ?/

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์หลบยังมุมปากของ เด็กสาว

“ แสดงว่าพวกมัจฉา กับคนอื่นๆก็อยู่กันครบเลยสินะ ”
/ก็อยู่กันครบกิลด์นั่นล่ะ/
“ ดีเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา ช่วยกระจายข่าวต่อให้ทีสิ ฉันมีเรื่องอยากให้พวกนายทำ.. ”

แล้วเด็กสาวก็เริ่มอธิบายเรื่องราวให้ เพื่อนๆของเธอผ่านหน้าจอ

…………………………………………………
………………

ที่ X-Sport Club

โคทาโร่ ยังสนทนาไม่หยุดปากด้วยอาการโลดเต้น กับฮีโร่ในดวงใจ

“ ตอนศึกชิงแชมป์โลกน่ะนะ ผมถ่างตารอดูอยู่ทั้งคืนเลยล่ะ… ”
ระหว่างนั้นเอง เกร ได้เปิดประตูห้องเข้ามาพอดี

“ ใครอยากจะเจอฉันงั้นเหรอ วาการุรุ…อ้าว นายเองเหรอ ”
เกร สะดุ้งนิดหน่อย ที่เจอ โคทาโร่ ที่นี่อีกครั้ง

“ เออจริงสิว่า แล้วทำไม คุณวาการุรุ ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ หรือว่ามาซ้อม.. ”
โคทาโร่ เอ่ยถามเหมือนพึ่งจะนึกขึ้นได้ โดยที่สาเหตุประการหลักที่เขาที่นี่ยังถูกกลบไปก่อนกับความคลั่งไคล้
ที่มาไม่ถูกเวลา

“ ซ้อมน่ะใช่ แต่ฉันก็อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย จะเรียกว่าเป็นค่ายก็ไม่ผิดหรอกเพราะอุปกรณ์ก็พร้อมแถมโค้ชก็อยู่ที่นี่ด้วย
อยู่แล้วมันสะดวกเวลาฝึกน่ะ ”
วาการุรุ ตอบให้แบบละเอียด แต่พอพูดถึงโค้ชฝึกซ้อม มันยิ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้ของ เขา ขึ้นมาอีก

“ ค..โค้ชของคุณวาการุรุ ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ แล้วเขาอยู่ไหนกันน่ะครับอยากเจอจัง ”
โคทาโร่ ชักปากถามทันที วาการุรุ จัดให้ตามคำขอ โดยการชี้ไปที่ เกร
นิ่งไปกันไปพักใหญ่ ไม่ใช่ว่าคาดไม่ถึงหรือตื่นเต้นจนพูดไม่ออก แต่เมื่อรู้ว่าเป็น เกร แล้ว
มันก็ยังน่าตกใจอยู่ดี ที่ชายหนุ่มร่างบอบบางอย่างนั้นจะเป็น โค้ชของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนผืนปฐพี

“ แล้วนายมีธุระอะไรล่ะ ”
คำถามของ เกร ฉุดเขาออกจากความคิด พร้อมๆกันก็เตือนสติให้นึกถึงธุระสำคัญ โคทาโร่ ฉวยเอาหนังสือ
รับรองส่งให้อย่างเร่งรีบ จนเหมือนยัดเยียด เกร ก็รับไปเปิดอ่านแบบงงๆ ดวงตาสอดส่ายไปมาอย่างรวดเร็ว
โดยไม่ต้องรับฟังการอธิบายเพิ่มจาก โคทาโร่ เขาสามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้

“ คือว่า…. ”
ก่อนที่โคทาโร่ จะอธิบาย เกร ยกมือขึ้นปรามให้หยุดฟังเขาพูดก่อน

“ ก่อนอื่นจะขออธิบายก่อน เรื่องการส่งตัว อิสรพงศ์ พยานเหตุการณ์วางระเบิดเฟรย่า เมื่อ 3 ปีก่อนไปที่อัลวิส เพื่อทำแผน
การสืบสวนน่ะ ฉันตามเรื่องมาตั้งแต่เนิ่นๆแล้วแต่ข่าวคราวของมันกลับหายไป นายมาได้ตรงจังหวะพอดีเลยนะ โคทาโร่
ถึงจะไม่รู้ก็เถอะว่าทำไมถึงต้องเอามาให้ฉันเป็นคนลงนาม แต่ฉันขอแลกเปลี่ยนกันหน่อยได้รึเปล่า? ”

เกร พูดราวกับผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาแล้วทั้งนี้เพราะหลังจากศึกสามเทพบรรกาล เกร นึกสงสัยใน
การวางตัวของรัฐบาลและเริ่มติดตามอย่างใกล้ชิด หลังจากมีรายงานเรื่องการส่งตัว อิส
ไปที่อัลวิส แล้วเรื่องก็เงียบหายไป และตอนนี้โคทาโร่ ก็ได้นำคำตอบที่ว่ามาให้
เกร จงใจจะใช้ประโยชน์จากการลงพื้นที่ของพวก ธนัท ในครั้งนี้

………………………………………………
………………………

ในห้องทำงาน ผ.อ. โรงเรียนมนต์วิทยา ลูเซีย กำลังใช้ ไมค์ เช็คประวัติการลงชื่อยอมรับในเว็บไซด์อยู่เงียบๆ
ที่โต๊ะทำงาน หญิงชราวัย 60 ต้นๆ ผู้มีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ซึ่งเจือไว้ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
สายตาตี่ๆมองผ่านเลนแว่นสายตา อย่างเป็นมิตร แม้ว่าบนศีรษะจะมีผมหงอกขาวไปบ้างแล้ว
แต่ อาจารย์ผ.อ. ก็ยังแลดูอ่อนกว่าวัย ทั้งนี้คงเป็นเพราะ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรอยู่ตลอดเวลา
ช่วยลดระยะห่างทางความรู้สึกช่วงอายุของคนที่มาพบกระมัง

ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองหน และประตูห้องผ.อ. ก็เปิด ธนัท ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง
ด้วยสภาพอิดโรย ความสิ้นหวังปรากฏเจืออยู่ในสีหน้า

“ ไม่ไหวคนอื่นกลับกันไปหมดแล้วได้มาแค่ 467 คนเอง นึกว่าโชคดีแล้วซะอีกที่ขอชมรมฟุตบอลมาได้ทั้งชมรม ”
ธนัท สาธยายให้ฟังอย่างเป็นทุกข์ จากนั้น ชุติการ แอน และ พวกนักเรียนแลกเปลี่ยน จูไดกับ โช
ก็แห่ตามๆกันมา ไม่มีใครหาเพิ่มได้อีกแล้ว จำนวนคนยังหยุดอยู่ที่ 467 เท่าเดิม

“ อาจารย์ครับ ขอร้องล่ะอนุญาติให้ฟื้นก่อนได้ไหมครับ แล้วผมจะหาคนมาให้ครบทีหลัง ”
ธนัท พยายามต่อรอง อาจารย์ผ.อ. ส่ายหน้าเบาๆแม้จะเห็นใจลูกศิษย์ แต่กฏย่อมเป็นกฏ

“ อาจารย์ก็เห็นใจเธอกับเพื่อนๆนะ แต่เธอต้องเข้าใจว่าการฟื้นชมรมที่ปิดไปแล้ว นั่นหมายถึง
การนำปัญหาที่ควรจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกลับมาถกกันใหม่ แล้วเงื่อนไขก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
เพียงแต่พวกเธอขาดแคลนปัจจัยด้านเวลา ซึ่งตรงนี้ครูก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน ”

ในขณะที่พวกเขารอ อย่างหมดหวังนั้นเอง อยู่ๆตัวเลขยอดจำนวนคนที่ยอมรับในเว็บก็เพิ่มขึ้น
พรวดพราดจาก 467 คนพุ่งทะลุเกิน 1000 และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง 1250 เหตุการณ์อัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
คือคำถามในใจของทุกคน และแล้วคำตอบก็มาถึงเมื่อประตูห้องเปิดออกพร้อมกับ นักเรียนหญิงคนหนึ่งก้าวเข้ามา
ยืดอกสง่าผ่าเผย สีหน้าพกความมั่นใจมาเต็มร้อย ท่ามกลางสายตาฉงนงุนงง ระคนสงสัย ของพวกเขา
เด็กสาวชูนิ้วโป้งขึ้นแล้วชี้เข้าหาตัวและพูดด้วยเสียงอันดัง

“ ตกใจกันอยู่ล่ะซี่…ที่จำนวนคนเพิ่มขึ้นมาได้ขนาดนี้น่ะต้องขอบคุณท่าน ฟาริยาซามะ คนนี้ที่นำกำลังพลคนการ์ตูนแห่งชมรมการ์ตูน แห่ไปลงชื่อกันอย่างล้นหลาม ”

โรงเรียนมนต์วิทยานั้น มีมหาอำนาจของเหล่านักเรียน แบ่งเป็น 3 ก๊ก ด้วยกันและ ราวกับปาฏิหารย์
เทพามาโปรด เธอคนนี้คือประธานชมรมการ์ตูนซึ่งเป็นมหาอำนาจหนึ่งที่มีกำลังพลนักเรียนกว่าครึ่งในกำมือ

ฟาริยา พรอนันต์ แห่งชมรมการ์ตูน หรือฝ้าย เจิดจรัสราวกับอัญมณีในสายตาของ ธนัท
เธอเป็นเหมือนนางฟ้ามาโปรดเลยทีเดียว เช่นเดียวกับชื่อ
ฟาริยาหรือ เฟรย่า เทพีแห่งเหล่าวัลคีรีในตำนานคงเป็นเธอ ที่นำเหล่าเทพีนักรบเข้าลงนามจนหนทาง
เปิดออก ในที่สุด



“ คงยังไม่ลืมหรอกนะเจ้าหนูว่าถ้าไม่มีหนังสือรับรอง ชมรมที่แกตั้งขึ้นมาอีกรอบนี่ก็ไร้ความหมาย ”
เสียงนี้ดึงให้ เด็กหนุ่มหลุดออกจากห้วงภวังค์ หลังจากที่ดีใจจนตัวลอย
อิริยาบถของ เขาเปลี่ยนไปในพริบตา หนทางที่เคยเปิดออก เริ่มริบหรี่
ลงไป เจ้าของเสียงซึ่งนำพาความสิ้นหวังมานั่นคือ มาริน่า ที่มาพร้อมกับ องครักษ์ทั้งสอง
ไดสุเกะ และ ฟรานซิสก้า

“ สุดท้ายของที่สุดแล้วมันก็สูญเปล่าสินะเฮ้อ.. ”
มาริน่า เครียดเสียจนเอามือก่ายหน้าผาก แล้วถอนใจ

“ ไม่จริงน่ะอุตส่าห์ทำสำเร็จแล้วแท้ๆ….. ”
ธนัท ก้มหน้าลงอย่างเสียขวัญจนเข่าแทบทรุด ทุกสิ่งในวันนี้ที่พวกเขาทำมาทั้งหมดกลายเป็นเรื่องเสียเปล่า
พวกเพื่อนๆของเขาต่างพูดคุยกันเพื่อหาหนทางจนเสียงดังเซงแซ่ ไปทั้งห้อง ผ.อ.
ความสิ้นหวังอันดำมืดยังแจ่มชัดอยู่ในมโนจิต จนเมื่อ ธนัท รู้สึกว่าเสียงพูดคุยของทุกคนเบาลงจนเงียบในที่สุด
อันที่จริงเป็นเพราะเขาจมลงไปในความสิ้นหวังท้อแท้จนไม่ได้ยินเสียงประตูเปิด

เมื่อธนัท เงยหน้าขึ้นมีบุรุษคนใหม่เพิ่มเข้ามาในห้องอีกคน เขาคนนั้นมาพร้อมกับหนังสือรับรองที่มีตราประทับนาม
ของ เกร กีก้าเสลฟ มาสเตอร์ซีรีโมเน่ อันดับ6

“ เหะๆ เท่านี้ก็เป็นไปตามสัญาแล้วนะถ้าครบสองชื่อประธานจะยอมลงนามด้วยน่ะ ”
โคทาโร่ กระหยิ่มยิ้มด้วยความลำพอง ฝ่ายมาริน่า ได้เห็นตราประทับนามของ เกร ก็มีอัน
นิ่งเท่งทึงไปตามๆกัน แรกทีเธอคิดว่า โคทาโร่ จะนำตราประทับนามของ ศรี มาได้
โดยที่เธอคิดว่านั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เหนือกว่าการคาดการณ์ของเธอไม่ว่าจะอย่างไร

เธอจะไม่มีทางคาดเดาได้อย่างถูกต้อง เพราะ ตราประทับนาม ที่โคทาโร่ นำมากลับเป็นของชายที่
น่าจะมีเพียงแค่เหล่ามาสเตอร์ซีรีโมเน่ รู้จัก ซึ่งนั่นเป็นเพราะ มาริน่า ไม่ได้รับรู้
การเคลื่อนไหวของ เกร ที่พยายามเข้าหาทั้ง โคทาโร่ และ ธนัทตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

มาริน่า พยายามปรับน้ำเสียงที่อึกอึงด้วยเซอร์ไพร์ของโคทาโร่ ก่อนจะพูด

“ พวกแกเอาจริงเหรอ?...ที่นั่นน่ะไม่ใช่แค่ว่าอันตรายธรรมดาๆนะถ้าพลาดขึ้นมาล่ะก็ถึงชีวิตได้เลย
ตัวอย่างก็มีแล้ว ฟ้า ไม่อาจกลับมาได้อีก ไม่ใช่แค่ตัวเธอ แต่คนรอบข้างรอบตัวเธอก็ต้องเป็นทุกข์
แล้วก็รับผลกระทบไปตามๆกัน ดูอย่างอิส สิกว่าจะกลับมาพูดได้ยอมเข้าหาผู้คน ฉันยังต้องเคี่ยวมันเป็นปี
พวกแกจะไม่คิดถึงหัวอกของคนที่เป็นห่วงบ้างเลยเหรอ ไหนจะพ่อ แม่ พี่ ”

ทั้งห้องเงียบลง แม้คำพูดของมาริน่า จะกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในชีวิตของพวกเขา แต่ก็หาได้มีใคร
แสดงอิริยาบถ ที่เป็นกังวลหรือเกิดกลัวขึ้นมาแม้ซักคน

“ ผมจะไม่พูดว่า จะพยายามกลับมาหรอกนะครับ แต่พวกเราทุกคนจะต้องกลับมาแน่นอนพร้อมกับอิสด้วย ”
ธนัท ออกตัวเป็นคนพูดแทนทุกคน

“ อย่ามาพูดพล่อยๆนะ คิดว่าตัวแกเองจะรับผิดชอบชีวิตทุกคนได้รึไง.. ”
เสียงตะคอกของ มาริน่า กระตุกช่วง เป็นเพราะองครักษ์ทั้งสองขึ้นมายืนเบื้องหน้าเธอและขอร้องในท่าโค้งศีรษะ
ทั้งยืน
“ พวกเราเองก็ขอร้องด้วยครับ/ค่ะ ”
“ อ..อึก ”
มาสเตอร์ของพวกเขา สะอึกจนพูดไม่ออก หล่อนไม่อยากเชื่อสายตาแม้แต่องครักษ์คนสนิทอย่างฟรานซิสก้า
ก็ยังก้มหัวขอร้องเธอด้วยเช่นกัน

“ ธนัท ยอมพูดถึงขนาดนี้แล้วมาสเตอร์ โปรดช่วยเปิดทางให้พวกเขาด้วยเถิดค่ะ ”
แทบจะไม่มีเลยสักครั้งที่ ทุกคนจะได้เห็น ฟรานซิสก้า ขอร้องด้วยความต้องการของตนเอง จึงมีท่าทีเป็นงง
ไปด้วยเช่นกัน

“ ฟรานซิสก้า นี่เธอเองก็เป็นไปกับเค้าด้วยเหรอ ”
มาริน่า สุดจะอดกลั้นในตอนนี้เธอกลายเป็นคนขวางโลกไปแล้ว ไม่ว่าใครๆก็หันหน้ามาขอร้องเธอกันหมด
ในที่สุดเมื่อไม่อาจทนเมินเฉยต่อสายตาวิงวอนและคำขอร้องขององครักษ์ได้อีก มาริน่า สาวเท้าเดินเข้าไปกระชาก
หนังสือรับรองจากมือของโคทาโร่ มาแล้วจึงหยิบเอาตราประทับที่เธอพกมาติดตัวมา ประทับลงในหนังสือ

“ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็จำไว้ด้วยล่ะว่าฉันเตือนพวกแกแล้วนะ วันเสาร์ตอนตีสี่จะมีรถของทางการมารับ
ใครมาสายจะทิ้งไว้ที่นี่แหละฮึ! ”
มาริน่า พูดด้วยอาการหงุดหงิด ทุกคนมองหน้ากันเลิกลั่ก ก่อนจะหันมาหาเธอและโค้งแสดงความขอบคุณ

“ ขอบคุณครับ/ค่ะ ”

ท่ามกลางเสียงขอบคุณจากเหล่ารุ่นน้อง มาริน่า ครุ่นคิดคำนึงถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับ เกร ในสมัยนั้น
การดิ้นรนของพวกเขาเหมือนกับสะท้อนตัวตนของพวกเธอในครั้งนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยน จะมีที่ต่างกัน
ก็คือ ในครั้งนั้นเธอหาทางช่วยพวกพ้อง โดยที่ไม่รู้เหตุผลแต่ตอนนี้เธอเข้าใจในคำตอบนั้นขึ้นมาบ้าง

{ศรี…ฉันว่าฉันน่าจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วล่ะเหตุผลที่ต้องทำเพื่อพวกพ้องน่ะ เป็นเรื่องน่าตลกสิ้นดีที่จะเข้าใจ
เหตุผลในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลมาตั้งแต่แรกแล้วน่ะ}

เสียงร้องด้วยความยินดีของธนัท ดึงเธอกลับมาจากห้วงคะนึง

“ สำ…เร็จแล้วพวกเรา เย้!!! ”
ธนัทกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ เช่นเดียวกับทุกคนต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องอย่างยินดี
กับความสำเร็จนี้ ขณะเดียวกัน ลูเซีย ก็จัดการกรอกรายละเอียดลงในเอกสารฟื้นชมรมบนโต๊ะโดยมีอาจารย์ผ.อ.
คอยแนะนำ จนถึงส่วนที่จะต้องกรอกชื่อใหม่ของชมรม

“ แล้ว ธนัททาธิเวศ เธอจะตั้งชื่อชมรมนี้ว่าอะไรดีล่ะ ”
อาจารย์ผ.อ. ถาม

“ เอ๋? แล้วใช้ชื่อเดิมไม่ได้เหรอครับ ” ธนัท พูดเพราะยังไม่ได้นึกชื่อเตรียมไว้และอยากให้มันเป็นชื่อเดิมมากกว่า

“ อืม…เพราะมันถือเป็นการตั้งชมรมขึ้นมาใหม่ไปในตัวจึงให้เลี่ยงการใช้ชื่อเก่าเพื่อกันความเข้าใจผิดกับชมรมเดิมน่ะ ”
คำตอบของ อาจารย์ผ.อ. ทำให้ทุกคนหยุดครุ่นคิดกันอยู่พักใหญ่

“ งั้นนายตั้งสิ ธนัท เพราะนายเป็นต้นคิดเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ ว่าไงทุกคนก็เห็นด้วยนี่เนอะ ”
โคทาโร่ เสนอ ทุกคนนอกจาก ธนัท ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย เมื่อภาระโดนผลักมาแบบนี้ ธนัท ถึงกับคิดไม่ตก
เหงื่อไหลอาบฝ่ามือจนชุ่มด้วยความตื่นเต้น

“ งั้นเอาเป็น…วีอาร์ ก็แล้วกัน ”
“ วีอาร์…อะไรของนายวะ ชื่อประหลาดชะมัด ” โคทาโร่ เลิ่กคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความฉงน
“ มันมีความหมายอะไรเหรอ ” ชุติการ ถามขึ้นบ้าง
“ วอท ดิส มีน ”(What this mean = นี่หมายความว่าอะไร) แอน ก็ถามด้วยเช่นกัน

“ ก็ตัว วี(V) แล้วก็ตัว อาร์(R) ถ้าอ่านตามเสียงแล้วมันจะไปพ้องกับคำว่า we are ที่แปลว่าเป็นพวกเรา ไงฉันคิดว่า
ที่ชมรมเราก่อตั้งขึ้นมาได้อีกครั้งก็เป็นเพราะความช่วยเหลือจากทุกคน ก็เลยคิดว่าชื่อนี้น่าจะเหมาะน่ะนะ ทุกคนว่าไงล่ะ ”
ธนัท อธิบายความหมายของชื่อชมรม หลังจากพิจารณาทุกคนเห็นด้วยที่จะใช้ชื่อนี้

“ อืม..ก็มีเหตุผลดี ฉันเองก็ชักจะชอบแล้วสิ วีอาร์ เหรอ ” โคทาโร่ ก็เริ่มที่จะเห็นด้วยหลังจากได้ฟังอธิบายแล้ว
“ ความหมายก็ดีแถมลึกซึ้งด้วย ไม่ขัดอยู่แล้ว ” ชุติการ พูดซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยและตกลงจะใช้ชื่อนี้
ลูเซีย จึงทำการกรอกมันลงไปในเอกสาร

“ งั้นขั้นตอนสุดท้ายล่ะนะ พวกเธอมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะไปทำกิจกรรมข้างนอกด้วยรึยัง ”
อาจารย์ผ.อ. ถามอีกครั้ง

“ เรื่องนั้นไว้พรุ่งนี้เราจะรีบหามาให้ได้ครับ ” ธนัท ตอบ
“ ว่าแต่แล้วนายจะให้อาจารย์คนไหนไปด้วยล่ะ ”
โคทาโร่ ถาม ในใจของธนัท มีคิดไว้อยู่แล้วคืออาจารย์บุษบารี ซึ่งชุติการ เหมือนจะรู้จึงชิงพูดดักคอเสียก่อน

“ ถ้าอาจารย์ บุษบารี ล่ะก็แกไม่ว่างหรอกเพราะมีสอนพวกห้องพิเศษวันเสาร์ด้วย ที่จริงก็ไม่น่าจะมีใครว่างแล้วล่ะเพราะพวกอาจารย์ก็ติดสอนเสริมกันหมดน่ะ”

ธนัท ถึงกับเอามือเกาหัว กับปัหาที่มีมาไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที ในตอนนั้นเองประตูห้องก็เปิดออก พร้อมกับ
นักเรียนแลกเปลี่ยนผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่ม พึ่งจะกลับเข้ามา แพน ราโด พร้อมกับพาอาจารย์มาด้วยท่านหนึ่ง
เป็นอาจารย์หนุ่มสวมแว่นสายตาหนาเตอะและทำผมยุ่งๆ สไตล์ชิวๆ อาจารย์พิเศษ คริฟ อีสวูด

Pan Rado
รูปภาพ


“ หน้าที่นี้ให้ผมรับไว้จะได้ไหมครับ ” อาจารย์หนุ่ม เสนอตัวเอง

“ เอ๋ แต่อาจารย์ไม่ใช่อาจารย์ประจำนี่ครับ ” ธนัท เอ่ยอย่าง งงๆ
“ ตั้งแต่ภาคการเรียนหน้าจะมีการบรรจุเพิ่มวิชาควบคุมอสูรอัญเชิญลงไปด้วยแล้วอาจารย์ คริฟจะมาเป็นอาจารย์
ประจำให้เรานะ ถ้าเธอยินยอมล่ะก็ ธนัททาทิเวศ อาจารย์คริฟ ก็จะเป็นที่ปรึกษาให้กับชมรม วีอาร์ ได้ ”

อาจารย์ผ.อ. ตอบพร้อมกับ ผายมือไปทางอาจารย์หนุ่ม โดยไม่ต้องคิด ธนัท ตอบรับทันที

“ อาจารย์ฝากตัวด้วยนะครับ ”
“ อ่า..อาจารย์ก็ด้วย..อ่ะน้า~~ ” อาจารย์หนุ่มพูดตอบอย่างเขินอาย

ท่ามกลางบรรยากาศอันน่ายินดีนี้ มาริน่า จับได้ถึงสัมผัสไม่ประสงค์ดีที่ผุดขึ้นมาได้แต่แปปเดียว
สัมผัสที่ว่ากลับหายไปและไม่อาจรู้สึกถึงได้อีก ด้วยความสงสัยจนไม่รู้ตัวเธอจึงเผลอแสดงพิรุธออกไปทางสีหน้า
จึงถูก ฟรานซิสก้า ทักทันที

“ มีอะไรหรือคะมาสเตอร์ อยู่ๆก็… ”
มาริน่า เงียบอยู่ซักพักก่อนจะพูดเบาๆจนเหมือนเป็นการกระซิบ “ ….ไม่รู้สิแต่มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล…เหมือนมันประจวบเหมาะเกินไป ”
เธอ พูดแล้วจ้องไปทางที่ อาจารย์คริฟ ยืนอยู่

………………………………………
To Be Continue
…………………………………………

……………………………………………….

Next Sub-Turn
เกร:ฉันจะแสดงให้เห็นเองว่าจุดจบของผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าจนตัวตายมันเป็นยังไง
มาริน่า: ตอนต่อไป วันก่อนวันเดินทางและอัศวินศักดิ์สิทธิ์ตกสู่ด้านมืด
Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 42 VR!!

โพสต์โดย boy เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 28, 2011 9:59 am

ตอนนี้มุกการ์ตูนเพียบ 55555
สะกิดใจนิดนึง วาการุรุเนี่ย 'แกร่ง'ที่สุดตั้งแต่อายุ 16 สินะ =//////=
อ๊าาา จิ้นๆๆๆ

อย่าบอกนะว่าอ.คริฟเป็นตัวร้าย =3=
มาทำอะไรพระเอกเราล่ะก็....หยังเขียดแน่ๆ
-/ถูๆแส้
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 42 VR!!

โพสต์โดย Palmon เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 28, 2011 10:35 pm

boy เขียน:ตอนนี้มุกการ์ตูนเพียบ 55555
สะกิดใจนิดนึง วาการุรุเนี่ย 'แกร่ง'ที่สุดตั้งแต่อายุ 16 สินะ =//////=
อ๊าาา จิ้นๆๆๆ

อย่าบอกนะว่าอ.คริฟเป็นตัวร้าย =3=
มาทำอะไรพระเอกเราล่ะก็....หยังเขียดแน่ๆ
-/ถูๆแส้


^
^
อ...เอ่อ อะไรแกร่งกันรึคะที่ว่านั่น ..อุก พยายามจะไม่จิ้น ว่าไปทำไหงตัวฉันถึงได้อยู่กลุ่มบั่นทอน ในกีก้าเสลฟล่ะเนี้ย~~T_T
สรุปกลุ่มนี้แบ่งเป็น เสื่อมกับเข้มสินะ อิๆ
Palmon
0
 
โพสต์: 33
Cash on hand: 50.00

Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ เสาร์ พ.ค. 28, 2011 9:53 am

Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY



ผืนฟ้าสีหม่น สว่างไสวด้วยแสงสะท้อนจากแสงในตัวเมืองภายในห้องครัวบ้านจงกลาง
ทุกคนต่างพร้อมหน้ากันที่โต๊ะกินข้าวเว้นแต่ ศรี ที่ออกเดินทางไปแล้ว ลูกชายกับเพื่อนอีก 2 คน สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับผู้เป็นแม่จนถึงกับต้องวางมือก่ายหน้าผากด้วยความกังวลและความเครียด หลังจากพวกเขาขออนุญาตเธอ
ไปร่วมกิจกรรมอาสาสมัครในพื้นที่เสี่ยงอันตราย ในความรู้สึกของเธอมันเปรียบได้กับถูกบังคับให้ทอดทิ้ง
ทุกอย่าง โดยไม่คาดฝันผู้ที่กระทำการเช่นนั้นกับเธอกลับเป็นลูกๆของเธอเสียเอง

“ แม่ไม่เข้าใจเลยทำไมลูกถึงต้องแส่หาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อยไม่คิดกันบ้างหรือไงว่าแม่เป็นห่วงพวกลูกๆกันขนาดไหนน่ะ ”
ผู้เป็นแม่ เอ่ยปากด้วยความกลัดกลุ้ม ในขณะที่ลูกชายตัวดี ก้มหัวไม่กล้าสู้หน้าแม่ที่กำลังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

“ ถ้างั้นนายคงต้องอยู่ที่นี่แล้วล่ะ ให้เป็นหน้าที่ฉันกับลูเซีย… ”
โคทาโร่ ซึ่งนั่งติดกับ ลูเซีย และอยู่ข้างๆ ธนัท เอื้อมมือไปตบไหล่พร้อมกับพูดปลอบ แต่ไม่ทันไรโต๊ะครัวก็สะเทือนลั่น
คุณแม่ ตบโต๊ะด้วยอาการฉุนเกลียวและพูดด้วยเสียงอันดัง

“ อะไรกันน่ะ ไหงโคทาจัง ก็เป็นไปกับเค้าด้วยล่ะห๊ะ! หนูเองก็เป็นสมาชิกบ้านเราคนหนึ่งเหมือนกันนะ เป็นเหมือนลูกน้าคนหนึ่ง ทำไมน้าจะไม่เป็นห่วง แล้วก็ลูเซียจังก็ด้วย หนูเป็นแขกของบ้านเรา จะให้
ไปเสี่ยงรบเสี่ยงภัย ได้ยังไง ”

ทั้ง สองพากันก้มหน้าจ๋อยสนิท แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับ โคทาโร่ ที่แม่ของธนัท ก็เห็นเขาเป็นลูกด้วยเช่นกัน แต่ในเวลานี้ ภารกิจไปที่อัลวิส สำคัญกว่า ตัวเขารู้สึกละอายอยู่เหมือนกันที่กลับมาดีใจบนความลำบากของทุกคนแบบนี้

“ เอาน่าๆ แม่ก็…เครียดมากไปมันไม่ดีต่อสุขภาพนา~~ ”
คุณพ่อกริศนะ เข้ามาช่วยพูดด้วยอีกแรงหลังจากเห็นพวกลูกๆจ๋อยสนิทกันหมด

“ โธ่คุณคะ ไหงแม้แต่คุณเองก็เป็นไปกับลูกด้วยล่ะที่นั่นน่ะมันอันตรายขนาดไหนก็รู้ๆ อยู่ ข่าวก็ออกโครมๆทุกวันว่ามีระเบิด โจรเถื่อนฆ่าแม้แต่เด็กกับผู้หญิง ”

เป็น ความจริงตามที่เธอพูดมา อัลวิส ประกอบด้วยสามจังหวัดในเขตชายแดนของประเทศ เดิมเคยมีความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาและ การเมืองมาก่อน ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาประเด็นเรื่องเผ่าพันธุ์ ระหว่าง Now กับ DNA-Changer ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดสงครามในประเทศ สงครามกลางเมือง สาเหตุนั้นคงต้องบอกว่า รัฐบาลและกลุ่มอำนาจสูงของประเทศเป็นผู้ที่คง สภาพเหล่านี้เอาไว้

เพราะมันทำให้ความสนใจด้านความมั่นคงทั้งหมดเบนไปยังทิศนั้น ทีนี้ทั้งการ
ขนส่งยาผิดกฎหมายและอาวุธต่างๆก็จะดำเนินการได้อย่างสะดวก แม้แต่ระเบิด เฟรย่า ที่ถูกนำมาใช้
เมื่อ 2 ปีก่อรน ก็เคยเป็นเหตุให้ฝ่ายความมั่นคงหันมามองอยู่พักหนึ่งเพราะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในตอนนี้ทั้งการจับตาดูหรือให้ความสนใจก็หายไปหมดแล้ว เมื่อคณะรัฐบาลชุดใหม่ ที่ขึ้นมาบริหารนี้
มี นายก ธนพัฒน์ เป็นผู้นำ ประเด็นการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ถึงได้เลวร้ายลงไปยิ่งกว่าเดิม

“ โธ่คุณก็เป็นซะแบบนี้ล่ะ ชอบให้ท้ายลูกอยู่เรื่อย ”
คุณแม่ พูดเหมือนน้อยใจที่ พ่อกลับให้ท้ายลูกเสียเองแบบนี้

“ นี่เป็นรื่องพวกเขาตัดสินใจกันเป็นอย่างดีแล้วผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ไม่ควรทำตัวขวางโลก
ไม่ใช่เหรอ ”
คุณพ่อ พยายามอธิบาย เมื่อหัวหน้าครอบครัวพูดถึงขนาดนี้ เธอรู้ดีว่าไม่ควรจะขัดอีกต่อไปแม้จะทำใจให้ยอมรับตาม
ที่คุณพ่อพูดไม่ได้ก็ตาม เธอหันกลับไปมองลูกๆ ตาขวางด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“ งั้นก็ตามใจเลยพวกลูกอยากจะทำอะไรก็ทำ...ฮึ ”
คุณแม่ ตะหวาดไล่ก่อนจะลุกจากโต๊ะและเดินออกจากห้องครัวไปเลย

“ ดูเหมือนแม่จะโกรธซะแล้วล่ะ ”
ธนัท เปรยพร้อมกับโน้มตัวจนขอบโต๊ะชิดกับหน้าอก นอนแผ่ลงไปอย่างอ่อนแรง ทั้งโล่งใจและเป็นกังวล
ในเวลาเดียวกัน

“ ไว้กลับมาแล้วต้องมาขอโทษแม่เค้าด้วยล่ะ เข้าใจไหม…ต้องกลับมาให้ได้นะ ”
คุณพ่อหันมาพูดกับลูกๆบ้าง รวมทั้งกำชับให้พวกเขารักษาตัวรอดกลับมาให้ได้

“ ครับ/ค่ะ ”
เด็กหนุ่มสาวทั้งสาม รับคำเสียงหนักแน่น ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเองในค่ำคืนนี้
…………………………..
………………………………………………

/จนถึงช่วงค่ำของเมื่อวาน จึงได้พบศพของ โคทาโร่ เซนาคาว่า ซึ่งหายตัวไปเป็นเวลาสามวันจากการ
ชันสูติ พบว่าเด็กหนุ่มคนนี้เสียชีวิตเพราะตกจากที่สูง ตอนนี้ตำรวจกำลังมุ่งไปยังประเด็นการฆ่าตัวตาย…/

เสียงรายงานข่าวจากสถานีวิทยุ ดังก้องอยู่ในหูของ เกร เขาสวมหูฟังซึ่งต่อสายจาก Note ที่ห้อยคอเอาไว้
รอบตัวเด็กหนุ่ม และตัวเขาเองสวมชุดพิธีการสีดำกันทุกคน เขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในกลุ่มฝูงชนแปลกหน้า ไม่มีใครในนี้ที่เขารู้จักและไม่มีใครที่รู้จักเขา มีเพียงแต่ครอบครัวเจ้าของงาน
ศพนี้เท่านั้นที่ เกร รู้จักและนั่นคือสาเหตุให้เขามาอยู่ที่นี่ในตอนนี้ ในกลุ่มครอบครัวซึ่งประกอบ
ด้วยพ่อ แม่ ลูกชายคนโตและลูกสาวคนรอง ที่อายุพอๆกับเขา นั่งอยู่บนศาลาพิธีหน้าคณะสงฆ์
สายตาของ เกร หยุดลงที่ ลูกคนเล็กสุด ซึ่งอ่อนกว่า สองปีนั่นคือ ธนัท

เวลาได้ล่วงเลยไปในที่สุดพิธีศพในวันนี้ก็จบลง บรรดาผู้มาร่วมงานกลับกันไปหมดแล้ว และ
ครอบครัวของ ธนัท ก็กำลังจะกลับ โดยทยอยกันขึ้นรถ ไปจนครบ เกร ยืนมองพวกเขา
อยู่ห่างๆจากในศาลา ที่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ศาลาเข้ามาเพื่อจะปิดศาลาแล้ว
เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถดังสะท้อนไปทั่วทั้งลานวัด ก่อนจะออกวิ่งจนลับไปจากสายตาของเขา

เกร หลับตาลงโดยไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาทำเช่นนั้น จู่ๆเปลือกตาของเขาก็หนักอึ้งจนเลื่อนปิดลง
ทุกอย่างมืดสนิทท่ามกลางความมืดมิดนั้น ในอีกไม่กี่อึดใจ สภาพรอบๆก็เปลี่ยนไป
ตอนนี้ เขายืนอยู่บนโขดหินกลางทะเลทราย รอบตัวของเขา คือกองทหารที่กำลังเข้าห้ำหั่นกัน

โดยแบ่งเป็นสองฝ่าย ระหว่างทหารชุดเกราะสีแดงเพลิงซึ่งบุกมาจากทิศเหนือ
และทหารชุดเกราะสีฟ้าน้ำทะเลปนสลับ ปนไปกับทหารสีขาวบุกขึ้นมาจากทิศใต้ เหนือหัว
ของเขานั้นบนท้องฟ้า ม้ามีปีกเปกาซัสและพลทหารบนหลังควบพวกมันบินโฉบ
ร่อนไปมา

เกร ไม่ได้สนใจกับสภาพรอบตัวพวกนั้น เขาแสดงอาการลนลานและหมุนตัวไปรอบๆเหมือนจะมองหาอะไรบางอย่าง และสายตาของเขา ก็ไปหยุดที่ เนินทรายซึ่งไกลออกไป
ใครบางคนในชุดเกราะสีดำสวมทับด้วยผ้าคลุมสีเลือด ใครคนนั้นคือคนที่เขาเฝ้าจับตาดูอยู่จนถึงเมื่อครู่

ธนัท กำลังยืนประจับหน้าอยู่กับ ชายอีกคน ซึ่งคู่กรณีนั้น คือ ศรี สิ่งที่อยู่ในมือของ ศรี ดึงความสนใจของเขาไว้มากที่สุด มันคือปืนลูกซอง ที่สำคัญกว่านั้นคือมันกำลังเล็งไปที่ ธนัท
ทั้งสองเหมือนกำลังสนทนากันอยู่ เกร พยายามตะโกนเพื่อจะหยุดพวกเขา แต่เสียงกลับไม่ออกมา
ไม่ว่าจะพยายามเค้นเสียงแหกปากจนสำลักไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หน ก็ไม่ไมีสุรเสียงใดๆออกจากลำคอของเขาเลย

ปัง!!


“ อย่า… ”

เกร กระเด้งตัวขึ้นจากเตียง ด้วยสีหน้าซีดเซียวเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ มีเพียงเสียงหอบหายใจ
ฝืดฝาดของเขาเท่านั้นที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว เขายังคงหลับอยู่บนเตียงในห้องของตัวเอง
จนถึงเมื่อครู่ หลังจากได้สติกลับคืนมา เกร จึงทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งอย่างอ่อนแรง

“ ฮาล์ฟ เปิดวิทยุหน่อยสิ…ฉันนอนไม่หลับ ”
เกร ออกคำสั่งกับ Note ของเขาที่ยังตั้งไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง

/Yes Sir/
จักรกลในรูปของจี้ห้อยคอ ขานรับเกิดเสียงปิ๊บ ดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่เสียงบรรยายรายการวิทยุ
จะดังออกมาจากตัวของมัน

/วันนี้รายการของเราจะมาถกกันเรื่องความฝันนะครับ คุณผู้ฟังทุกท่านเชื่อไหมครับว่าฝันร้ายหรือฝันดีนั้น ส่วนใหญ่ฝันร้ายโบราณเค้าว่าไว้ว่าจะเป็นฝันบอกเหตุ หรือก็คือสิ่งร้ายๆที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอันใกล้ คนที่ฝันเห็นนั้นว่ากันว่าอาจจะมีสัมผัสพิเศษบางอย่างที่จะล่วงรู้ถึงอันตราย เลยเตือนขึ้นมาในรูปแบบของความฝัน…/


“ ฝันบอกเหตุเหรอ….อะไรของนายอีกเล่า…นี่น่ะมันเกิดขึ้นไปแล้วต่างหาก….จากนี้ไปจะเป็นตัวตัดสิน ”
เกร รำพึงกับตัวเอง ก่อนจะ ผล็อยหลับไป

…………………………………….

………….

ยามเช้าสายของวันต่อมา ในการประชุมพลมาสเตอร์ซีรีโมเน่ ซึ่งจะจัดขึ้นที่สำนักงานกระทรวงความมั่นคงแห่งประเทศ สองสาวแห่งมาสเตอร์ซีรีโมเน่ มะลิลี จงกลาง หรือ ริน และมาริน่าอัลโตมาเร่เอลิซาเบธมาริโอเน็ตต้า กับองครักษ์คนสนิท ฟราซิสก้า ทั้งหมดมารอพร้อมอยู่ภายในห้องประชุมแล้ว

ห้องโถงขนาดภายในไม่กว้างจุคนได้เพียง 20 คน แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้วเพราะถึงอย่างไรก็ตาม มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ก็มีกันเพียง 6 คนหนำซ้ำยังไม่สามารถมาประชุมได้พร้อมกันทั้งหมดในวันนี้
มันจึงเป็นที่กว้างเกินไปจนดูอ้างว้างสำหรับจำนวนแค่พวกเธอสามคน


ประตูห้องประชุมเปิดออกพร้อมกับผู้เข้าร่วมประชุมคนสุดท้ายในวันนี้ ก้าวเข้ามา
เกร กีก้าเสลฟ มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ลำดับที่หก และผู้คุ้มกันที่ติดตามมาด้วย อีกคน
เด็กหนุ่มวัยเดียวกัน ร่างกำยำและพกดาบติดตัวมาด้วย มันคงจะเป็นที่สะดุดตา
หากจะพกอาวุธเข้ามาในที่ทำการราชการ แต่ องครักษ์ของ มาริน่า ,ฟรานซิสก้าเองก็
ทำเช่นเดียวกัน จนเรียกได้ว่าเจ้าหน้าที่ทำการ เห็นกันจนชินตาไปแล้วที่ผู้ติดตามของมาสเตอร์ซีรีโมเน่ จะมีอาวุธติดตัว

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ เกร เข้ามาในห้อง พร้อมกับผู้ติดตามซึ่งก็คือ วาการุรุ
ฟรานซิสก้า ก็เอาแต่หลบหน้าอย่างเดียวจนดูน่าสงสัย

“ คนที่ประดาบกับวาการุรุ ในคืนของจอมโจรดาร์ค ก็คือเธอสินะ คุณฟรานซิสก้า ”
เกร พูดพร้อมกับส่งยิ้มให้เธอ อย่างเป็นมิตร

“ ม..ไม่ทราบว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน ด..ดิฉันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับจอมโจรดาร์คเลยแม้แต่น้อย.. ”

ฟรานซิสก้า พยายามแก้ตัวที่เธอเอาแต่หลบหน้าเพราะกลัวว่าพวกเขา จะจำหน้าเธอได้ว่าเป็นหนึ่งใน
ผู้ร่วมก่อการโจรกรรม การ์ดดาบแห่งปัญญา

“ ไม่ต้องแก้ตัวหรอก ฟรานซิสก้า ภารกิจวันนั้น…หึเขาคนนี้รู้ทุกตัวตนทีแท้จริงของพวกเธอ
มาตั้งแต่ต้นแล้ว ”
มาริน่า อธิบายเพื่อให้เธอเลิกหลบหน้า แต่นั่นกลับทำให้ ฟรานซิสก้า หันมามองเธอด้วยสายตาฉงน
กับคำพูดของเธอ

“ งั้นก็ดีเลยฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงต้องทำแบบนั้น ”
เกร แทรกขึ้นโดยถามเป็นเชิงกระแหนะกระแหน

“ ทางนี้เองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนที่น่าจะตายไปแล้วทำไมถึงได้มาตีหน้าระรื่นออกข่าวโครมๆ อยู่เป็นปีๆได้ ”
มาริน่า ย้อน

“ หา! ด..เดี๋ยวสิ ทีว่าออกข่าวเป็นปีๆน่ะตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอทำไมฉันถึงไม่รู้เลยล่ะ ”
ริน ซึ่งฟังอยู่ตลอด ถามขึ้นบ้างด้ยความสงสัยระคนประหลาดใจ

“ ก็เธอบอกเองนี่ว่าไม่สนข่าวของพวกอวดร่ำอวดรวยว่าไปเที่ยวทำบุญเอาหน้าอะไร ไอ้หมอนี่น่ะมันไปออกรายการแบบนั้นน่ะแหละเพราะงั้นศรี ถึงได้ปิดเธอได้ง่ายๆไง ”
มาริน่า อธิบายเสียงเรียบโดยไม่สนว่าเธอจะมีท่าทีอย่างไร หลังจากที่ฟังคำตอบนี้ ริน ถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออก
ข่าวคราวคนรักของเธออยู่ใกล้แค่เส้นผมบังภูเขามาตลอด

“ เรื่องที่เธออยากรู้ถึงบอกไปก็ไม่เข้าใจหรอกนะ หรือถ้าเอาแค่ฟังเข้าใจง่ายๆ ก็คงต้องบอกว่ามีอีกคนที่มาจากอนาคต
มาช่วยตัวเองที่อยู่ในอดีต แบบนี้เธอยอมรับได้รึเปล่าล่ะ ”
เกร ตอบส่งๆแบบไม่ใส่ใจ

“ พูดซะอย่างกับว่าเรื่องของนายมันเป็นหนังSi-Fi เลยนะเอาเถอะไหนๆนายก็ตอบมาแล้ว งั้นฉันก็จะตอบด้วยเหมือนกัน
เพราะถึงยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องปิดบังกันอยู่แล้ว สรุปอย่างง่ายๆเลย เพราะนายกับฉันเราเป็นศัตรูกัน… ”
คำตอบของ มาริน่า ทำเอาทุกคนเงียบกริบชนิดที่ว่าทั้งทึ่งและฉงนงงงวย ว่าเหตุใดเธอถึงพูดแบบนั้น
แต่แล้ว เกร ก็หลุดปากหัวเราะออกมาแม้จะพยายามกลั้นไว้

“ ฮะๆๆ…ฉํนเนี่ยนะศัตรู…บางทีเธออาจจะเห็นว่าเป็นอย่างนั้นก็ได้ เรื่องการ์ดดาบแห่งปัญญางั้นสินะ จริงอยู่เดิมที
มันเป็นการ์ดที่มีผลส่งให้เส้นกั้นมิติบิดเบือนแล้วระบบมิติก็จะพังทลายลง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ”
เกร กลั้นขำ ก่อนจะเริ่มพูดต่อ

“ สบายใจได้นอกจากของแท้ที่วันนั้นพวกลูกน้องของเธอบีบให้ฉันต้องฉีกมันทิ้งแล้ว พวกก็อปปี้ ที่เหลือฉันทำให้มันเป็นแค่การ์ดธรรมดาๆไปแล้ว ”

“ แล้วนายจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร? ”
มาริน่า ชักเสียงถามกลับไปอย่างหงุดหงิด เธอเริ่มจะรำคาญเหมือนเมื่อสมัยก่อนอีกแล้ว ตั้งแต่ที่รู้จักกับ เกร มา
นอกจากศรี แล้วก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยั่วโมโห เธอได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน

“ นี่ก็เพื่อยกระดับให้กับพวกเขา…เมื่อมีการ์ดทีทรงอานุภาพแบบนี้ออกมาโลดแล่น ระดับการดวลก็จะยกสูงขึ้นไปอีก
….หากถึงวันที่ระดับของพวกเขาคือสิ่งพิสูจน์เดียวในการอยู่รอดแล้วล่ะก็ฉันจะทำ…..เรื่องที่สนับสนุนการไปอัลวิส
นี่ก็ด้วยหากว่าผ่านไปได้ระดับก็น่าจะสูงขึ้นพอตัว ”

เกร อธิบายเสียงเรียบทำราวกับว่าเขาได้พูดเรื่องที่ปกติชน จะฟังรู้เรื่องถึงอย่างนั้น มาริน่า ที่ตั้งใจจับใจความอยู่ตลอดนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไร

“ พวกเขาที่ว่านี่…นายหมายถึงพวกไหนกัน? ”
มาริน่า ถาม

“ แหงสิ….ทานาทอส ไงล่ะแล้วก็พวก ฮีโรอิก คนอื่นๆ ”
“ จะว่าไปนายคงรู้ใช่ไหมว่าใครเป็น ฮีโรอิก บ้างไม่อย่างนั้นตอนศึกสามเทพอสูร นายคงไม่เข้ามายุ่งด้วยหรอก ”
“ ก็คงอย่างงั้น…แต่ขอให้เชื่อฉันเถอะ ไม่ว่าจะเวลาใดหรือเมื่อไหร่ ฉันคือพวกเดียวกัน…. ”

เกร พยายามพูดเน้นเสียงตอนท้ายเรื่องเขาเป็นพวกเดียวกัน ถึงอย่างนั้น มาริน่า ก็ยังไม่ร็ได้ว่า เกร ควรค่าแก่การไว้ใจ

“ ถ้างั้นทำให้ฉันยอมรับให้ได้ก็แล้วกันคำพูนั่นน่ะที่ว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา ไวโอลิน! ”
มาริน่า พูดพร้อมกับเหยียดแขนตรงออกไปข้างหน้า ผ่ามือแบออกรับเอา หุ่นกระบอกที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ก่อนจะตกลงมานั่งบนฝ่ามือ ราวกับเสกมา

/Sich Bereit Halten/(Get Set)
หุ่นกระบอกขานเสียงกังวาล ครู่ต่อมาละอองอนุภาคสีเขียว ก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากข้อต่อแขนขา รวมไปถึงรูที่ตา จมูกและปากของมัน เจ้าหุ่นกระบอกแยกร่างตัวเองออกเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ 12 ชิ้น ล่องลอยไปประกอบเป็นปลอกแขนติดจักรกล
ที่ท่อนแขนซ้ายของ มาริน่า ผู้เป็นนาย หุ่นกระบอกตัวนี้คือ Note ของเธอนั่นเอง

“ จะตัดสินด้วยการดวลเหรอ? ก็สมกับเป็นวิธีของมาสเตอร์ซีรีโมเน่ ล่ะนะแต่เธอลืมไปแล้วรึไง ฉันคือคนที่เก่งที่สุดในหมู่มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ด้วยกันทั้งหมดทั้งมวล ”
/Get Set/

เกร รับคำท้าพร้อมกับ สแตนบายน์ Note ที่อยู่ในรูปจี้ห้อยคอ เปลี่ยนใหเป็นปลอกแขนสำหรับทำการดวล

“ Let’s Duel! ”
ทั้ง มาริน่า และ เกร ต่างฝ่ายต่างขานเริ่มการดวล ก่อนจะจับการ์ดจาก ปลอกแขนขึ้นมาจนครบ 7 ใบ

[Marina Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:5/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]

“ ฉันเริ่มก่อน Cost Mp 2 อัญเชิญ ตุ๊กตาจักรกลสังหาร คาราคุริคิลเลอร์ดอล(Karakuri Killer Doll) สู่พื้นที่ At Line! ”
มาริน่า โยนการ์ดซีล บนมือของเธอ ออกไปละอองอนุภาคสีเขียวซึ่งกระจายฟุ้งไปทั่วห้องบางส่วนถูกดูดเข้าไปในการ์ด
จนตัวการ์ดเรืองแสงและเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ นี่คือขั้นตอนการทำงานตามปกติในการอัญเชิญอสูรออกจากผนึก
เมื่อแสงสว่างจางลงแล้ว สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่การ์ดนั้นคือ อสูรตุ๊กตาจักรกล ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์
สวมหมวกฟางและคุมทับร่างกลไกประกอบด้วยเสื้อกิโมโนญี่ปุ่น

รูปภาพ
[Marina Status; Hand: Seal 4 , Mystic 2 Mp:3/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]

“ แล้วก็เรียกเพิ่มอีกตัวหนึ่งไว้ที่ At Line ด้วย! ”
มาริน่า พูดจบก็ร่ายการ์ดซีล อัญเชิญ จักรกลสังหารเพิ่มขึ้นมาอีกตัว

[Marina Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:1/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]

“ คาราคุริ น่ะมีอะบิลิตี้ ที่จะเพิ่มพลังให้กันตามจำนวน คาราคุริ ใบอื่นฝ่ายเดียวกัน ดังนั้น At ของพวกมันจะเพิ่มขึ้น
เป็น 7 หน่วย จากนั้น Cost Mp 1 เรียก ตุ๊กตาไล่ฝน(The Doll, Shadow Weapon) ออกมาที่ Df Line แล้วหมดรอบ ”
อสูรตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่เท่าคนปรากฏร่างล่องลอยอยู่ในอากาศด้านหลัง จักรกลสังหาร ก่อนที่ มาริน่า จะผายมือออก
เป็นนัยว่าจบเทิร์นของเธอแล้ว เรกจึงเริ่มเดินเกมส์ ของเขาอย่างเงียบๆ

รูปภาพ
[Marina Status; Hand: Seal 2 , Mystic 2 Mp:0/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]

“ รอบของฉัน Cost Mp 3 ให้ พาลาดินเทมพลา ยาคอบ(Jacob, the Templar Paladin) ออกมาที่ At Line ”
เกร อัญเชิญ อสูรวิญญาณตนแรกออกมา คืออัศวินศาสนา ชุดสีขาวตัดขอบชายเสื้อและคอเสื้อด้วยสีแดง
ถูกสวมทับใต้ชุดเกราะโลหะสีขาวหม่น ในมือกุมดาบศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแกะลวดลายไว้ยอ่างวิจิตรงดงามบนด้ามจับ

รูปภาพ
[Marina Status; Hand: Seal 2 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 4 , Mystic 2 Mp:5/8 Shrine 0/8 ]

“ Cost Mp 1 ให้ยาคอบ โจมตี.. ”
เกร ออกคำสั่ง อัศวินศักดิ์สิทธิ์ ของเขาตั้งท่าจู่โจมทันที และบุกเข้าประชิด จักรกลสังหารด้วยความเร็วคงที่
จนแทบไม่ต่างจากเดินดุ่มเข้าไปหาเลยเสียด้วยซ้ำ นั่นเป็นการเปิดโอกาศให้ จักรกลสังหารเตรียมรับมือได้ทัน
ส่งผลให้ค่าพลังของมันเพิ่มขึ้น โดยแท้จริงแล้วเหตุการณ์เช่นนี้เกิดจาก อะบิลิตี้ของตัว ยาคอบ เอง

“ เมื่อ ยาคอบ ต่อสู้ก็จะเพิ่มค่า At และ Df ให้กับอสูรที่สู้ด้วยอย่างละ 3 จุด และอะบิลิตี้ที่สองของ ยาคอบก็จะทำงาน
เมื่อมีอะบิลิตี้ฝ่ายฉันส่งผลให้ค่าพลังโจมตีของซีล ฝ่ายเธอเพิ่มขึ้น ยาคอบจะได้รับค่าพลังทุกอย่างเพิ่มขึ้นถาวรอย่าง
ละหนึ่ง1จุด ดังนั้น ค่า At ของ ยาคอบ จะเท่ากับ 13 ส่วน คาราคุริ ของเธอจะมีค่า At 10 ”

เกร อธิบายเหตุผลการโต้ตอบของค่าพลังในสนามที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้

“ ยังไงเสียตอนนี้ฉันจะเสีย คาราคุริ ไปไม่ได้ Cost Mp 2 โนแอทแทคกิ้ง ติดให้กับ ยาคอบ ผลของมันจะทำให้ ยาคอบหยุดการโจมตี ”
มาริน่า ร่ายมิสติกการ์ดบนมือ ออกไปด้วยอาการเร่งรีบ ดาบสองเล่มตกลงมาปักบนเส้นแบ่งเขตสนามขวางทางเดินของ
อัศวินศักดิ์สิทธิ์ เอาไว้

[Marina Status; Hand: Seal 2 , Mystic 1 Mp:6/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 4 , Mystic 2 Mp:4/8 Shrine 0/8 ]

“ นอกจากนี้เพราะยังไม่ได้ทำการเทียบค่าพลัง อะบิลิตี้ที่จะเพิ่มพลังให้กับ คาราคุริ ของยาคอบจึงไม่ทำงานดังนั้น
อะบิลิตี้เพิ่มค่าพลังทุกค่าถาวรก็จะไม่ทำงานตามไปด้วย สรุปก็คือ ยาคอบของ นายจะมีค่าพลังเท่าเดิมอยู่ทุกประการ
นั่นเอง ”
มาริน่า พูดเสียงเรียบแม้ว่าเธอจะสกัดการเล่นผสานของ เกร ไว้ได้แต่เธอก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายแต่อย่างใด
นั่นเป็นเพราะ เกร เองก็ยังคงนิ่งๆอยู่เช่นเดิม ไม่มีอาการหวาดวิตกหรือแม้แต่จะตกใจสักเล็กน้อย
มีเพียงสายตาเฉยเมยที่ราวกับว่าทุกอย่างในเกมนี้เป็นตามที่คาดไว้แล้ว

“ ปกติแล้วกลยุทธ์ของ นายไม่ใช่แบบนี้….นายไม่ใช่พวกที่บุกเข้าแลกโดยไม่คิดอะไร แต่แล้ว…การโจมตีเมื่อกี้มันอะไรกันล่ะนั่น เพิ่มค่าพลังของตัวเองโดยเพิ่มให้กับคู่ต่อสู้ไปด้วยเนี่ยนะ ”
มาริน่า ถามเพื่อลองเชิง เกร นิ่เงียบไปครู่หนึ่งและทำท่าเหมือนคิดอะไรอยู่ก่อนจะเริ่มพูดออกมา

“ เธอเข้าใจความหมายของคำว่า การบุกคือการป้องกันที่ดีที่สุดรึเปล่าล่ะ? ”

“ ถ้ามัวแต่จะปกป้องเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าสำคัญ และไม่สนสิ่งรอบข้างเลยเวลาจะกลายเป็นคมดาบ
ที่ค่อยๆบั่นทอนเลือดเนื้อของเรา เหมือนกับหมากรุก ถ้าจ้องแต่จะปกป้องราชา เมื่อเสียหมากอื่นๆไป ราชา ที่แข็งแกร่งจะทำได้เพียงแค่เดินหนีไปทีละช่องๆ เท่านั้น…. ”

เกร ค่อยๆพูดอย่างเชื่องช้า เพื่อให้เธอฟังจับใจความได้

“ สำหรับการเดินหมากในเกม มันอาจจะพึ่งแค่กลยุทธ์ หากปล่อยให้ รูค ตาย คิง ก็อาจไร้การป้องกันยิ่งถ้าเสีย ควีนล่ะก็ ถึงตอนนั้นทุกอย่างมันก็จบนั่นก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎีทางกลยุทธ์เท่านั้น แต่สำหรับหมากกระดานนี้มันพึ่งมากกว่านั้น หมากทุกตัวจะส่งผลต่อราชา ถ้าปกป้อง ราชา จะไร้การพัฒนาและอ่อนแอ ไปในที่สุด ”

“ นายกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่น่ะ? ”
มาริน่า ถามอีกครั้งเธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ เกร ต้องการจะสื่อเลย

{เหมือนกับครั้งก่อนๆ ฉันเลือกที่ปล่อยให้ โคทาโร่ ที่เป็น เบลิอาล ตายด้วยน้ำมือของ St.Magnus และเลือกที่จะรั้งไม่ให้ ธนัท ไปที่อัลวิส ทั้งหมดนั่นเพื่อปกป้องเขา….สุดท้ายฉันก็มองอะไรง่ายเกินไป หมากที่เรียกว่ามนุษย์จะเปลี่ยนการเดินหมากด้วยตัวของมันเอง ไม่ว่าเราจะกำหนดโชคชะตาไว้เช่นไรก็ตาม}
เกร คิดอยู่ในใจโดยที่จะไม่เล่าบทสรุปของความคิดที่เขาตั้งใจจะสื่อนี้ให้กับ มาริน่า หรือ ริน หรือ ฟรานซิสก้า หรือแม้แต่
ใครก็ตามได้ล่วงรู้เพราะมันอาจจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งที่เขากำลังตั้งใจทำเอาไว้

“ เพราะแบบนั้นสินะนายถึงได้ส่ง เทนโตะ ไปช่วยไอ้หนูคนนั้นน่ะ ”
วาการุรุ ซึ่งยืนดูอยู่ข้างหลัง เปรยอย่างเข้าใจเป็นเพราะรู้จักและสนิทกับเขามานาน สิ่งที่ เกรพยายามจะสื่อ
แม้พวกมาสเตอร์ซีรีโมเน่ จะไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็ตามแต่เขากลับเข้าใจมันได้

“ ช่างเถอะเรามาต่อกันเลยดีกว่า Cost Mp 3 ให้ ดาร์ควิงเซเบอร์ทูชท (Dark Wing SaberTooth) ออกมาที่ Df Line ”
เกร เริ่มเล่นต่อเขา อัญเชิญ อสูรเขี้ยวดาบติดปีกออกมา ลักษณะโดยทั่วไปของมันคล้ายกับเสือเขี้ยวดาบ

รูปภาพ
[Marina Status; Hand: Seal 2 , Mystic 1 Mp:6/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:1/8 Shrine 0/8 ]

“ แล้วก็ด้วย ผลจากอะบิลิตี้ของ เซเบอร์ทูชท ทำให้ต้องทิ้งมิสติกการ์ดบนกองไป 5 ใบ ”
เกร ประกาศก่อนจะยื่นมือไปดึงเอามิสิติกการ์ดจากปลอกแขนออกมา 5 ใบและทิ้งมันลงไปในช่องเก็บการ์ดที่ใช้แล้วหรือ
ไชน์(Shrine)

“ รอบของฉํนหมดแค่นี้ ”
เกร ประกาศจบของตัวเอง

“ รอบของฉัน ”
มาริน่า กล่าว พร้อมกับจับ มิสติกการ์ดและ ซีลการ์ดขึ้นมาอย่างละใบ
[Marina Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:6/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]

“ เรื่องที่ฟังชวนสับสนของนาย ฉันจะให้นายตอบด้วยปากเองให้ได้เลยคอยดูเถอะ Cost Mp 1 ออกมา
ตุ๊กตานักฆ่าแอสซาซินดอล(Assassin Doll) ”

อสูรอัญเชิญตนใหม่ของ มาริน่า ปรากฏขึ้นมาบนสนามแนวหน้าของเธอ มีลักษณะเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิง
ดวงตากลมโตสดใสผมสีทองยาวมัดขดเป็นวงเหมือน บ่วงบาทในมือซ้ายของมันถือมีดปังตอเล่มคมกริบ
และหิ้วหัวตุ๊กตา ไว้อีกมือหนึ่งแม้ผิวเผินจะดูน่ารักแต่สิ่งที่อาศัยอยู่ในร่างกายของ ตุ๊กตาตัวนี้คือวิญญาณอาฆาตที่
พร้อมจะช่วงชิงทุกอย่างไปจากศัตรู

รูปภาพ
[Marina Status; Hand: Seal 2 , Mystic 2 Mp:5/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]

“ ถึงแอสซาซินดอล จะมีค่าพลังที่น้อยนิดแต่มันก็มีพลังของวิญญาณอาฆาตที่เก็บซ่อนไว้ ฉันจะขอใช้พลังนั้น Cost Mp 2
เมื่อแอสซาซินดอลอยู่ที่ At Line และฝ่ายตรงข้ามมีซีลตั้งแต่สองใบขึ้นไป มันจะใช้ เดธเคิร์ส(Death Curse)
กับตัวที่มีค่า At น้อยที่สุดของฝั่งตรงกันข้าม ตอนนี้ดาร์ควิงแบอร์ทูชท มีค่า At น้อยที่สุดดังนั้นจึงต้องรับ เดธเคิร์สไป ”

มาริน่า ออกคำสั่งกับ ตุ๊กตานักฆ่าออร่าสีดำแผ่ซ่านออกมาจากร่างบอบบางแสนจะเล็กกระจ๋อย ออร่านั้นทำให้ตุ๊กตาขยับ
เดินได้ราวกับมีชีวิต ท่วงท่าการเดินเซไปเซมาเหมือนจะล้มมิล้มแหล่ ใบหน้าของตุ๊กตามีสีที่เข้ามขึ้นจนดูน่าสยดสยอง
ทันทีที่มันเดินไปประชิดตัว อสูรเขี้ยวดาบแล้วเพียงชั่วพริบตา ปังตอในมือซ้ายก็บั่นคอของ อสูรเขี้ยวดาบจนสะบั้น
ในพริบตา

[Marina Status; Hand: Seal 2 , Mystic 2 Mp:3/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 3/8 ]

“ Cost Mp 2 เรียกคาราคุริ อีกใบออกมาแล้วที่ At Line แล้วให้รวมร่างกับตุ๊กตาไล่ฝน ”
มาริน่า อัญเชิญ จักรกลสังหารเครื่องที่สามมาอีก

/Combination Console/
ปลอกแขนของเธอส่งเสียงพร้อมกับฉายจอโฮโลแกรมสำหรับใส่คำสั่งรวมร่าง จักรกลสังหารถอดกิโมโนออก
เผยให้เห็นร่างที่ประกอบขึ้นด้วยเครื่องยนต์กลไกทำจากไม้ล้วนๆ กำลังสวมคลุมปิดทับลงไปอีกครั้งด้วยผ้าคลุม
ของตุ๊กตากันฝนและรับเอาอาวุธของมันมาด้วย

“ แล้วก็ให้คาราคุริ ที่เหลือย้ายลงไป Df Line หมดรอบแค่นี้ล่ะ ”
มาริน่า ประกาศจบรอบของตน และเมื่อรอบการเล่นเปลี่ยนมาที่ เกร อีกครั้งเจ้าตัวก็จั่วเอา
มิสติกการ์ดขึ้นมาพร้อมกันทีเดียวสองใบโดยไม่หยุดดูหรือตริตรองในการจั่วครั้งที่สองเลย
จนเห็นได้ชัดว่าเขาไม่สนใจว่าการ์ดที่จับขึ้นมาได้จะเป็นอะไร หรืออีกแง่หนทางสู่ชัยชนะอยู่บนของเขาตั้งนานแล้ว
เพียงแค่รอเวลาที่จะได้สำแดงมันออกมา

[Marina Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 4 Mp:8/8 Shrine 3/8 ]

“ ฉันจะให้เธอได้เห็นตัวอย่างซักเล็กน้อยก่อนจะเอาไปสอนพวก ธนัท ก็แล้วกัน ฉันขอใช้ การ์ดดาบแห่งปัญญา
ซอร์ดออฟวิสดอม(Sword of Wisdom) ”
เกร ประกาศพร้อมกับใช้มือขวาหยิบเอามิสติกการ์ดใบหนึ่งจากมือซ้ายออกมาหงายให้ดูมันคือการ์ดก็อปปี้ ที่
ถูกทำเลียนแบบขึ้นมาสำหรับจัดจำหน่าย ทันทีที่ เกร ประกาศใช้มันละอองอนุภาคเวทมนต์ทั่วทั้งห้อง
ถูกดึงมารวมกันที่การ์ดนี้ไม่เพียงแค่นั้นจากการไหลเวียนของละอองช่วยขับดันอากาศในห้องให้หมุนวน
ขึ้นมาเสมือนมีพายุลูกเล็กๆพัดอยู่ในห้อง

รูปภาพ

“ ทันทีที่ประกาศใช้วิสดอมมิสติก จะต้องเลือกมิสติกการ์ดที่จะทำการวิสดอม ฉันขอเลือก ควีนออฟดิเฮล(Queen of the Hell) แล้ว Cost Mp ค่าร่ายของ ควีนออฟดิเฮล ซึ่งเท่ากับ 3 และให้มันทำงาน ”
/Wisdom/
ทันทีที่ เกร อธิบายและประกาศชื่อมิสติกที่จะทำการวิสดอมแล้ว ปลอกแขนของเขาก็ส่งสัญญาณขานรับ
ภาพบนการ์ดดาบแห่งปัญญา ถูกเปลี่ยนกลายเป็น การ์ดอีกใบไปในทันที

รูปภาพ
[Marina Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 3 Mp:5/8 Shrine 3/8 ]

“ จากการวิสดอม เธอสามารถตรวจเช็คสำรับของฉันได้ว่ามีการ์ดที่ซ้ำกันถึงสองใบหรือไม่ แต่ว่าในกรณีนี้ ควีนออฟดิเฮลไม่ได้มีอยู่ในสำรับของฉันเลยไม่อย่างนั้นจะลองตรวจดูก็ได้นะ ”
เกร ยื่นข้อเสนอพร้อมกับยื่นแขนซ้ายที่สวมปลอกแขนไว้ให้มัน ฉายจอโฮโลแกรม ซึ่งบอกรายละเอียดการ์ดทั้งหมดในสำรับมิสติกของเขาแก่ มาริน่า เธอไล่เช็คจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีอยู่ตามที่บอกจริง
พร้อมๆกันนั้นสายลมในห้องก็สงบลงไปด้วย ราชินีแห่งขุมนรกปรากฏตัวขึ้นในสนามพร้อมกับลากเอาร่างของ อสูรเขี้ยวดาบในสภาพที่ไร้หัวกลับขึ้นมา

“ ด้วยผลของ ควีนออฟดิเฮล ทำให้สามาเรียกอสูรสังกัดความมืดไม่เกิน 2 ใบจากชายน์ ขึ้นมาบนสนามได้จนหมดรอบ
และเมื่อ เซเบอร์ทูชท ถูกเรียกออกมาก็จะต้องส่งมิสติกการ์ดอีก 5 ใบบนสุดของสำรับไปที่ ชายน์ ”
เกร อธิบายก่อนจะดึงเอามิสติกการ์ดทิ้งลง ชายน์ไปอีก 5 ใบ

[Marina Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 3 Mp:5/8 Shrine 0/8 ]

“ Cost mp 2 ให้พิธีกรรมการตกสู่ด้านมืด(Ritual of Dark Fallen) ทำงาน จะต้องใช้ พาลาดิน เทมพลา หรือ ฮอสพิแทเลอร์
และ ซีลสังกัดความมืด สังเวยพร้อมกันจากนั้นจะเรียกให้ อัศวินศาสนจักรแห่งความมืด ดาร์คครูเซเดอร์ ออกมาจากสำรับได้ทันที ”

ร่างของ ยาคอบ และ อสูรเขี้ยวดาบได้แตกสลายลงในทันที ทั้งสองนั้นกลับคืนเป็นละอองแสงและการ์ดผนึก
ก็ร่อนกลับสู่มือของ เกร เขานำพวกมันใส่ลงไปในชายน์ รูปปั้นนักรบศาสนาผุดขึ้นมากลางสนามพร้อมกับเปลี่ยนให้บรรยากาศโดยรอบ มืดมัวลงด้วยสายหมอก

รูปภาพ
[Marina Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/8 ]
[Grea Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:3/8 Shrine 5/8 ]

“ ดาร์คครูเซเดอร์ ที่ฉันจะเรียกคือ…กาเวน ”
เกร พูดจบแล้วจึงใช้มือขวาดึงเอาการ์ดซีล ที่ถูกปลอกแขนออกจากกองมาให้ และร่ายออกมาทันที
รูปปั้นอัศวินแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ จากบรรดาเศษซากชิ้นส่วนรูปปั้นที่แตกออกมา ร่างที่อยู่ข้างในรูปปั้น
หรือพูดให้ถูกคือ เคยถูกห่อหู้มด้วยรูปปั้น ก้าวเดินออกมาประจำแนวรบด้านหน้าอย่างช้าๆ

อัศวินสวมใส่เกราะสีดำติดผ้าคลุมไหล่สีแดงดวงตาสีเหลืองทองสะท้อนแสงลอดผ่านช่องมองของเกราะหัว
ออกมานั้น ราวกับนัยน์ตาของปีศาจ นี่คือบุรุษผู้ที่ครั้งหนึ่งอุทิศตนให้กับพระเจ้า,ความถูกต้อง,และศรัทธา
ก่อนที่จะร่วงหล่นสู่ด้านมืด ก็เพราะการทรยศของพระเจ้าที่ทรยศต่อศรัทธาอันแรงกล้า
ความมุ่งมั่นนั้น กลับกลายเป็นความอาฆาตแค้นและรอที่จะเอาคืน

รูปภาพ

“ กาเวน เมื่อถูกเรียกออกมาจากกองการ์ด ก็จะสามารถเอา มิสติกการ์ดประเภท Ps ทั้งหมดใน ชายน์ไม่ว่าของฝ่ายใดมาติดตั้งให้กับมันได้ทั้งหมด ”
เกร อธิบายความสามารถของ กาเวน ระหว่างนั้น มาริน่า ก็แทรกเข้ามา

“ แต่ว่าถ้านายดึงไปหมดแบบนั้นก็จะต้องรวมเอา โนแอทแทคกิ้ง ที่ฉันใช้ไปเข้าไปด้วยถ้าเป็นแบบนั้น กาเวน ก็จะโจมตีไม่ได้ในรอบนี้ ”
มาริน่า พูดพร้อมกับหยิบเอาการ์ด โนแอทแทคกิ้ง ที่ถูกส่งขึ้นมาจากช่องชายน์ แสดงให้ดู ทว่า เกร กลับไม่มีท่าทีวิตกแต่อย่างใด

“ เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะมิสติกการ์ดที่จะถูกนำออกจากชายน์ของฉันมาสวมให้กับ กาเวน มีการ์ดใบนี้อยู่ด้วย ”
เกร พูดพร้อมกับแสดงการ์ดใบหนึ่งจากชุดการ์ดที่ถูกส่งคืนขึ้นมาจาก ชายน์ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ

“ เลวานทีน(Levantine) จะทำให้ผลของมิสติกการ์ดทั้งหมดที่ติดบน กาเวน กลายเป็นเพิ่มค่า At ทั้งหมด ดังนั้นฉันไม่สนว่ามิสติกของเธอจะเป็นประเภทหยุดการโจมตีหรืออะไรก็ตามแต่….เส้นทางไหนควรเป็นอย่างไรฉันคือคนตัดสิน ”

รูปภาพ

ใบหน้าของ มาริน่า ซีดขาวขึ้นมาทันทีเป็นชั่วพริบตาที่ความประหลาดใจผสมปนเปกับความตื่นเต้น แสดงผ่าน
ออกทางสีหน้าชัดเจนแบบนี้โดยตลอดมาไม่ว่าจะฉุกละหุกขนาดไหนการดวล เธอจะไม่มีทางแสดงออกชัดเจนแบบนี้

“ กาเวน เมื่อโจมตีสำเร็จก็จะสังเวยมิสติกการ์ดที่ติดอยู่บนตัวใบนึงเพื่อเพิ่มจำนวนครั้งในการโจมตี และโจมตีไปเรื่อยๆจนกว่า มิสติกการ์ดที่มีอยู่บนตัวจะหมด รับไปซะ อันลิมิตเต็ดเบลดเวิร์ค(Unlimited Blade Work) ”

เกร ออกคำสั่งอัศวินดำ กางแขนยืดมือจนสุดแขนทั้งสองข้าง เพดานของห้องประชุมเกิดวงแหวนแสงสีทอง
นับสิบๆวงปรากฏซ้อนทับกัน อาวุธมากมายทั้งขวาน ดาบ หอก กระบี่ร่วงหล่นลงมาจาก
วงแหวนแสงเหล่านั้น และก่อนที่จะตกลงสู่พื้นอาวุธทั้งหมดได้แปรเปลี่ยนเป็น ดาบสีแดงเลวานทีน
เหมือนกันทุกเล่มปักลงบนพื้นห้อง ทั้งนี้เป็นผลมาจากอำนาจของมิสติกการ์ด เลวานทีน ซึ่งเล่มที่แท้จริง
นั้นปักลงบนพื้นตรงหน้าของ อัศวินดำแล้ว อัศวิน ใช้มือซ้ายและขวากุมจับด้ามดาบตรงหน้าพร้อมกัน
และถอนมันขึ้นมาอย่างง่ายดาย ก่อนจะเปลี่ยนไปถือดาบด้วยมือขวามือเดียว

ครั้นเมื่อ อัศวินดำ เงื้อดาบขึ้นเตรียมจะบุกเข้าไปอยู่แล้วนั้นทุกอย่างในสนามกลับสูญสลายกลายเป็นละอองอนุภาค
เสียก่อนรวมถึงตัวอัศวินดำด้วย ทุกอย่างกลับคินเป็นการ์ดผนึกและร่อนคืนสู่มือผู้เป็นนาย

“ ยอมแพ้ก่อนที่จะถูกทำให้พ่ายแพ้อย่างสมบรูณ์…สุดท้ายแล้วฉันก็ยังเอาชนะเธออย่างสมบรูณ์แบบไม่ได้ซักทีสินะ ”
เกร พูดหลังจากได้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาคาดเดาได้ทันทีโดยไม่ต้องมอง มาริน่า ที่ตอนนี้
ใช้มือขวากดลงไปบนจอโฮโลแกรมที่ฉายจากปลอกแขนของเธอ ซึ่งเป็นหน้าจอสำหรับแสดงการยอมแพ้
ด้วยเหตุนี้การดวลจึงถูกยกเลิกในกลางคันทันที

“ ถึงจะทำเป็นพูดจาวกวนแต่รูปแบบกลยุทธของนาย ก็เหมือนเดิมยังคงใช้กำลังบังคับเอาชนะจนได้อยู่เสมอเลยนะ
ถ้าเมื่อกี๊คือการเล่นหมากรุกล่ะก็ เค้าไม่เรียกว่าเชคเมทแล้วล่ะ…..แต่เป็นล้มกระดานเลยต่างหาก ”
มาริน่า พูดน้ำเสียงประชดประชัน ขณะที่ ปลอกแขนของเธอเปลี่ยนกลับเป็นหุ่นกระบอกอีกครั้ง
เช่นเดียวกับของ เกร ที่กลับคืนเป็น จี้ห้อยคอ

“ ตามที่ตกลงไว้ฉันจะไม่เซ้าซี้นายอีก ”
มาริน่า พูดตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ว่าจะยอมรับคำพูที่บอกว่า เกร คือพวกเดียวกับเธอ

“ ดีแล้ว…ทีนี้การประชุมวันนี้ล่ะ? ”
เกร ถามระหว่างนี้ มาริน่า ก็ยื่นมือไปรับเอกสารจากฟรานซิสก้าด้วย

“ ก็จบแล้วล่ะ คนมาก็ไม่ครบจะไปประชุมหาอะไรล่ะ ที่มานี่วันนี้ก็แค่อยากจะรู้ว่านายจะมารึเปล่า เพราะลงนามไว้ในใบอนุญาติของพวกไอ้หนู แล้วนี่ เท่ากับว่าตัวตนของ มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ลำดับที่ 6 จะต้องถูกแก้ให้เป็นยังมีชีวิตอยู่…ถูกไหม ”
มาริน่า อธิบายพร้อบกับโบกเอกสารอนุญาติการลงพื้นที่ของชมรม VR ที่รับมาจาก ฟรานซิสก้า เมื่อครู่

“ เรื่องนั้นฝากพวกเธอจัดการด้วยก็แล้วกัน ฉันยังมีเรื่องให้ต้องเตรียมตัวอีกเยอะ… ”
เกร พูดตัดพ้อก่อนจะตบเท้าเดินกลับออกจากห้องไปพร้อมกันกับวาการุรุ

………………………….

ที่ด้านหน้าทางเข้าอาคารของกระทรวง คือถนนสายใหญ่ ทอดตัวตัดผ่าน ประตูลูกกรงเหล็กค่อยๆเลื่อนเปิดออกโดยอัตโนมัติ ปล่อยให้ เกร กับ วาการุรุ เดินออกมาจนถึงริมทางเท้าข้างถนนได้ รถบนท้องถนนจึงมีวิ่งผ่านไปมาเป็นพักๆ
และที่ฝั่งตรงกันข้ามของถนนตรงหน้าพวกเขา มีคนๆหนึ่งรอพวกเขาอยู่

/Get Call/
เสียงดังขึ้นจากNote ของ เกร เขายกมันขึ้นมารับสายทันที

/เรื่องการอนุมัติเอกสารล่ะ?/
“ ผ่านเรียบร้อยพรุ่งนี้ชมรม VR ก็จะออกเดินทางได้ทันที ”
เกร พูดโต้ตอบกลับไปผ่าน Note ซึ่งคู่สายของเขานั้นก็คือบุคคลที่ยืนอยู่อีกฟากของถนนนั้นเอง
แม้ว่าจะอยู่ห่างกันจนมองไม่เห็นหน้า แต่เพียงแค่เสียงจาก Note ก็มากพอจะให้ เกร เดาได้ว่าเป็นใคร

/หัวเสฯ มากนะที่จงใจต่อสายมาให้ฉันได้ยินเรื่องที่พวกนายพูดกันด้วยน่ะ/

รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นที่มุมปากของเกร หลังจากได้ฟังคำพูดของคู่สายก่อนจะตอบกลับไป
ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ นายจะได้เข้าใจไงว่าฉันกำลังเดินหมากแข่งกับพระเจ้าอยู่….หมากแห่งโชคชะตาน่ะ….จริงสิรู้จัก รามเกียรติ์ไหม
นายไม่รู้สึกบ้างรึยังไงว่าตอนนี้มันมีส่วนที่คล้ายๆกันอยู่น่ะ ถึงพระรามจะเคยเป็นถึง นาราย อวตารลงมาแต่ก็เป็นมนุษย์
จึงต้องมีเหล่าทหารวานรคอยให้การช่วยเหลือ ถึงเหล่าฮีโรอิกจะเป็นผู้อยู่เหนือพระเจ้าแต่ก็เป็นมนุษย์ ”

/จะบอกว่าพวกนายคือทหารเอกเหล่านั้นรึไง/

“ เปล่า..พวกนั้นน่ะถ้าเปรียบไปก็อาจจะเป็นเหล่าพระเจ้าเหนือพระเจ้าก็ได้ล่ะมั้งแต่.. ”
เกร พูดเสียงสูงพลางยักไหล่เป็นเชิงให้อีกฝ่ายที่อยู่ไกลออกไปเห็นไปด้วย

“ สิ่งหนึ่งที่รามเกียรติ์ ไม่มีก็คือฉันซึ่งเป็น Fiction Meister(ผู้รังสรรค์เรื่องราว) ”

…………………………………………
To Be Continue
……………………………………………….

………………………………………………….

Next Sub-Turn
ธนัท: รอก่อนนะอิส พวกเรากำลังจะไปช่วยนายแล้ว
โคทาโร่:~ หวาอะไรกันเนี่ยคนขับรถของเราก็เป็นพวกก่อการร้ายเหรอ
ภยันอันตรายที่คืบคลานเข้ามาหา ธนัทและพวกพ้อง ขณะเดียวกันที่อเมริกา ซึ่ง ลูเซีย จากมา
v
ปิโย:เข้าใจแล้วนะ….เพราะพวกเธอคือหัวกะทิของ กูเกิลไฮค์สคูล ฉันจึงไว้วางใจ….
เจนัส:ครับ ท่านประธานเราจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
v
และอัลวิส
อิส:พ…พวกมันมีเฟรย่า..ด้วยงั้นเหรอ?

ความตื่นกลัวซึ่งสั่นสะท้านอยู่ภายในจิตใจ เริ่มต้นขึ้นแล้วกับศึกแห่งการทดสอบซึ่ง ผู้รังสรรค์เรื่องราว
จงใจวาดเส้นทางให้

เกร:สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยมีในวรรณคดีสงครามเรื่องใดๆ นั่นคือไม่มีเรา Fiction Meister หรือผู้รังสรรค์แห่งเรื่องราว

ตอนต่อไป Sub-Turn 44 To Alvis สู่นครแห่งคนเถื่อน พวกเขานั้นโหดน่ารักมราวยักษา …..
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY

โพสต์โดย boy เมื่อ เสาร์ ก.ค. 02, 2011 3:00 pm

แง่ม
หาเวลาอ่านได้ซะที ::022::
เกรจะโหดไปไหนเนี่ย =[]=
แต่ละใบ OTL At+10 ได้มั้งนั่น
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ พุธ ก.ค. 20, 2011 12:45 am

แฮะๆ ขออภัยอย่างแรงที่ จู่ๆก็หายไปนะครับ พอดีไปนั่งตามกู้รูปคืน กะ media Fire อยู่ กว่าจะได้คืนครบเหอๆ
บทที่ 44 เลยยังไม่คลอดออกมาซะที แถมช่วงนี้ติด 12 หาง งอมแงมแล้วยังเตรียมตัวสอบอีก เหอๆคาดว่าบทที่ 44 น่าจะออกมาในสัปดาห์หน้า และจะหยุดไปอีกสักสองสามสัปดาห์เพื่อให้พ้นช่วงสอบไปก่อนนะครับ ขออภัยมานะทีนี้ด้วย
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY

โพสต์โดย Jewelbone เมื่อ อังคาร ส.ค. 09, 2011 9:33 pm

มาเป็นตอนเลยวุ้ย อลังการมากมาย

ปล. บางตัวละคร เสื้อผ้า หน้า ผม เหมือนเคยเห็นจากการ์ตูนบางเรื่ิองที่เคยดูๆมาแหะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jewelbone
0
 
โพสต์: 373
Cash on hand: 200.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY

โพสต์โดย boy เมื่อ จันทร์ ส.ค. 15, 2011 3:45 pm

ขุด จึกๆ
ทีมคนแต่งหายยยยยย
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 43 THE DAY BEFORE TRAVEL DAY

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ จันทร์ ส.ค. 15, 2011 11:18 pm

boy เขียน:ขุด จึกๆ
ทีมคนแต่งหายยยยยย


ยังไม่หายคร้าบ แต่ตอนนี้แต่งไม่ทันเหอๆ พอดีหลังสอบเสร็จงานเข้าเยอะน่าดู(ไม่น่ามาเป็นฝ่ายกรรมการของคณะเล้ย ::023:: งานรัดตัว) แต่เกือบจะคลอดแล้วล่ะครับกับ ตอนที่ 44 เตรียมรออ่านได้เลยคร้าบ(คาดว่าจะเสร็จในพุทธนี้นะถ้าเจ้าการุรุ ไม่อู้
ตรวจต้นฉบับเหอๆ)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ อังคาร ส.ค. 16, 2011 11:50 am

Sub-Turn 44 To Alvis

เป็นเวลาตีสามกว่าๆท้องฟ้ายังคงไว้ซึ่งความมืดมิดแห่งรัตติกาล ภายในเขตสนามโรงเรียนมนต์วิทยา เสียงกระหึ่มคำรามของเครื่องยนต์รถทัวร์คันเขื่อง ซึ่งถูกส่งมาจากทางการกระทรวงรัฐในอำนาจของมาสเตอร์ซีรีโมเน่ มาริน่า-อัลโตมาเร่-มาริโอเน็ตต้า เพื่อรับตัวเหลาสมาชิกแห่งชมอาสาสมัคร VR ที่พึ่งก่อตั้งขึ้นไปยัง อัลวิส

ข้างๆรถทัวร์ สมาชิกชมรมที่จะไปลงพื้นที่ได้มารวมตัวกันครบแล้วพวกเขาตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน
ยืนอยู่ต่อหน้า มาริน่า ด้วยอารมณ์ประหม่า วันนี้พวกเขาจะต้องบุกไปยังสถานที่ที่อันตราย และ อาจไม่รอดกลับมาก็เป็นได้
ความรู้สึกของพวกเขาในเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับทหารที่กำลังจะไปออกรบ แต่ทั้งนี้ด้วยความสมัตรใจของพวกเขาเอง
ที่จะต้องช่วยเหลือเพื่อนคนสำคัญที่ตอนนี้กำลังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ที่อัลวิส ความประหม่านี้จึงเป็นเหมือนกับความ
ฮึกเหิม ที่จะไปทำหน้าที่ให้ลุล่วง

“ พวกนายมากันครบแล้วสินะ…จากนี้ไปจะถอยกลับไม่ได้อีกแล้วถ้ามีใครที่คิดได้แล้วว่าจะไม่ไป ก็รีบถอนตัวซะตอนนี้ยังทันเวลา ”
มาริน่า พูดเสียงดังให้พวกทั้งหมดได้ยิน กึ่งจะตะหวาดด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นกลับไม่มีใครที่จะถอนตัวเลย
นอกเหนือจาก ชุติการ และ แอนนา ที่ยืนอยู่นอกแถวเพราะทางบ้านของพวกเธอ ไม่อนุญาติที่จะให้พวกเธอไปเสี่ยงอันตราย

ดังนั้นที่อยู่ในกลุ่มที่จะไปตอนนี้ จึงประกอบด้วยตัวแทนจากชมรม SMN ธนัท โคทาโร่ ลูเซีย และกลุ่มของพวก
นักเรียนแลกเปลี่ยน มิส บาร์น เชส แพน ทั้งสี่คนก็มากันพร้อม ในจำนวนนี้ยังนับรวมไปถึง ไดสุเกะ ที่ยืนอยู่นอกแถว
ข้างๆมาริน่า เพื่อทำหน้าที่องครักษ์ ร่วมกับฟรานซิสก้า

“ ดี.. ”
มาริน่า พูดเสียงห้วนก่อนจะเชิดหน้าเป็นสัญญาณ องครักษ์ทั้งสองนำ มิสติกการ์ดดาบแห่งปัญญาซึ่งได้รับจาก เกร
จำนวนหนึ่งไปแจกจ่ายให้กับพวก เขา

“ นี่เป็นอภินันทนาการอย่างหนึ่ง แล้วมันก็ถือเป็นอาวุธที่จะช่วยคุ้มครองชีวิตพวกนายได้อยู่บ้าง ส่วนวิธีการใช้นั้น
ไดสุเกะ จะขึ้นไปอธิบายบนรถอีกที ”
มาริน่า กล่าว ขณะที่มองดูสีหน้าประหลาดใจของพวกรุ่นน้อง หลังจากรับการ์ดไปแล้ว

“ นี่มันดาบแห่งปัญญา ซอร์ด ออฟ วิสดอม นี่! แรร์การ์ดแจกกันง่ายๆเลยเหรอ ”
บาร์น พูดด้วยความรู้สึกอึกอึ้ง ที่ได้จับสัมผัสกับการ์ดอภิมหาแรร์ ที่แม้จะมีทำเป็นก๊อบปี๊การ์ดจำหน่ายไปทั่วโลกแล้วก็ตาม
กระนั้นมันก็ยังคงเป็นการ์ดระดับสูงที่มีราคาและหายากอยู่ดี
ระหว่างที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับ การ์ดใหม่นั้น ธนัท และ มิส เดิน ออกจากกลุ่มและตรงเข้าไปหา ชุติการ และ แอนนา ที่ไม่ได้ไปด้วยในครั้งนี้

“ ขอโทษนะ…ทั้งที่อยากจะไปช่วยด้วยแท้ๆ… ”
ชุติการ ตีหน้าเศร้าเธอพูดด้วยความเสียดาย แม้จะพูดไปว่าผู้ปกครองของเธอไม่อนุญาติ หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว
ด้วยตำแหน่งของเธอมันเป็นการไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปพัวพันกับความแตกแยกของชาติเมืองอื่น และที่สำคัญที่สุดในฐานะของ องค์หญิงแห่งสหราชอาณาจักร GAT-PAT ไม่ควรจะไปเสี่ยงอันตรายอันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของ
อาณาจักร ซึ่งเรื่องนี้ตัวเธอทราบดีและยังถูกย้ำเตือนจากทั้งองครักษ์ที่รับหน้าที่ดูแลเธอในตอนนี้ และจากพ่อของเธอที่ติดต่อมา

“ ไม่ต้องกังวลไปหรอกหนา ชุติจ๋า เดี๋ยวแอน จะตามไปช่วยทุกโคนทีหลังเอง หลังจากได้การ์ดใบสุดท้ายของ มิส
มาแล้วหนา ”
แอนนา พูดพร้อมกับอธิบายสาเหตุที่ไม่ได้ไปด้วยในครั้งนี้ แต่เธอจะตามไปทีหลังอีกที เนื่องจากมีการติดต่อจากทาง
บริษัท พีโนเมน่อน มายังกลุ่มวิจัยที่ลุงของเธอควบคุมอยู่ ในการตามหาพลังแห่งซากโบราณสถานขั้วโลก
ซึ่งมันจะเป็นไพ่ตายใบสุดท้ายในชุดการ์ดของ มิสตาลจิคัส นักเรียนแลกเปลี่ยนผู้ครอบครองอัศวินมักรหนู
และเพราะเหตุนี้เองทำให้ มิสตาลจิคัส หรือ มิส ตื่นเต้นกับการเดินทางในครั้งนี้

“ แล้วฉันจะรอนะ มิสแอนนา(Ms. Anna) ”
มิส พูด

“ ก็รู้อยู่หรอกนะว่าอาจจะเสียมารยาทไปหน่อย…แต่ฉันดีใจนะที่เธอไม่ต้องไปด้วยน่ะ ”
ธนัท พูดกึ่งจะเสียดาย แต่ทว่าคำพูดนั้นเองที่ทำให้ ชุติการ รนขึ้นมาและถามกลับไปทันที
“ ท…ทำไมล่ะหรือว่านายคิดว่าฉันเป็นตัวถ่วง!... ”
“ ม…ไม่ใช่อย่างงั้นนะ!!...ค….คือ…คือว่าเอ่อ แบบว่ามัน ”
เพราะเป็นห่วงเธอเลยไม่อยากให้ไปเสี่ยงอันตรายด้วย….คำพูดนี้ธนัท ไม่คิดจะพูดมันออกไปอย่างแน่นอน
แม้ว่าในใจจะคิดแบบนั้นก็ตาม ระหว่างที่กำลังอ้ำอึ้งกันอยู่นนี้ มาริน่า ก็เร่งให้พวกเขาไปขึ้นรถกันได้แล้ว

“ โทษทีนะต้องไปแล้วล่ะ….เอ่อแล้วก็ไม่ต้องคิดมากนะ เธอไม่ใช่ตัวถ่วงหรอกสาบานได้ ”
ธนัท โบกมือลาให้ห้วนๆก่อนจะลากตัว มิส ไปขึ้นรถพร้อมกันกับทุกคน

“ ร…รอด้วย!!!! ”
เสียงตะโกนเรียกให้ทุกคนที่ขึ้นไปบนรถแล้วต้องหันกลับไป คือเสียงของอาจารย์ คริฟ ที่รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของชมรม VR นั่นเองกำลังวิ่งกระเสือกกระสนมาด้วยอาการรีบเร่ง นอกจากเสื้อเชิ้ตกับกางเกงแสล็กสีดำตัวเก่งที่ใส่สอนอยู่เป็นประจำ
แล้ว อาจารย์คริฟ แค่เพียงแบกกระเป๋าเอกสารใบเล็กติดตัวมาเพียงใบเดียว หลังจากวิ่งมาถึงหน้าประตูทางขึ้นรถ
เขาหอบฮั่กๆลิ้นห้อย อย่างเหนื่อยล้า

“ ดิฉันคิดว่าอาจารย์ คริฟ ไม่ต้องลำบากไปด้วยก็ได้นะคะยังไงซะทางโน้นก็ได้เตรียมคนดูแลไว้พร้อมแล้วด้วย ”
มาริน่า พูดขณะที่มองเขาอย่างสมเพช เธอไม่คิดว่าอาจารย์อ่อนแอปวกเปียกแบบนี้จะไปช่วยเหลืออะไรพวก ธนัทได้
และท่ำคัญกว่านั้นเธอรูสึกไม่ไว้ใจเขาตั้งแต่วันที่ ธนัท ทำเรื่องขอตั้งชมรมขึ้นมา อาจารย์ คริฟ มาได้ตรงจังหวะ
ในตอนที่ตองการอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างพอดิบพอดีเหมือนกับว่าได้คิดล่วงหน้าไว้แล้ว นอกเหนือจากนั้น
เรื่องรายชื่อนักเรียนที่เข้าไปกดโหวตอนุมัตเรื่องการตั้งชมรม มีกลุ่มนักเรียนรุ่นเดียวกับเธอที่ไม่น่าจะ
ได้รับการชักชวนจากธนัท และไม่ได้อยู่ในชมรมวิจัยการ์ตูนของ ฟาริยา อีกด้วยนี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่เธอสงสัยในตัวอาจารย์คริฟ ว่าเขาเองรึเปล่าที่แฮกกิ้งเข้าระบบฐานข้อมูลแล้วไปเอาบัญชีออนไลน์ของนักเรียนมาใส่เพิ่มลงไปในการโหวตด้วยเพื่อให้การก่อตั้งนี้สำเร็จด้วยดี

“ ม…ไม่ได้หรอกนะ….อาจารย์เป็นที่ปรึกษา แฮ่กๆ…ก…ก็ต้องไปด้วยสิเห้อ… ”
อาจารย์คริฟ พูดพลางสำลักหอบครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวเท้าเดินขึ้นรถไปอีกคนเมื่อคนมากันครบแล้ว มาริน่าจึงให้คนขับรถออกรถทันที

เสียงเครื่องยนต์รถทัวร์คำรามก้องไปทั้งสนามก่อนล้อจะเริ่มหมุนพาให้รถวิ่งออกจากสนามโรงเรียนโดยมีสายตาของ
มาริน่า ฟรานซิสก้า ชุติการ และแอนนา มองทิ้งท้ายไว้จนลับสายตาไป

…………………………………………………

บนหาดทรายสีขาวติดทะเลเสียงลมและเสียงคลื่นที่พัดเข้ามากระทบฝั่งสร้างจังหวะทำนองอันผ่อนคลาย
ไม่ไกลจากชายหาดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาระดับ High School ติดอันดับโลกซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือของบริษัทบริการข้อมูลยักษ์ใหญ่ กูเกิลไฮสคูล(Google High School) ใน รัฐลอสแองเจลิส

บริเวณของหาดนั้นยังถือว่าอยู่ในเขตของโรเงรียน ดังนั้นในช่วงวันหยุดนี้ก็จะมีบรรดานักเรียน มาพักผ่อน
กันอยู่บ่อยๆ จึงมีทั้งร้านค้า และแผงลอยมาตั้งเยื้องๆกับหาดอยู่ด้วย

แม้บนหาดจะร้อนจากไอแดดยามบ่ายที่อบอวลไปทั่ว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ในการเล่นน้ำทะเลซักเท่าไหร่
ที่จริงบางคนถึงกับนอนอาบแดดที่ร้อนแบบนี้เลยก็มี

“ เฮ้อ~~~ ”
เสียงถอนหายใจอันอ่อนระโรยของเด็กหนุ่ม DNA-Changer สายพันธุ์หมาป่าหิมะ ดังครวญมาจากเก้าอี้ของร้าน
แผงลอย ร้านหนึ่งไม่ไกลจากหาด ผมของเด็กหนุ่มเป็นสีขาวราวกับหิมะ รวมทั้งหูสุนัขของเขาด้วย

“ ทำหน้าซํงกะตาย แล้วยังครางเสียงโอดโอยอีก ไปเบื่อชีวิตที่ไหนมาเนี่ย หือ? ”
เด็กสาวซึ่งสูงวัยกว่าและนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างๆ เธอเองก็เป็น DNA-Changer และเป็นสายพันธุ์แมว ผู้มีผมสีทองยาวสลวย
เธอหันมาถามอย่างห่วงๆ แต่ถึงกระนั้นเธอก็รู้สาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว

“ ก็ลูเซียน่ะสิ….ทำไมถึงต้องย้ายกลับไปบ้านเกิดด้วย ง่าทั้งที่สัญญากันไว้แล้วแท้ๆว่าปิดเทอมนี้แล้วจะได้
ไปเดทกันแท้ๆง่า ”
เด็กหนุ่มทำน้ำเสียง งอแงเหมือนเด็กๆ

“ แต่ก็นะ..ลูเซียก็ยังไม่ได้รับปากตรงๆนี่ เราตีความไปเองไม่เหรอ ลากุน่า(Laguna) น่ะ ”
เด็กสาว แกล้งหยอกแต่กลับเป็นการซ้ำเติมใส่จิตใจอันบอบบางของสมิงหนุ่มที่พึ่งอกหักมา อย่างตรงจุด
คริติคอลกันเลยทีเดียว เลยยิ่งทำให้เจ้าตัวสลดหนักลงไปหนักกว่าเดิม ถึงกระนั้นสำหรับเธอแล้ว
มันดูน่าสนุกที่จะได้หยอกแกล้งรุ่นน้องผู้อ่อนโลกในสายตาของเธอคนนี้

ห่างไปจากจุดทั้งสองนั่งคุยกันไม่มากนัก เด็กหนุ่ม DNA-Changer สายพันธุ์หมาป่าผมสีดำ อีกคนเดินแบกกระดานโต้คลื่น
กลับจากทะเลตรงมายังร้านที่ทั้งคู่นั่งอยู่ พร้อมกับเพื่อนเด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์ผู้มีผมสีทอง โดยที่สมิงหนุ่มคุยโทรศัพท์ผ่าน Note ของตนไปด้วยระหว่างที่เดิน ภาพของคู่สนทนาที่ฉายบนจอโฮโลแกรม คือ พาลุ พี่สาวของ เกร นั่นเอง

/เข้าใจแล้วนะ..เพราะเป็นพวกเธอฉันถึงวางใจฝากด้วยล่ะ/
เสียงจากสายของ พาลุ ดังขึ้นสมิงหนุ่มพยักหน้าก่อนจะตอบรับ

“ ครับ ท่านประธานรับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน ”

/งั้นก็ดี..จริงสิ เจนัส เธอเองก็พาน้องชาย กับ นีน่ามาด้วยกันเลยสิถ้าได้สองคนนั้นมาช่วยอีกแรงงานคงจะเบาไปเยอะเลย
เดี๋ยวฉันจะทำเรื่องผ่อนผันการเรียนไปให้เผื่อทั้งคู่ด้วย/
พาลุ เสนอแต่ สมิงหนุ่มเจนัส กลับมีสีหน้ากังวลปนระเหี่ยใจ ขึ้นมาทันทีเมื่อถูกถามถึงน้องชายของตัวเอง
โดยทันทีสายตาอันเฉียบคมของเขาหันทิศไปยัง ลากูน่า สมิงหนุ่มสีขาวที่นั่งอยู่ที่ร้านแผงลอย ซึ่งยังไม่ฟื้นจากอาการ
อกหัก แล้วจึงหันกลับมาส่งสายตาบอกพาลุ ให้ตีความได้เลยว่าไม่ไหวแน่ๆ

“ ถ้านีน่า ล่ะก็คงจะยอมไปอยู่แต่…เจ้าลากูน่านี่ผมฟันธงไม่ได้หรอกว่าจะลากไปด้วยได้ ”

อย่างไรก็ตาม พาลุ ดูจะไม่มีปัญหากับเรื่องนั้นเธอเริ่มเสนอวิธีชักชวนทันที
/งั้นก็บอกว่าจะได้ไปที่ ไทย ล่ะก็รับรองจะต้องหูผึ่งแล้วอยากตามมาแน่ๆ เพราะลูเซีย ก็อยู่ที่นี่แหมือนกันนะ
หุๆฝากด้วยล่ะ/
ทันทีที่พูดจบเธอก็ตัดสายไปอย่างเรงรีบ

“ ร้ายชะมัดเลยแหะประธานเนี่ย รู้ไปเหมดทุกอย่างเลย ”
เด็กหนุ่มมนุษย์ที่เป็นเพื่อนกับเขา ซึ่งก็คอยจับตาดูการสนทนาของทั้งคู่มาตลอดทาง มองไปที่ Note ในมือของ เจนัส ที่ยังฉายโฮโลแกรมของ พาลุ ด้วยสีหน้าขยาดที่แม้ตอนนี้โฮโลแกรมจะปิดลงไปแล้วก็ตาม

“ เฮ้ยๆ ลอว์เรนซ์ ประธานบริษัทค้าข้อมูลเค้าก็ต้องมีข้อมูลแน่นอยู่แล้วนะเฟ้ย ”
เจนัส แย้ง

“ ว่าไปก็ถูกของนายแหะ ”
ลอว์เลนซ์ พยักหน้าและเห็นด้วยเมื่อคิดถึงสิ่งที่เจนัสแย้งมา ระหว่างนี้ทั้งคู่ก็เดินกลับมาจนถึงร้านที่ นีน่า และ ลากูน่า นั่งอยู่กันแล้ว

“ อ้าวไง? เลิกเล่นเซิร์ฟแล้วเหรอ ”
นีน่า สมิงสาวหันมาทักทายทันที โดยที่มือทั้งสองยังคงแกล้งดึงหู ลากูน่า ที่นอนฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะของร้านแผงลอย

“ มีงานเข้ามาน่ะจากประธานให้พวกเราไปที่ ไทย ออกเดินทางกันตั้งแต่พรุ่งนี้เลย ”
ทันทีที่ เจนัส พูดธุระจบ หูสุนัขของลากูน่า ก็ดีดสะบัดออกจากมือของ นีน่า อย่างแรงพร้อมกับลากเอาหัวและตัว
ให้หันตามขึ้นมา

“ เดี๋ยวนะพี่……ไทยเหรอ…งั้นจะได้เจอลูเซีย ป่าวอ่ะ ”
เจนัส พยักหน้ารับด้วยความตกตะลึงเล็กน้อยที่วิธีการของพาลุ จะได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ แววตาจากที่หดหู่ของ ลากูน่า เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันร้อนแรงในพริบตาราวกับ ราดน้ำมันลงในกองเพลิง

“ เจอโรนิโม่!!! งั้นก็ลุยกันเลยรีบกลับไปเก็บของกันเถอะ ”
“ เชื่อมันเลยสิให้ตายเถอะเฮ้อ ”
เจนัส เอามือก่ายหน้าผาก รู้สึกวิงเวียนเหมือนจะหน้ามืดที่ตามพฤติกรรมเจ้าน้องชายของตัวเองไม่ทัน
……………………………………………..

ขณะเดียวกัน ฝ่ายธนัท ที่ออกเดินทางด้วยรถทัวร์ มาร่วมสามชั่วโมงแล้ว สมาชิกเกือบทุกคนบนรถต่างผลอยหลับ
ด้วยความอ่อนเพลียจากการมาเตรียมตัวแต่เช้าตรู่ เว้นแต่ โคทาโร่ ที่รู้ตื่นเต้นและตึงเครียดมากกว่า จะรู้ผ่อนเหมือน
การมาเที่ยว อันที่จริงตัวเขาเงอก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดคนอื่นเท่าไหร่ หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอันตรายแต่
ทุกคนกลับยังหลับสบายกันได้ราวกับไม่มีอะไร

“ นี่โคทาโร่… ”
เสียงของธนัท ที่นั่งอยู่เก้าอี้ติดๆกับเขาเรียกขึ้นมา โคทาโร่ หันไปตามเสียงที่เรียก และก็พบกับสีหน้าที่เคร่งเครียดของธนัท
ราวกับมีเรื่องสำคัญมากๆจะคุยด้วย

“ อ..อะไร ” โคทาโร่ ถาม
“ เมื่อวานตอนที่จัดกระเป๋ากันในห้อง แล้วนายออกไปเข้าห้องน้ำ….ฉันก็เจอมันเข้าในกระเป๋าหนังสือเรียนของนาย… ”
ธนัท เอ่ย สีหน้าของ โคทาโร่ ซ๊ดขาวขึ้นมาทันตา …..การ์ดแห่งพระเจ้าผู้ไม่สิ้นสุด เขาใส่มันแยกจากสำรับ
หลังจากที่ได้ เกร ช่วยเอาไว้วันนั้น แน่นอน เกร เล่าเรื่องที่ธนัท เข้าใจว่าพวกเขาที่ถือครองพระเจ้าผู้ไม่สิ้นสุดเป็นศัตรู
เพราะความสะเพร่า ของการุรุ และย้ำเตือนให้เขาระวัง อย่าให้ธนัท รู้เรื่องนี้เป็นอันขาด แต่ดูเหมือน
จะเป็นคราวซวยของเขา ที่ ธนัท จะดันมีนิสัยชอบค้นของชาวบ้านขึ้นมาในเวลาแบบนั้น

ทั้งคู่เงียบกันไปซักพัก ตัวเขาเองก็ไม่รู้จะตอบธนัท กลับไปอย่างไร ก็ได้แต่เพียงจ้องตอบอย่างเงียบๆนั้น

“ ฉันเอง….ก็อยากได้นะ… ”
{เอ๋?} อาการซีดเซียวบนหน้าของ โคทาโร่ หายวับไปในพริบตาและกลายเป็นความฉงนไปทันใด
“ ถึงคนอื่นจะเห็นเป็นแค่ถุงมือเก่าๆธรรมดาๆ ที่อาจจะมีใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเขียนชื่อทิ้งไว้ แต่ว่า…นั่นน่ะ ถุงมือนักสู้ของ เฮอคิวลิส วาการุรุ เบลเซอร์ ใช่ม้าย!!! แถมยังมีลายเซ้นของตัวจริงเขียนไว้อีก นายไปเอามาได้ยังงาย~~~ ”

อึ้ง…..ความรู้สึกของผมนะตอนนี้บรรยายออกได้เท่านี้ล่ะ แต่อีกใจก็รู้สึกโล่งอกที่ ธนัท ไม่ได้รู้เรื่องนั้น(การ์ดพระเจ้าผู้ไม่สิ้นสุด) แต่ตอนนี้ผมกลับต้องมาตอบคำถามยากเข้าขั้นไปกว่าเรื่องเดิมเสียอีก เรื่องของเรื่องคือ วันที่ผมวิ่งไปที่ X Sport Club เพื่อจะให้ เกร เซ็นรับรองการอนุญาติลงพื้นที่ ผมก็ดันไปป๊ะ เข้ากับยอดนักมวยที่แกร่งที่สุดในโลก และเป็นขวัญใจ
ของตัวเอง จนนั่งเวิ่นเว้ออยู่ที่นั่นเป็นชั่วโมงๆ ก่อนกลับก็เลยลองขอ ของที่ระลึกกลับมาด้วย มันเป็นของที่แม้แต่แฟนพันธุ์แท้ ตัวจริงก็ยังหามาครอบครองไม่ได้แน่ๆ ถุงมือที่เคยใช้ในการต่อสู้จริง ของ วาการรุ เบลเซอร์ แถมยังมีลายเซ็นต์เขียนกำกับไว้ ด้วย แรร์ไอเทม เชียวล่ะ แน่นอนต่อให้ หมอนี่( ธนัท) ขอหรือบังคับกันยังไง ก็ไม่ยอมให้เด็ดขาด

แต่เดี๋ยวก่อนนี่มันใช่เวลามาคิดเรื่องพรรค์นั้นเรอะ ตอนนี้ต้องหาทางเลี่ยงตอบเป็นอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ พี่ เกร ให้ได้ก่อน
แล้วยังไงล่ะ? (*0*)

“ อ….เอ้อคือว่านะ ” กุกกัก…กุกกัก…

ระหว่างที่ โคทาโร่ กำลังคิดหาคำตอบนั้น ก็มีเสียงดังมาจากกระเป๋าสัมภาระ ที่สวางไปบนชั้นวางของเหนือหัว
ทั้งสองคนต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปปากกระเป๋าสะพายของ โคทาโร่ เปิดออกเองพร้อมกับ ตัวอะไรบางอย่างกระโจนลงมา
เกาะหน้าของ โคทาโร่ เต็มๆ เขาพยายามแกะมันออกสุดฤทธิ์สุดเดช หลังจากยื้อกันมาได้ซักพัก ในที่สุดเจ้าตัวที่เกาะหน้า
เขาก็หลุดออก ไม่ใช่ตัวอะไรหรอก แต่เป็น หน้ากากชื่อ ของลูกหมาที่ เขาเคยช่วยไว้ครึ่งศึกสามเทพบรรพกาล
มันต้องแอบตามเข้ามาในกระเป๋าของเขาเมื่อเช้าแน่ๆ

“ หน้ากาก! ”
โคทาโร่ ลั่นเสียงด้วยความตกใจหลังจาก ที่หัวสมองประมวลผลความคิดจากบทบรรยายด้านบนแล้ว

“ สงสัยมันจะแอบเข้ามาในกระเป๋าตอนที่นายวางมันไว้ตรงที่วางรองเท้าแหง ”
ธนัท พูด

“ ดูเหมือนเราจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ตามมามากกว่า 1 ตัวนะไม่สิ….อีกคนต่างหาก ”
เสียงของ เชส ดังขึ้น ทั้งคู่หันกลับไปยังต้นเสียง เชส กำลังลากตัว ฟาริยา หัวหน้าชมรมการ์ตูน ที่แอบตามขึ้นมาบนรถ ออกมาหาพวกเขาโดยมีสายตาของ พวกสมาชิกคนอื่นๆ ซึ่งตื่นจากการลั่นเสียงของ โคทาโร่ และ การมาของ ฟาริยา

“ โอย… ”
ธนัท ยกมือกุมขมับ ดูเหมือนจะมีเรื่องวุ่นตามมาไม่หยุดหย่อนกับการเดินทางครั้งนี้เสียแล้ว อาจารย์ คริฟที่รับผิดชอบตามมาด้วยก็กำลังจะลุกจากเก้าอี้ฝั่งข้างหน้า มาดูเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้น ทว่าจู่ๆรถกลัเบรคกระทันหัน จนทุกคนเซถลา
ล้มคมำลงไปซบกับเบาะหน้าที่นั่งตัวเอง ทันทีที่ทุกคนดึงหน้าออกจาก เบาะได้แล้ว เรื่องน่าตกใจก็ตามมาอีก
พวกเขาไม่ทันสังเกตุเลยว่า รถเข้ามาจอดในป่าที่ไหนซักแห่งที่ดูเหมือนจะอยู่ในเขต อัลวิส ตั้งนานแล้ว

เป็นเพราะยังหลับอยู่และตื่นมาเจอกับเรื่องของ หน้ากาก และฟาริยา ทำให้ไม่มีใครทันสังเกตุ
แต่ที่น่าตกใจกว่านั้น คือคนขับรถ ที่ตอนนี้ลุกจากที่นั่งคนขับมาหันปืนลูกซองชี้ใส่พวกเขา

“ นี่หรือว่า…แกก็เป็น… ”
โคทาโร่ สบถอย่างคาดไม่ถึง คนขับรถหัวเราะก่อนจะปริปากยอมรับออกมาเอง

“ หึๆ ใช่พวกเรา เนโอนาซี อยู่ทุกที่ทุกหนและทุกแห่ง เอาล่ะใครไม่อยากตายยกมือขึ้นแล้วเดินลงจากรถซะ ”

คำประกาศของคนขับรถดูเหมือนจะไม่ได้ลมันกลับสร้างเสียงขบขันให้กับเด็กๆเสียมากกว่า

“ ขำอะไรของพวกแก ” คนขับรถ เริ่มที่จะลนกับการตอบสนองของพวกเขาที่คาดไม่ถึงนี้
“ ก็นะ..ทำเป็นแสดงหนังย้อนยุคไปได้ ถ้าเมื่อก่อนพวกเราก็ต้องยอมทำตามให้แกลงไปฆ่าทิ้งทีล่ะคนใช่ไหมล่ะแต่ว่าน้า~~”
/Get Set/
ธนัท พูดจบ คอรัสซึ่งเป็นหุ่นยนต์นกก็บินลงจากชั้นวางสัมภาระที่ ลงมาเกาะที่แขนซ้ายก่อนจะติดตั้งเป็น
เกราะแขน

“ หนอยแกอยากตายนักใช่ไหม ไอ้เด็กบ้า ” คนขับรถตั้งใจจะลั่นไกออกไปเพื่อดับลมหายใจของ ธนัท
ทว่าปืนในมือก็ถูกปัดทิ้งจนกระเด็นตกจากรถไปเสียก่อน และพริบตาต่อมานั้น คอหอยอ่อนๆของเขา
ก็ตกอยู่กรงเล็บอันคมกริบของ กริฟฟินราตรีมืด(Black Night Griffin) ที่ธนัท ร่ายออกไป

“ เอาล่ะทีนี้มาเปลี่ยนกัน พาพวกเราไปหาพรรคพวกของแกซะ เพราะพวกนั้นน่าจะรู้ว่า อิส อยู่ที่ไหนใช่ไหม ”

แม้ก่อนหน้านี้จะเห็นเหมือนว่าทุกคนปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามสบายแต่ไม่เลยที่จริงแล้วพวกเขาทุกคนต่างเตรียมพร้อมกันมาแล้วเพื่อให้พร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์โดยเฉพาะ ธนัท ที่ตั้งแต่คนขับรถ จ่อปืนจนจบลงด้วยการเป็นฝ่ายคุมเกม
กระบวนการในการอัญเชิญอสูรของเขา นั้นทำได้อย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทันมือที่เอื้อมไปหยิบการ์ดที่อยุ่ในปลอกแขน
จนถึงตอนที่โยนเพื่อร่ายมันออกไปในระยะ ใกล้กับตัวคนร้าย เพื่อให้อสูร ออกปฏิบัติการได้อย่างสายฟ้าแลบ
สิ่งเหล่านี้ได้ประจักษ์แก่สายตาของ โคทาโร่ แล้ว

……………………………………

ณ อัลวิส
ถนนดินลูกรังสีแดงอันแห้งผากจนเป็นฝุ่นทอดยาวตัดผ่านป่ารกร้าง ที่ไม่ค่อยมีคนสัญจรบริเวณโดยรอบนี้
เคยเป็นสนามรบเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้าในครั้งที่ความขัดแย้งเรื่องดินแดนยังครุกรุ่น ถึงแม้จะเวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม แม้ว่าความบาดหมางในครั้งนั้นจะหายไปแล้ว แม้ความเสียหายที่เคยเกิดจากการสู้รบจะหายไป

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่และหลับไหลอยู่ใต้ผิวของชั้นดินรอวันที่จะถูกปลุกโดยใครหรืออะไรก็ตามที่มาเหยียบถูกมัน
จะถูกดีดให้กระเด็นออกไปและอาจต้องพิกลพิการไปตลอดกาล ใช่แล้วมันคือ กับระเบิด ที่เคยถูกฝังไว้ในสมัยสงคราม
ที่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับการปลดหรือถอดถอนออก ในอดีตมีชาวบ้านหรือสัตว์ที่ไม่รู้ อิโหน่อิเหน่ ต้องสังเวยให้กับ

ระเบิดเหล่านี้ นี่คือสภาพโดยคร่าวของเส้นทางสัญจรในอัสวิส แม้บนถนนจะเกือบมั่นใจได้ว่าไม่มีกับระเบิดฝังไว้อีกแล้ว
แต่ภายในป่าที่รกชัน ไม่มีใครรู้เลยว่ามันฝังไว้ที่ไหนบ้าง การเดินทางภายในป่าของอัลวิส นี้จึงไม่ต่างจากากรเดินอยู่
ในสนามรบเลย และ อิส ก็กำลัง เดินอยู่ในเส้นทางที่ว่า เด็กหนุ่มนั่งหลบอยู่ในสุมพุ่มไม้ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่อีกที
เนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินจากการลงไปคลุกบนพื้น

แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าจนต้องหอบหายใจ แต่เด็กหนุ่มพยายามกลั้นใจเอาไว้ไม่ให้ หายใจเสียงดังจนเกินไป ในป่า
อันเงียบสงัดนี้ สายตาทั้งสองของเขามองลอดผ่านช่องว่างของพุ่มไม้ ออกไป
สาเหตุที่ทำให้เขาต้องหลบซ่อนตัวเช่นนี้ กำลังเดินมาอยู่ในระยะสายตา เป็นกลุ่มโจรก่อการร้ายที่ไล่ล่าตัวเขา
ตั้งแต่ที่เข้ามาถึงอัลวิส ตัวเขากับเจ้าหน้าที่อีกสามคน อยู่ระหว่างเดินทางไปยังที่พักสำหรับการทำแผนสืบสวน
โดยเจ้าหน้าที่หน่วยคุ้มกันในตอนนั้นก็ไม่ได้ตามมาด้วย พวกโจรใช้ปืนยิงฆ่าเจ้าหน้าที่ที่ตามมาด้วยกันกับ อิส
ก่อนจะเข้ามาจับตัว โชคดีหรือโชคร้ายที่เขาสามารถหนีจากเงื้อมมือของพวกมันมาได้ด้วย วิชาองครักษ์
กับกระบองเหล็กพกพาคู่ใจสองเล่ม แต่การสู้กับปืนนั้นก็ยังนับว่ายากอยู่ดี

อันที่จริงนอกจากกระบองพกที่สามารถประกอบเป็นพลองยาวได้แล้ว อิส จะมีมีดลำแสงอนุภาคเวทมนต์ ติดตัวไว้ด้วยแต่มันถูกริบไปโดยเจ้าหน้าที่ตอนที่ทำการค้นร่างกาย
ของเขาถึงจะเหลือกระบองเหล็กไว้ให้เพราะไม่ใช่ของอันตรายเท่าไหร่แต่อาวุธเกือบทั้งหมดของเขาที่พอจะใช้ต่อกร
ก็ถูกริบเก็บไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าอัลวิส ตั้งแต่ตอนที่มาถึงแล้ว ถึงตอนนี้ตัวเขายังนึกเสียดายที่ไม่ได้พกเอา Note มาด้วย
และทิ้งมันไว้กับ ไดสุเกะ

กลุ่มโจรที่ตามเขามา มีกัน 13 คนพวกมันกระจายกันหาตัวเขาอยู่ มีหนึ่งในกลุ่มโจร กำลังตรงมายังมุมพุ่มไม้ที่เขาใช้เป็นที่หลบซ่อน สายเกินกว่าจะคิดหนีแล้วหากลุกวิ่งออกจากตรงนี้ บริเวณโดยรอบก็เป็น พื้นที่ว่างๆ ที่ไม่ค่อยมีต้นไม้
ไว้บดบังอีกแล้ว เท่ากับเป็นเป้านิ่งให้ปืนของพวกมันดีๆนี่เอง

โอกาสรอดมีแต่ต้องเสี่ยงหนีไปให้เร็วที่สุด อิส คิดแบบนั้นก่อนจะยันเท้าพาตัวเองพุ่งออกจากพุ่มไม้หนีตรงไปยังถนน
ที่อยู่รอบนอกของป่า

“ เฮ้ย!! มันอยู่นั่นยิงเร็ว!! ”
โจรคนหนึ่งร้องตะโกนให้พรรคพวกหันปืนมาที่ อิส ที่กำลังวิ่งหนีหน้าตั้ง โจรคนหนึ่งลั่นไกปืนออกไป
แต่กระสุนพลาดไปโดนพื้นที่อยู่ห่างจากอิส ไป 9 เมตร

ตูม!!!

เสียงระเบิดกัมปนาทพร้อมกับควันเขม่าดินที่พัดฟุ้งกระจาย อยู่ต่อหน้า ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า
แม้แต่พวกโจรต่างก็พากันตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

กระสุนที่ยิงออกไปเมื่อครู่นั้นไปกระทบโดนกับระเบิดที่ฝังไว้ใต้ดิน หากเพียงแต่อิส ก้าวเท้าเข้าไปถึงในระยะนั้น
คงได้แหลกเละกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก ข้างหลังเขาตอนนี้เต็มไปด้วยพวกโจรก่อการร้ายที่หมายจะเอาชีวิตเขา ข้างหน้าก็เป็นดงกับระเบิด
ไม่มีทางให้ไปต่ออีกแล้ว ตัวเขาคงต้องจบลงที่นี่ ช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังที่ประเดประดังเข้าสู่จิตใจของหนุ่มน้อย
เสียงลั่นปืนดังระรัวกึกก้องไปทั่วทั้งโสตประสาท ในอีกไม่กี่วินาที ตัวเขาจะสิ้นลมหายใจ
ทว่า…….

“ กิ๊วววว ”
พิ้งๆๆๆๆ


เสียงร้องแหลมๆ เหมือนเสียงของสัตว์ดังขึ้น พร้อมกันเสียงกระสุนกระทบเข้ากับอะไรบางอย่าง
แล้วถูกสะท้อนออกไป สิ่งปรากฏต่อหน้าอิสนั้นคือ ลูกมังกร….ให้ถูกต้องมากกว่านั้นคือ ครึ่งมังกรครึ่งมนุษย์
ที่มีลักษณะเหมือนจอมเวทย์ ใช่แล้วมันคือ ดรานิตี้ฮีโร่ วิซกูน ของ ธนัท นั่นเอง

รูปภาพ

“ ด้วยพลังของ วิซกูน จะทำให้การโจมตีทั้งหมดเป็นโมฆะได้…ทันเวลาแบบฉิวเฉียดเลยแหะ ”
เสียงที่ฟังดูคุ้นเคย แว่วเข้ามาจากทางซ้ายมือ ระหว่างตัวเขากับกลุ่มโจร ที่ตรงนั้นธนัท และเหล่าสมาชิก
แห่ง VR ได้มายืนรวมพลกันพร้อมหน้าแล้ว


“ ทุกคน… ” เขาพูดออกมาได้เพียงเท่านี้ ความรู้สึกตื้นตันที่ประดังเข้ามาราวกับอุดคอเขาให้พูดไม่ออก
ทุกคนตามมาถึงที่นี่เพื่อช่วยเขา

กลุ่มโจรก่อการร้าย เริ่มจะกระวนกระวายเพราะการป้องกันของวิซกูนเมื่อครู่ปัดกระสุนออกไปได้ราวกับปาฏิหารย์
เป็นเรื่องที่เหมือนกับว่าได้หลุดเข้ามาในการ์ตูนเลยก็ว่าได้ แต่มันก็เป็นความจริง ในยุคนี้อาวุธที่อานุภาพมากที่สุดในโลกคือ อสูรอัญเชิญนั่นแล อาวุธสงครามในยุคเก่าอย่างระเบิดดินปืน พลังงานนิวเคลีย หรืออะไรเทือกนั้น ต่อหน้า
พลังแห่งการอัญเชิญอสูร ต่อหน้า MAGIC มันก็เป็นเพียงแค่ของเล่นเท่านั้น ว่ากันว่า Summon Field ที่ Note กางออกมา
คุ้มครองผู้ร่ายอสูร ในการดวลนั้น มีความแข็งแกร่งขนาดที่สามารถปัดป้องการตกค้างของรังสี หรือแม้แต่ทนแรงระเบิด
ที่มีความสามารถทำลายสสาร ได้สบายๆ

“ เอาล่ะไหนๆก็เจอตัวอิส แล้วงั้นเรารีมาทำให้มันจบๆไปเถอะ พร้อมนะมาราคัส ” / Yes Sir/
โคทาโร พูดพลางประสานมือหักข้อนิ้วเล่นไปมา ที่แขนทั้งสองข้างของเขา ได้ติดตั้ง Note มาราคัส ในรูปแบบของ
Duel Mode รอเอาไว้แล้ว ก่อนจะหยิบการ์ดซีล ร่ายมันออกไป

จักรพรรดิ์มนุษย์หมาป่า (Kaiser Werewolf) ปรากฏกายขึ้นและบุกตรงเข้าใส่กลุ่มโจรด้วยความว่องไว เสียจน
พวกเขาเหล่านั้นไม่อาจใช้ปืนตอบโต้ได้ เพียงพริบตาเดียว จาก 13 คน ก็ถูกจักรพรรดิ์มนุษย์หมาป่า
อัดจนหมดสติไปเสีย ครึ่งหนึ่ง
รูปภาพ

โจรที่เหลืออีก 7 คน พากันหยุดเคลื่อนไหวใน 7 คนนี้มีคนหนึ่งเป็นหัวหน้าของกลุ่ม ซึ่งบรรดาลูกน้อง
ก็พากันมองหัวหน้าด้วยสายตาเหมือนจะขอให้ถอย แต่หัวหน้าโจร ยังดึงดันจะอยู่ต่อ
แน่นอนว่าลำพังอาวุธที่พวกเขามีไม่อาจต่อกรกับอสูรอัญเชิญได้ แต่หัวหน้าโจรยังมีสิ่งๆหนึ่งที่รองรับได้ว่า
พวกเขาจะกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกม พวก ธนัท ได้ หัวหน้าโจรหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาจากกระเป๋าย่ามที่เขาแบกมาด้วย
มันเป็นหีบห่อที่ผนึกไว้อย่างแน่นหนา หัวหน้าโจร บรรจงเปิดหีบห่อนั้น อย่างระแวดระวัง
ก่อนจะเอาสิ่งที่อยู่ในห่อให้พวกเขาดู

“ นั่นมัน…เฟรย่า ”
อิส อุทานทันทีที่เห็นมัน เขาจำมันได้เป็นอย่างดี ระเบิดพลังงานเวทมนต์ ที่พรากชีวิตของ ฟ้า ไปและเป็นอาวุธชนิดเดียว
ที่มีความรุนแรงพอจะจัดการกับสูรอัญเชิญได้ ไม่สิอานุภาพของมันนั้นหาก เพียงลูกเดียงที่พวกโจรถืออยู่
อัลวิส อาจจะกลายเป็นหลุมทรายไปเสียครึ่งหนึ่งเลยก็ได้ แน่นอนว่า Summon Field ของพวก ธนัท กันการระเบิดนี้ไม่ได้

“ คงจะรู้ดีนะไอ้หนูทั้งหลาย ถ้าเกิดพวกแกคิดจะกำแหงอีกล่ะก็ พวกเราหมดนี่จะได้กลายเป็นเศษธุรีกันล่ะ ”
หัวห้นาโจร ขู่

To be Continue
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย JiN เมื่อ เสาร์ ก.ย. 17, 2011 8:44 pm

หายยาว 55555+
ภาพประจำตัวสมาชิก
JiN
0
 
โพสต์: 1275
Cash on hand: 150.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย Mystalgika MKIII เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 7:06 pm

แฟนๆ กำลังรออย่างใจจดจ่อเลยทีเดียวครับ

ปล. ชักกลัวในพลังเฟรย่า = =
ปล.2 กลับมารอบที่ 3 แล้วนาท่านพี่ ฝากตัวอีกรอบค้าบบบบบ~ ^^
Mystalgika MKIII
0
 
โพสต์: 182
Cash on hand: 400.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 8:16 pm

เอิ่ม....โกเมนดาไซ(ขอโทษ) หายยาวเลยหลังจากลงบท 44 เหอๆ ณ เวลานี้บทที่ 45 พึ่งจะกระเตื้องไปเพียง 20%แหะๆ
สาเหตุไม่ใช่อื่นใดนอกจากติด 12หางเอ้ย...ติดงานโปรเจค(อันที่จริงก็ทั้งคู่แหละ) เลยยังไม่มีเวลาทำให้ตอนที่ 45 สมบูร์เสียที
แต่ไม่ต้องห่วงครับยังไงๆก็ยังเขียนอยู่ คิดว่าน่าจะเสร็จเอามาลงได้คงแถวเดือนตุลานั่นล่ะครับ ไม่ก็อาจจะเร็วๆนี้เลย(ถ้าโปรเจคเสร็จนะฮ่าๆๆ)

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ตัวอย่างตอนต่อไปของยทที่ 45 ไม่ได้แปะไว้ท้ายบทที่ 44 ก็ขอเอามาลงให้เป็นน้ำจิ้มไปก่อนละกันเน้อ


อ่อแล้วก็น้องเจมส์ครับ ทำพาสเวิร์ดหายเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย เหอๆคราวนี้มา มาร์คทู เลยทีเดียว = =+

Next Sub-Turn

อิส:ทำไงดีพวกมันมีเฟรย่าด้วย!
ไดสุเกะ:ไม่ต้องกลัวไปหรอกปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเอง
โคทาโร่: โย่วๆ ถ้าเจ้าได เอ่ยปากเองแบบนี้ล่ะสบายใจได้เลย

โนอา:เรื่องนั้นมันเล็กน้อย เกมที่ฉันจัดเตรียมไว้ให้พวกนายน่ะน่าสนุกกว่าตั้งเยอะ สนใจจะมาร่วม Chaos Game กับพวก
เทวาแห่งความมืดของฉันไหมล่ะ

ธนัท:เราไม่กลัวคำท้าของแกหรอก!!

เกร:จากนี้ไปอัลวิสจะหยุดนิ่งลง เป็นเวลาทั้งหมด 7 ชั่วโมงสลักระเบิดมทั้งหมด 7 ลูกขึ้นกับพวกนายแล้วนะ!

Sub-Turn 45Game Starts!!
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย Mystalgika MKIII เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 9:25 pm

Wargreamon เขียน:
อ่อแล้วก็น้องเจมส์ครับ ทำพาสเวิร์ดหายเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย เหอๆคราวนี้มา มาร์คทู เลยทีเดียว = =+



มาร์คทรีค้าบบบบบ = =+
Mystalgika MKIII
0
 
โพสต์: 182
Cash on hand: 400.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 11:01 pm

Mystalgika MKIII เขียน:
Wargreamon เขียน:
อ่อแล้วก็น้องเจมส์ครับ ทำพาสเวิร์ดหายเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย เหอๆคราวนี้มา มาร์คทู เลยทีเดียว = =+



มาร์คทรีค้าบบบบบ = =+



เบลอเลยเรา มาร์คทรีจริงๆด้วย0_O
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย boy เมื่อ จันทร์ ต.ค. 03, 2011 4:47 pm

/เข้ามาส่องฟิค แง่มๆ ::022::
ค้างคาวผม 52 ล่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ จันทร์ ต.ค. 03, 2011 9:48 pm

boy เขียน:/เข้ามาส่องฟิค แง่มๆ ::022::
ค้างคาวผม 52 ล่ะ


ชะ! =0= ซะงั้น~~ =w= แง่มๆยังอยู่ในช่วงสงครามไฟนอลข้อสอบอหังการภาคปีสามอยู่งับ ใกล้จะปราบบอสครบทุกวิชาละ
เหลือแต่บอสใหญ่(โปรเจคประจำปีการศึกษา=w=) ที่รอให้เชือด(หรือไปให้เชือดหว่า =w=) อยู่ก็ใกล้จะได้รับอิสระภาพแย้ว T wT

สถานะตัวเองตอนนี้ไม่ต่างอะไรจาก หมาป่าพาราดินที่Mp หมด และยังเหลือคริสตัลบัคอีกสองตัวorz T wT


ปล. มูเปีย RAJI งับ ^w^ (อยู่ที่นู่นจนเริ่มจะดังแหล่ว =0= ตกใจแพ้กระต่ายในอารีน่า กระต่ายจุดพุลฉลองล้มคนดังได้เง้อ~~ =0= )
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 44 To Alvis

โพสต์โดย Mystalgika MKIII เมื่อ อังคาร ต.ค. 04, 2011 1:21 am

Wargreamon เขียน:
boy เขียน:/เข้ามาส่องฟิค แง่มๆ ::022::
ค้างคาวผม 52 ล่ะ


ชะ! =0= ซะงั้น~~ =w= แง่มๆยังอยู่ในช่วงสงครามไฟนอลข้อสอบอหังการภาคปีสามอยู่งับ ใกล้จะปราบบอสครบทุกวิชาละ
เหลือแต่บอสใหญ่(โปรเจคประจำปีการศึกษา=w=) ที่รอให้เชือด(หรือไปให้เชือดหว่า =w=) อยู่ก็ใกล้จะได้รับอิสระภาพแย้ว T wT

สถานะตัวเองตอนนี้ไม่ต่างอะไรจาก หมาป่าพาราดินที่Mp หมด และยังเหลือคริสตัลบัคอีกสองตัวorz T wT


ปล. มูเปีย RAJI งับ ^w^ (อยู่ที่นู่นจนเริ่มจะดังแหล่ว =0= ตกใจแพ้กระต่ายในอารีน่า กระต่ายจุดพุลฉลองล้มคนดังได้เง้อ~~ =0= )


/me กำลังฟัดกับบอสเช่นกันครับ 555+ (แต่เป็นโปรเจคที่มันเข้ามาทุกเทอมนี่สิ = = orz)
Mystalgika MKIII
0
 
โพสต์: 182
Cash on hand: 400.00

Sub-Turn 45 Game Starts

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ อังคาร ต.ค. 18, 2011 3:31 pm

Sub-Turn 45 Game Starts

ในอดีตกาล เมื่อครั้งที่จักรวาลยังไม่ถือกำเนิดขึ้น สิ่งเราเรียกว่า เอกภพ คือขอบเขตของเวลา และ มิติ เท่านั้น
ในห้วงกระแสแห่งความเป็นไปของทั้งสองสิ่ง โลกที่อยู่ใจกลางของกระแสเหล่านั้น เรียกว่า เทอร่า
เป็นโลกประกอบ ด้วย สรวงสวรรค์ ภพมนุษย์ และ นรกภูมิ ทั้งสามภพนี้ต่างดำเนินประวัติศาสตร์ของมัน
ไปตามกระแสแห่งมิติและการเวลา

อยู่มาวันหนึ่ง เจตจำนงที่แสนชั่วร้ายก็ได้ปรากฏขึ้นบนเทอร่า มันหวังที่จะช่วงชิงทุกสิ่งมาเป็นของมัน
ถึงกับยอมทำให้กระแสแห่งมิติ และ เวลาผันผวน และชักนำ อิทธิพลที่ทรงอำนาจ อย่างพระเจ้าเหนือพระเจ้า
เข้าสู่การทำสงคราม

ในวังวนแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง ได้ปรากฏเหล่าผู้ขับลำนำศักดิ์สิทธิ์ 3 คนช่วยกันขับไล่เจตจำนงชั่วร้าย
ผู้เป็นตัวการ และปิดผนึกมันไว้ในป่าลับแล แห่งหนึ่งของ เทอร่า แม้ว่าตัวการจะถูกจัดการลงแล้วก็ตาม

แต่ทว่าผลจากการต่อสู้ของพระเจ้าเหนือพระเจ้า ส่งให้เทอร่าถูกตัดขาดออกจาก ห้วงกระแสแห่งมิติ และ เวลา
กลายเป็นโลกที่หยุดนิ่งไป…………………


……………………………………………………………………
ภายในป่าอันรกร้างแห่งอัลวิส เหล่าเด็กหนุ่มสาวต่างกำลังเผชิญหน้ากับ มหันตภัยร้าย ที่มีรูปลักษณ์อันเล็กกระจ้อยหากแต่อานุภาพของมันจัก กลืนกิน
ผืนแผ่นดินแห่งอัลวิสให้หายไป1ใน4ได้ด้วยเวลาเพียงชั่วพริบตา
ความตึงเครียดแผ่เข้าปกคลุมทั้งกลุ่มเด็กๆและพวกลูกน้องโจรด้วยกันเองก็เช่นกัน ที่ไม่คิดว่าหัวหน้าของตนจะพกพาของอันตรายแบบนี้ไว้
ไม่มีใครกล้าขยับ แม้แต่หัวหน้าโจรที่เป็นคนถือระเบิดไว้

" ถ้าพวกแกคิด….เล่นตุกติกอะไรแม้แต่นิดล่ะก็….จะให้มันเป่าที่นี่ให้เป็นจุลไปเลย!! "
น้ำเสียงของหัวหน้าโจร สั่นๆตะกุกตะกัก นั่นก็เพราะตัวเขาเองก็กลัวไม่แพ้กันกับการที่ถือระเบิด เฟรย่า
เอาไว้ในมือ จากอากัปกิริยาเช่นนี้ สแดงให้เห็นชัดแล้วว่าที่ ถืออยู่เป็นระเบิดของจริงอย่างแน่นอน
พวก ธนัท จึงต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังและให้รอบคอบที่สุด

" บ้าไปแล้วรึไง! ไม่ใช่แค่พวกเราแต่พวกแกก็ต้องโดนลูกหลงไปเหมือนกันนั่นแหละ "
มิส พูดโดยหวังจะซื้อเวลาได้บ้าง ขณะที่ไดสุเกะ ค่อยๆเดินถอยลงไปหลบหลังเพื่อนๆโดยไม่ให้พวกโจร จับพิรุธได้
และใช้หลังของเพื่อนๆบังสายตาจาก การ์ดในมือที่เขาเตรียมจะร่ายมันออกมา

“ ไม่สนโว้ย!! ถ้าพวกแก..ย…ยังรักชีวิตอยู่ล่ะก็เก็บพวกอสูรนั่นไปซะ…ล…แล้วก็ทิ้งไอ้ปลอกแขนนั่นไปด้วย ”
หัวหน้า โจรขู่เสียงสั่น มือที่ถือระเบิดก็สั่นไปตามน้ำเสียงจนน่าหวาดเสียวว่าจะเผลอหลุดมือเอาได้
บรรดาลูกน้องโจรก็พากันผวาไม่แพ้กัน แห่กันมาช่วยประคองมือหัวหน้าโจร เป็นการใหญ่

ในช่วงที่กำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น การ์ดผนึกในมือของไดสุเกะ ก็ถูกร่ายออกไปเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏเงาดำ
วิ่งไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว ฝ่ากลุ่มของพวกเค้าตรงไปอยู่ใต้มือข้างที่ถือระเบิดของหัวหน้าโจร
พริบตาต่อมา บรรดาลูกน้องโจรที่ยืนกระจุกตัวมาประคองมือหัวหน้าโจรไว้ ก็ร่างกระเด็นลอยขึ้นไปในอากาศ
รวมถึงระเบิดในมือของหัวหน้าโจรด้วย ด้วยแรงกระโจนตัวขึ้นจากเงา ของอสูรสมิงเสือดาว (Taka, the Dark Jaguar)

รูปภาพ

สมิงเสือดาว ใช้มือขวาคว้าเอาระเบิดมา ก่อนจะทะยานตัวกลับไปหา ไดสุเกะ ผู้เป็นนายด้วยความรวดเร็วชั่วพริบตา

“ ด้วย Ability ของทากะ จะสามารถ Steal การ์ดบนมือของอีกฝ่ายมาได้ ในสถานการณืแบบนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่สินะ ”

ไดสุเกะ เปรยพร้อมกับรับเอาระเบิดจาก สมิงเสือดาวมาทำการปลดชนวนทันที ด้วยความสามารถในการถอดสลัก
ปลดล็อคทุกชนิด ที่ฝึกมาเพื่อใช้ในงานของจอมโจรดาร์ค เฟรย่า จึงถูกปลดชนวนออกไปได้ในเวลาไม่กี่วินาที
ก่อนจะถูกโยนทิ้งและเหยียบจนแหลกเละด้วยเท้าของเขาเอง
บรรดาโจรทั้งหลายเห็นว่าตัวเองหมดลูกเล่นจะต่อกรแล้วจึงพากันหนีเข้าป่าไปแบบไม่คิดชีวิต

“ เท่านี้ก็ปลอดภัยแล้วสินะ…เนอะ อิส ”
ธนัท เปรยด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ กับ อิส บัดนี้เป้าหมายของพวกเขาก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว
ด้าน อิส ที่แม้จะดีใจที่เพื่อนๆ ตามมาช่วยเหลือเขาแต่ก็ยัง งงๆอยู่ว่าเหตุใด ธนัทและทุกคนถึงได้มาที่นี่ได้
ธนัท จึงต้องเริ่มเล่าทุกอย่างตั้งแต่ตอนที่รู้เรื่องของ เขาจาก ประธานมาริน่า ไปจนถึงการฟื้นฟูครอสมาเรียขึ้นมา
ใหม่ในนามของชมรม VR และการเดินเรื่องเพื่อมาที่นี่

“ งั้นเองเหรอ…ผมทำให้ทุกคนต้องลำบากซะแล้วสิ.. ”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด อิส ก็ถึงกับสลด เพราะตัวเขาเป็นเหตุให้ ทุกคนต้องดิ้นรนกันอย่างย่กลำบากเพื่อจะมาช่วยเขา

“ เอาน่าไม่ต้องคิดมากหรอก พวกเรามาที่นี่ด้วยความตั้งใจของตัวเองทั้งนั้นน่ะล่ะ ”
ธนัท ออกปากพูดแทนทุกคน เพื่อให้ อิส สบายใจขึ้น

“ เรื่องซาบซึ้งน่ะช่างมันก่อนเถอะว่าแต่จากนี้ไปจะเอายังไงต่อ… ”
เชส หนึ่งในนักเรียนตัวแทนจาก Summoner Academy ที่มาด้วยกัน ถามใส่ ธนัท และดูเหมือนลักษณะการพูดการจา
ของเขาจะทำลายบรรยากาศจนหมดสิ้น โดยเฉพาะ มิสตาลจิคัส หรือ มิส ที่ไม่ค่อยจะชอบขี้หน้า เชส เท่าไหร่อยู่
แล้วจากเรื่องที่ บาร์นเพื่อนสนิทของเขาถูกรังแก ดังนั้น มิส จึงแทบจะเป็นคนเดียวที่จ้องมอง เชส ด้วยสายตาขุ่นเคือง
มากกว่าคนอื่นๆ

“ เอ่อ…ก็นะ ที่จริงตามกำหนดการณ์เราต้องไปที่ทำการรักษาการณ์ของอัลวิสก่อน เห็นว่าพี่ภูเขา ที่เป็นมาสเตอร์ซีรีโมเน่
จะรอต้อนรับเราอยู่ที่นั่นน่ะ ”
ไดสุเกะ อธิบาย

“ ดีล่ะถ้างั้นเราก็ตรงไปที่ทำการนั่นกันเถอะ จะได้กลับบ้านกันซักที ”
ธนัท ออกตัวด้วยความลิงโลด ที่ทุกอย่างกลับมาตามแผนการณ์เสียที นอกจากนี้ยังช่วย อิส ไว้ได้
แล้วด้วย เท่านี้เมื่อไปถึงที่ทำการพวกเขาก็จะได้เดินทางกลับกันเลย

“ ว่าแต่มีใครรู้เส้นทางบ้างรึเปล่าน่ะ? ”
โคทาโร่ แย้งขึ้นมา คำถามนี้ถึงกับทำเอาทุกคนในวงนิ่งอึ้งไปตามๆกัน ไม่มีใครที่รู้เส้นทางในอัลวิสซักคน
แม้แต่อาจารย์ คริฟ ซึ่งเดิมทีพวกเด็กๆก็ไม่คิดจะหวังพึ่งอยู่แล้ว

“ ถ้าเป็นเรื่องเส้นทางล่ะก็ให้เป็นหน้าที่ผมเถอะ ”
อิส อาสา เนื่องจากตัวเขาที่มาที่นี่ก่อนพวกธนัท และเคยไปยังที่ทำการมาก่อนแล้ว ตัวเขาจึงรู้จักเส้นทาง
ดีกว่าทุกคน

“ ก็ดี..ตอนนี้เรารู้เส้นทางแล้ว แต่ว่าเดินไปคงไม่ดีเท่าไหร่ แถวนี้เท่าที่ดูน่าจะมีกับระเบิดฝังไว้อีกเยอะ ”
เชส ออกความเห็นพร้อมกับชี้ไปยังหลุมที่ถูกระเบิดเพราะกระสุนของพวกโจรไปโดนกับระเบิดที่ฝังไว้

“ งั้นเราจะไปทางอากาศก็แล้วกัน ทุกคนเอาอสูรที่บินได้ออกมาเลย ”
ธนัท พูดพร้อมกับบอกให้ทุกคนหยิบการ์ด ครู่ต่อมาพวกเขาก็พร้อมออกเดินทางบนหลังของอสูรที่เรียกมาแล้ว
โดยมี อิส เป็นคนนำขบวน

………………………………………..
แสงแดดเริ่มแรงขึ้น ดวงตะวันลอยสูงอยู่เหนือศรีษะของพวก ธนัท ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังของอสูรอัญเชิญ
เพื่อเดินทางไปยังที่ทำการอัลวิส หลังจากบินฝ่าออกจากป่าใหญ่ทางทิศเหนือมาแล้ว พวกเขากำลังจะมุ่ง
หน้าลงไปปยังทิศใต้ โดยมีเป้าสายตา คือเสาแทงค์น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่า

“ ทุกคนเห็นแทงค์น้ำนั่นรึยังครับ…เราจะลงจอดกันที่นั่นนะครับ ”
อิส ประกาศพร้อมกับชี้นิ้วไปยังทิศที่แทงค์น้ำตั้งอยู่
เบื้องล่างสถานที่ๆ แทงค์น้ำตั้งอยู่นั้นคือ พื้นที่รกร้างเต็มไปด้วงกองซากปรักของอาคาร เหมือนพึ่งจะถล่มลงมา
เมื่อไม่นานนี้ อาคารบางหลังที่ยังเหลืออยู่ก็มีสภาพทรุดโทรมราวกับพึ่งโดนพายุพัดถล่มมา

ธนัทและเพื่อนๆลงจอดบนพื้นที่ๆ กว้างพอจะเบียดเสียดร่างกายของอสูรของพวกเขา เท่าที่จะหาได้
หลังจากเก็บอสูรกลับเข้าการ์ดกันหมดแล้วจึงวิ่งมารมตัวกันที่หน้าอาคารโทรมๆหลังหนึ่ง
อาการของทุกคนดูจะไมต่างกันมาก พวกเขาพากัน แปลกใจกับสภาพรอบๆที่มีแต่ซากปรักแบบนี้

“ เอ่อ….อิส นายแน่ใจนะว่าไม่ได้มาผิดทางน่ะ? ”
ลูเซีย ถามแต่อิส ทำได้เพียงแค่ส่ายหน้า

“ ไม่หรอกครับที่นี่แหละที่ทำการอัลวิส เพียงแต่…ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้… ”
อิส ตอบแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ สองวันก่อนที่เค้าถูกส่งตัวมา ที่นี่ก็ยังมีสภาพดีอยู่ แต่ตอนนี้มันกลับเหลือแต่ซาก
ไปเสียแล้ว

อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!

ขณะที่พวกเขากำลังมึนงงกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ ก็ผลันมีเสียงกรีดร้องดังแว่วออกมาจากอาคารด้านหลังพวกเขา
แทบจะทันที ธนัท เป็นคนแรกที่พุ่งตัววิ่งทะยานเข้าไปในตึก

“ เดี๋ยว ธนัท! ”
โคทาโร่ พยายามห้ามไว้แต่ก็ไม่ทัน จึงวิ่งตามไปอีกคนสุดท้ายทุกคนก็วิ่งตามเข้าไปด้วยกันจนหมด
ภายในอาคาร แทบจะมืดสนิท ตามทางเดินมีเศษหินปูน ตกกระจายเกลื่อนพื้นอยู่เป็นระยะๆ
กลุ่มที่นำโดย โคทาโร่ พยายามวิ่งตามเสียงฝีเท้าของ ธนัท ที่ดังก้องมาตามทางเดิน

พวกเขาวิ่งขึ้นบันไดไปสู่ชั้นสอง และวิ่งตรงไปอีกหน่อยก่อนหยุด เพราะเสียงฝีเท้าของธนัท
เงียบหายไปแล้ว ในความมืดนี้ทุกคนพากันจับมือไว้แล้วค่อยๆเดินตรงไปข้างหน้า เพื่อไม่ให้หลงกลุ่มกัน
จนเมื่อมาสุดทางเดินแล้วตรงหน้าโคทาโร่ ที่เป็นคนนำกลุ่มอยู่ตอนนี้ คือประตูห้องที่เปิดแง้มไว้

มีเสียงคำรามดังลอดผ่านช่องประตูออกมา ไม่รอช้า โคทาโร่ ถีบบานประตูทิ้งทันที ก่อนจะวิ่งบุกเข้าไปด้วย
ความเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ ธนัท และเพราะความรีบร้อนนี้เองเลย ทำให้เขาลากเอากลุ่มเพื่อนๆ
ที่จับมือต่อๆกันอยู่ด้านหลังโดนกึ่งลากกึ่งจูงเข้ามาในห้องกันจนหมด

“ ธนัท เป็นอะไรรึเปล่า?! ”
โคทาโร่ ตะโกนถามทันที แต่สิ่งที่ตอบกลับมา คือเสียงคำรามและแรงลมที่พัดโหมลงมาราวกับพายุ
จนทุกคนแทบปลิวกระเด็น เมื่อลมสงบลงแล้ว พวกเขารีบเงยหน้าขึ้นมองต้นตอของลมที่อาจจะเป็นศัตรู
เหนือหัวของพวกเขา ร่างอันใหญ่โต ทอดเงาลงมาคลุมพวกเขาจนมิด ลมหายใจแห้งๆของมันดังฝืดฝาดอย่างน่ากลัว

สัตว์ร้ายตนนั้น มีปีกเหมือนนกยาวย้อยลงมา มีร่างกายคล้ายกับมนุษย์ผู้หญิงเปลือย แขนของมันมีจงอย
ยาวแหลมสีดำ หนำซ้ำบนจงอยนั้น ยังมีซากศพของ เจ้าหน้าที่เสียบอยู่ ถึงสามร่าง

รูปภาพ

“ อสูรอัญเชิญ….ไม่สินี่มัน… ”
โคทาโร่ เปรยแต่แล้วก็ชะงักคำพูดเอาไว้ เป็นเพราะแรงกดดันจาก อสูรนั้นมันมาก เกินกว่าที่จะเป็นอสูรธรรมดาๆ
แม้ว่าตัวเขาที่เคยผ่านการดวลมาอย่างโชกโชน และเผชิญหน้ากับอสูรที่ร้ายกาจมาหลายครั้ง หรือแม้แต่อสูรเทพก็ตาม
แต่ไม่มีครั้งไหนๆเหมือนครั้งนี้ แรงกดดันของอสูรตนนี้ แสดงถึงความชั่วร้าย ที่สัมผัสได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนึง
เพียงแค่ยืนอยู่ในที่แห่งนี้ก็รู้สึกเหมือนกับว่าจิตใจกำลังจะถูกครอบงำ เรื่องชั่วช้าต่างๆแทบจะผุดขึ้นมาในหัว
เป็นสภาพจิตที่ชวนให้รู้สึกหงุดหงิด

“ ทุกคนระวังนะ เจ้านี่ไม่ใช่อสูรธรรมดาๆ! ”
เสียงของ ธนัท ดังมาจากทิศทางเบื้องล่างของ อสุรกายนั่น ธนัท กำลังผยุงร่างบาดเจ็บปางตายของเจ้าหน้าที่อยู่คนหนึ่ง
โดยที่มี กริฟฟินขนทอง ใช้แผ่นหลังและกางปีกรับเอากรงเล็บซึ่ง อสรุกายตนนั้นใช้มันจู่โจมเข้ามา
โคทาโร่ ไม่รีรอที่จะช่วย ธนัท ทันทีมือขวาของเขาพุ่งที่กองการ์ดในปลอกแขนซ้ายแล้ว

“ หยุดอยู่แค่นั้นแหละ! ”
เสียงตะโกนทำให้ โคทาโร่ ชะงักมือทันที และเมื่อมองไปที่ ธนัท อีกครั้งหนนี้มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคน เป็นชายร่างสูงในชุด
เสื้อคลุมสีดำตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ทุกคนจำเครื่องแบบเช่นนี้ได้ดี ชายผู้นี้คือ 1 ในกลุ่มคนที่บุกโจมตีโรงเรียน
พวกที่เรียกตนเองว่า ดาร์คเดวา

“ หากพวกเจ้าจักไม่ห่วงชีวิตของสหายก็เชิญเข้ามา ”
ดาร์คเดวา กล่าวพร้อมกับชี้ไปที่ธนัท ซึ่งอยู่ข้างๆ พวกโคทาโร่ เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที ตอนนี้ธนัท
ตกเป็นตัวประกันของ อีกฝ่ายไปแล้ว

“ หึๆ น่าขันสิ้นดีนี่รึคือชายผู้ที่สั่นคลอน เนโอนาซี ได้ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเสร็จเอาง่ายๆแบบนี้ ”
คำพูดของ ดาร์คเดวา สะกิดใจ โคทาโร่ เข้าทันที ดาร์คเดวา กับ เนโอนาซี สองอย่างนี้มีความเกี่ยวข้องกัน
ด้วยผลสรุปนี้ การที่พวกเขามาเจอดาร์คเดวาที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
แต่ใจความสำคัญซึ่งสะกิดใจเขามากที่สุด เห็นจะไม่พ้นเรื่องที่พวกมันมุ่งเป้ามาที่ ธนัท

{จะว่าไปก็ตั้งแต่ตอนที่มันบุกมาที่โรงเรียน ตอนนั้นเราคิดกันว่าเป้าหมายของพวกมันคือ มาสเตอร์ซีรีโมเน่
แต่สงสัยจะไม่ใช่ซะแล้วสิ บางทีตอนศึกสามเทพบรรกาลก็ด้วย ทั้งเจ้าอดัม นั่นทั้งดาร์คเดวา พวกมันต่างก็มี
เป้าหมายมาที่ ธนัท เป็นอย่างที่ พี่เกร บอกเลย ธนัทกำลังตกอยู่ในอันตราย}

โคทาโร่ ย้อนนึกไปถึงคำพูดของเกร ที่ได้ฟังมาหลังถูกช่วยจาก การสังหารโดยตัวเขาอีกคน ในวันนั้นหลังจากที่เขายอมรับ
ในตัวเกร และเปิดใจให้ เกร ได้ย้ำเตือนเขาให้คอยปกป้อง ธนัท เอาไว้ ทว่าตอนนี้แค่จะเข้าไปช่วย
ธนัท ออกจากวงล้อมศัตรูตัวเขายังไม่มีพลังพอจะทำมันได้เลย

“ ออกห่างจากทานาทอส ซะเจ้าเศษสวะ! ”
น้ำเสียงดุดันที่ฟังแล้วคุ้นหูนี้ ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับชายผ้าคลุมสีแดงที่คุ้นตา เพียงชั่วพริบตา
ดาร์คเดวา และอสูรรับใช้ ก็พากันกระเด็นไปชนกำแพงห้องพร้อมๆกัน

“ พี่เกร !!! ”
โคทาโร่อุทานขึ้นมาทันที ผู้ที่ปรากฏตัวมาช่วยเหลืออย่างไม่คาดคิด คือ เกร กีก้าเสลฟ ประธานองค์กรพัฒนาสันติภาพโลก
และผู้ดำรงตำแหน่งมาสเตอร์ซีรีโมเน่ลำดับที่ 6 และเป็นผู้ถือครองพระเจ้าผู้ไม่สิ้นสุด หนึ่งใน ฮีโรอิค(Heroic)

“ อั่ก…ก…แก..เฮือก! ”
ดาร์คเดวา ยันตัวลุกขึ้นมาหลังจากลงไปคลุกฝุ่น ก่อนจะต้องหน้าซีด ด้วยความหวาดกลัว ยามได้เห็นชาย
ผู้เข้ามาขัดขวางคือ เกร

“ อย่างพวกแกฉันคงทำแค่ไล่ไปเฉยๆไม่ได้ จะช่วยปลดปล่อยจากการจองจำของพระเจ้าให้เดี๋ยวนี้แหละ ”
เกร เปรยพร้อมกับหยิบซีลการ์ด ขึ้นมาเตรียมจะจัดการกับ ดาร์คเดวา ที่เอาแต่สั่นเป็นลูกนก ทว่า
ก่อนที่จะได้ทันลงมือใดๆ สันหลังของเกร เย็นวาบขึ้นมาแทบจะทันที เมื่อเขาสังเกตุไปรอบๆถึงพึ่งเห็น
กลุ่มหมอกสีดำลอยล่องอยู่รอบๆห้อง จากกลุ่มควันจางๆ พวกมันไหลเข้ามารวมตัวกันขวางไว้
ระหว่างเขากับดาร์คเดวา

“ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสินะ…อ้อไม่สิครั้งแรกต่างหากที่เราได้มาพบหน้ากันตรงๆ ใช่ไหม ทานาทอส~~ ”
น้ำเสียงอันแหบแห้งและชวนให้รู้สึกเย็นยเยือก ราวกับโดนเอาน้ำเย็นรดใส่ต้นคอที่ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา
แขนเสื้อสีขาว ปรากฏออกจากกลุ่มหมอกดำ และลากเอาร่างเจ้าของเสียงในชุดสีขาวตามมาด้วย
เขาสวมเสื้อที่มีคอเสื้อสีเหลือง ยาวขึ้นมาจนบดบังใบหน้าครึ่งล่างเอาไว้

รูปภาพ

“ เสียงนี่มัน เหมือนกับตอนที่สู้กับเจ้าอดัมนั่นเลย….หรือว่า?! ”
ธนัท อุทาน เขาจำน้ำเสียงเช่นนี้ได้ดี มันเป็นเสียงเดียวกับคนที่ควบคุม อดัม และใช้ชีวิตของโคทาโร่
มาข่มขู่เขานั่นเอง ชายชุดขาวเจ้าของเสียง มองมาทีเขาด้วยอิริยาบถแสนจะพึงพอใจ

“ ดีใจจริงๆที่นายอุตส่าห์จำฉันได้สมกับที่เป็นที่รักของฉัน ใช่แล้วฉันคือคนที่ให้อดัมพาเหล่า
อสูรบรรพกาล ไปบุกโจมตีเอง ”
ชายชุดขาว กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

“ เจ้านี่มันเป็นใครกัน?... ”
โคทาโร่ สบถ

“ หัวหน้าใหญ่ของ เนโอนาซี ตัวการของทุกปัญหาที่พวกนายประสบมาหมดนั่นล่ะ
ไคเซอร์ที่3 แห่งเนโอนาซี โนอา ฮิตเลอร์….. ”
คำตอบของ เกร ทำเอาทุกคนถึงกับตกใจตาเบิกโผลง ระดับหัวหน้าของศัตรูที่พวกเขากำลังท้าทายได้มาอยู่ต่อหน้าแล้ว

“ โฮ่รู้ดีจังนะ แต่ถึงยังไงมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันชอบขี้หน้าแกขึ้นมาร้อก โดยเฉพาะกับคนชอบสอดแบบแก ”
ชายชุดขาว ชายตามมองมาที่ เกร และแสดงอิริยาบถเหมือนกับรำคาญผ่านทางสายตา

“ แต่นั่นมันก็แค่เปลือกนอก….ตัวจริงของแกเป็นใครกันแน่ ”
เกร ไม่สนกับท่าทีของอีกฝ่ายหากแต่เขาต้องการเพียงคำตอบเดียวที่เขายังไม่รู้ ตัวตนที่แท้จริงของ ชายชุดขาว

“ ผมเป็นใครน่ะเหรอ….เห็นแก่ฝีมือที่อุตส่าห์พยายามขัดขวางแผนการณ์ของผมมาได้ตลอด จะตอบให้ก็ได้ ”
ชายชุดขาว เปรย

“ ฉันคือผู้ที่เจิดจรัสยิ่งกว่าแสงแห่งพระเจ้าและดำมืดยิ่งกว่าหัวใจของซาตาน ”
ชายชุดขาว ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ ราวกับไม่มีความเกรงกลัวใดๆต่อพระเจ้าหรือปีศาจ เลย

“ งั้นตอนศึกสามอสูรบรรพกาลนั่นคนที่ช่วยโคทาโร่ เอาไว้ก็คือ รุ่นพี่เกร เองสินะ… ”
ธนัท พูดพร้อมกับหันไปหา เกร เพื่อขอคำตอบ แม้จะไม่มีใครพูดตอบอะไรมาแต่จากท่าทาง
ของทั้ง โคทาโร่ และ เกร แล้วก็พอจะช่วยให้เข้าใจได้

“ ถ้างั้นพี่ก็ไม่ใช่ศัตรูของพวกผมสินะ.. ”
ธนัท ถามเพื่อขอความมั่นใจ

“ นั่นมันขึ้นกับนาย… ”
เกร ตอบลอยๆ เหมือนกับว่าตัวเขาเองไม่สามารถที่พูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำ แต่สำหรับ ธนัท
เมื่อย้อนนึกไปถึงความทรงจำในอดีตที่เขาเคยพยายามจะลืมมันไป วันเวลาที่ได้รู้จักและเล่น
กับ เกร เมื่อตอนนั้น มันทำให้เขาพอคิดจะไว้ใจในตัว เกร ได้

ธนัท วางร่างของเจ้าหน้าที่ ที่เขาพยุงไว้ลง ก่อนจะให้ คอรัส บินจากหัวลงมาเกาะที่แขนแล้วเปลี่ยนเป็น
ปลอกแขนสำหรับดวล


“ แหะๆ…พี่เกร เนี่ยแบบนี้ทุกทีเลยชอบทำอะไรอ้อมค้อม เอาเป็นว่าพี่เป็นพวกเดียวกับผมก็แล้วกัน…
เอาล่ะมาสู้ด้วยกันเถอะ ”
ธนัท พูดพร้อมกับจับซีลการ์ดขึ้นมา และร่ายออกไปในทันที ยามเมื่ออสูรปรากฏตัวขึ้นก็เกิดแรงผลักระเบิดออกมา
จนพาให้เพื่อนๆแทบจะปลิวไปกับแรงผลักนั้น ร่างของจ้าวมังกรสรรพธาตุ อาแมนคริสยืนตระหง่านเผชิญหน้ากับอสูร
ของดาร์คเดวา

รูปภาพ

ทันทีที่ถูก ธนัท เห็นว่าเป็นศัตรูและยังเหมาเอา เกร เปนพวกพ้องแทน ปฏิกิริยาของ ชายชุดขาวก็เปลี่ยนไปในพริบตา
สายตาที่เคยเย็นชาและดูสงบ แปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่ดุดันและแข็งกร้าวด้วยความโกรธ ใช่แล้ว ชายผู้นี้กำลังโมโห
อย่างสุดขีด ราวกับถูกแย่งคนรักไป


“ บังอาจมาแย่ง ทานาทอสไปจากฉันงั้นเรอะหนอย!! ”
ชายชุดขาว ขบเขี้ยวเคี้ยวกรามด้วยความเจ็บแค้น และหันไปมอง ร่างของอาแมนคริสที่ ธนัท อัญเชิญมา
ก่อนจะตะโกนด้วยเสียงอันดัง

“ แหลกไปซะ!!!! ”
เสียงตะโกนของชายชุดขาวดังลั่นกึกก้องปานฟ้าร้อง แต่สิ่งยากจะเชื่อได้เกิดตาม มาทันทีร่างของอาแมนคริสแหลกสลาย
กลายเป็นละอองเวทมนต์ ก่อนจะควบอัดกลับเป็นการ์ดไป

“ อ..อะไรกันใช้แค่เสียง…ก็ทำให้อาแมนคริส หมดสภาพได้แล้ว…. ”
ธนัท เปรยเสียงสั่น บัดนี้ชายชุดขาวได้แสดงให้พวกเขาได้เห็นถึงระดับที่แตกต่างกันอย่างจังๆ
ทุกคนเว้นแต่เกร ต่างก็ถูกสั่นคลอนจิตใจให้สะท้านไปถึงก้นบึ้ง

“ แค่นี้ยังน้อยไป ฉันยังมีที่เด็ดๆกว่านี้อยู่อีกเยอะ หวังว่าเธอจะสนุกกับมันนะ ทานาทอสที่รัก หึๆๆ ”
ชายชุดขาว กล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนเรียกให้หมอกสีดำที่ยังกระจายตัวอยู่รอบห้อง มารวมกัน
สายหมอกสีดำห่อหุ้มร่างของ เขาดาร์คเดวา และอสูรของมันด้วย และจางหายไปในความมืด
กลุ่มหมอกพากันพุ่งทะยานขึ้นไปชนเพดาน จนหลังคาของอาคารทะลุกลายเป็นรูกว้าง
เมื่อกลุ่ม หายไปหมดแล้ว ทั้งชายชุดขาว ทั้งดาร์คเดวาและอสูรของมัน ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว
แสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามาจนเห็นสภาพภายในห้องที่เละเทะไปหมด

“ หมายความว่ายังไงกัน มันตั้งใจจะทำอะไรกันแน่.. ”
ธนัท เปรยด้วยความสงสัยกับข้อความที่ชายชุดขาวทิ้งไว้

“ ร…ระ…ระเบิด… ”
เจ้าหน้าที่ ที่ธนัทช่วยเอาไว้จากเงื้อมมือของดาร์คเดวา พยายามจะพูดออกมา ใจความที่จับได้นั้นทำให้ทุกคนหันมามอง
ด้วยความสนใจ

“ พ…พวกมันวางระเบิด…เฟรย่าไว้ที่นี่.. ”
เจ้าหน้าที่ กล่าวด้วยแรงเฮือกสุดท้ายและชี้ไปยัง วัตถุโลหะหน้าตาประหลาดก่อนที่จะหมดสติไป

“ คุณน้า!! ทำใจดีๆไว้นะ!! ”
ธนัท รีบเข้ามาประคองตัว เจ้าหน้าที่เอาไว้ด้วยความตกใจ เพราะคิดว่าเขาสิ้นใจแล้ว แต่ เชสก็เดินเข้ามาขว้าข้อมือ
ไปจับชีพจร ก่อนจะบอกให้ ธนัท รู้ตัว

“ ยังหรอก แค่หมดสติไปเพราะความช็อกน่ะ ”

“ งั้นเหรอ..ค่อยยังชั่ว ”
ธนัท เปรยด้วยความโล่งอก แต่ทว่าตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่อาจนิ่งนอนใจได้ สิ่งที่คาดว่าอาจจะเป็นระเบิดเฟรย่า
อยู่ในกล่องโลหะ ที่ตั้งอยู่ในห้องนี้ ไดสุเกะ เป็นคนแรกๆที่เดินออกจากกลุ่มเข้าไปดูกล่องโลหะนั้นอย่างระมัดระวัง

ไดสุเกะ ใช้สองมือแตะลงไปบนฝากล่องและเปิดอย่างระวังที่สุด สิ่งที่เผยออกมาใต้ฝากล่องนั้น
คือระเบิดเวลา 7 ลูก ที่ถูกตั้งเวลาให้เหลืออีกแค่ 1นาทีกว่าๆ ก็จะระเบิด

“ เป็นไงพอจะปลดชนวนได้ไหม ไดสุเกะ? ”
โคทาโร่ เดินเข้ามาถามแบบกล้าๆกลัวๆ สีหน้าของไดสุเกะ ดูซีดเซียว เรื่องนี้เหมือนจะเป็นงานหนักสำหรับเขา

“ ม..ไม่ได้หรอก ระเบิดนี่น่ะมีการเชื่อมต่อตัวสังระเบิดจากข้างนอกด้วย ถึงจะปลดชนวนที่นี่ได้ แต่ถ้าเวลาหมด
ตัวจุดชนวนด้านนอกก็จะทำให้มันระเบิดอยู่ดี ”
ไดสุเกะ อธิบายลำพังตัวเขาคนเดียวไม่อาจจะปลดชนวนของระเบิดนี้ได้ และด้วยอำนาจของเฟรย่า ถึง 7ลูก
ไม่เพียงแค่อัลวิส ที่จะหายไป แต่อาจเป็นประเทศไทยทั้งประเทศที่จะแปรสภาพเป็นหลุมบ่อขนาดยักษ์ในพริบตา

“ ฮาฟ สแตนบายท์ เทเลอะบิลิตี้เจนเนอเรชั่นโหมด(Tele Ability Genretion Mode) ” /Yes, Sir. TAG ON!! /
เกร สั่งให้ Note ของเขาทำงาน จี้ห้อยคอของเขาตอบรับกลับด้วยเสียงทุ้มกังวาล ก่อนจะแปรสภาพตัวเองกลายเป็น
ละอองเวทย์และล่องลอย ออกไปจากรูที่บนเพดานที่ หมอกดำของชายชุดขาวทิ้งไว้
ครู่ต่อมา ก็เกิดแรงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วภาคพื้นทั้งอัลวิส ส่งผลให้อาคารที่พวกเขายืนอยู่โยกไหวตามไปด้วย

“ มะ..เมื่อกี้มันอะไรกัน แผ่นดินไหวเหรอ?! ”
ธนัท พูดทั้งเขาและทุกคนต่างก็มีสีหน้าตกใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เว้นแต่ เกร ที่เหมือนจะรู้อยู่แล้ว
จึงไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา

“ ว….เวลา! เวลาบนเครื่องจุดชนวนมัน…หยุดลงแล้ว! ”
ไดสุเกะ อุทานด้วยความตกใจ เมื่อตัวเลขนับถอยหลังบนหน้าปัดหยุดนิ่งลงที่ 59 วินาที และไม่ขยับเดินต่อไปอีก

“ จากนี้ไปเวลาของอัลวิสจะถูกปิดตาย 7 ชั่วโมง ด้วยความสามารถ หมุดแห่งกาลเวลา ของNote ที่ฉันสแตนบายน์ไป ”
เกร ประกาศก่อนจะหันไปถาม ไดสุเกะ ต่อ

“ มีตัวจุดชนวนภายนอกกี่จุด ”

“ ทั้งหมด 7 จุดครับ ส่วนที่ตั้งถ้าจูนสัญญาณจาก เครื่องจุดชนวนที่นี่ไปก็น่าจะจับตำแหน่งได้ ”
ไดสุเกะ ขานตอบ

“ แล้วตัวจุดชนวนด้านนอกนั่น ถ้าทำลายไปจะมีผลกับตัวระเบิดรึเปล่า ”
เกร ถาม

“ ไม่ครับ ตัวจุดชนวนที่อยู่ด้านนอกเป็นแค่ Supply สำรองของตัวจุดชนวนที่เครื่องหลักเท่านั้น ถ้าเวลากลางที่ถูกตั้งไว้
ยังไม่หมดลงตัวจุดชนวนจะไม่ทำงานครับ ”
ไดสุเกะ อธิบาย

“ แปลว่าแค่ทำลายเครื่องจุดชนวนข้างนอกให้หมด แล้วค่อยปลดชนวนเครื่องก็หมดปัญหาสินะ ”
เกร สรุป ซึ่งไดสุเกะ ก็พยักหน้าให้แทนคำตอบ

“ ถ้างั้นที่เหลือก็คงต้องฝากพวกนายแล้วล่ะ เครื่องจุดชนวนระเบิด 7 จุด กับเวลา 7ชั่วโมงที่ฉันพอจะยื้อไว้ให้ได้… ”
เกร พูดขณะที่หันสายตามาที่ ธนัท และพวกพ้องที่เหลืออยู่ ก่อนจะเริ่มประชุมตกลงเพื่อจัดคนที่จะไปตามจุดต่างๆ
ระหว่างนั้นเอง ธนัท ก็สังเกตุเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของ ลูเซีย ที่เอาแต่หันซ้ายทีขวาที ราวกับมองหาอะไรบางอย่าง

“ มีอะไรรึเปล่า ลูเซีย เห็นหันควับ มาตั้งแต่ตะกี้แล้ว ”
ธนัท ถาม

“ ก็อาจารย์ คริฟ กับนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ชื่อ แพน ราโด ทั้งสองคนไม่อยู่ที่นี่น่ะสิ ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ”

…………………………………
To be Continue
………………………………..

Next Sub-Turn

จูได: ตอนหน้าตาฉันแสดงฝีมือแล้ว คอยดูกันให้ดีนะทุกคน Gotcha!!
Sub-Turn 46 วิกฤติของดรานิตี้ฮีโร่

หลังจากล้มบอสตัวสุดท้าย(โปรเจคประจำปี)สำเร็จ และแล้วก็เขียนเสร็จจนได้เห้อเหนื่อย~~~
พูดถึงอนิเมในปีนี้ หลังจากได้ดู Yu-Gi-Oh Zexal แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่า
SMN VR TAG ของตรูได้เป็นอนิเมไปแล้วสินะนะนะนะนะนะ(เอคโค่)!!!!!

มันอะไรกันเนี่ย เล่นการ์ดไปมีแปลงร่างไม่พอ ยังจะหยุดเวลาได้แบบ เกร อีก (= w =)
โอย~~ แถมนัมเบอส์ พวกนั้นมันอะไรล่ะนั่นหยั่งพระเจ้าผู้ไม่สิ้นสุด ไม่พอพี่แกยังจะเล่นทีม อีกห้วงมิติ
กับอวกาศเหมือนเราอีก นี่โปรดิวเซอโคนนามิ เค้าเป็นแฟนนิยายเราป่ะเนี้ย เหอๆๆๆๆๆ
ดูไปเดจาวูไปorz~~~~
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 45 Game Starts

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ จันทร์ มี.ค. 12, 2012 4:32 pm

แง่มๆ วันนี้ที่มาโพสก็ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษหรอกนะครับ แค่คิดถึงบวกกับไม่ได้เข้ามาแตะบอร์ดนานมากแล้ว
ตัวนิยายก็ดองยาวเลย อันเนื่องมาจากว่า ดันคัดตัวติดโครงการฝึกงานนี่ล่ะเลยเสียเวลาเดินเรื่องไปหลายเดือน
กว่าจะพอมีเวลาก็ปาเข้าไปจนสอบไล่แล้วเหอๆ =w= ตอนล่าสุดเขียนว่า Game Start แต่ไปๆมาๆ เหมือนจะกลายเป็น Game Over
หายยาวซะจนหลายคนเลิกตามแล้วมั้งเนี่ยเหอๆ = =(ยังหัวเราะออกอีกนะตรู) เอาเป็นว่าเดี๋ยวช่วงปิดเทอมนี้คงจะพอเจียดเวลาช่วงฝึกงานมาเขียนได้บ้าง (แต่อาจต้องลงเป็นรายเดือนแทน)


ว่าไปแล้วที่วันนี้นึกครึ้มมาตอบโพสก็ไม่มีไรมากหรอกครับผม ก็แค่จะมาอวยให้กับภาพนี้ (สปอยเนกิมะนะจ๊ะ)

























รูปภาพ

และ เยียวยาอาการปวดตับปวดไต ให้กับตอนจบของเนกิมะ ในตอนที่ 355ด้วย อ๊าคคคคจบหาหมอนไปไหมจารย์เคน!!!
(อ๊ะมันต้องปาอาติแฟคการ์ดสินะ =_=+)

เห้อว่าแล้วก็ขอตัวไปเคลียงานต่อล่ะครับ ส่วนตอนที่ 46คาดว่าถ้าไม่มี Accident อะไร ข้าน้อยจะเอามาลงภาย
ในสิ้นเดือนนี้แน่นอนขอรับ


ปล.แล้วอาเนีย ล่ะ หายต๋อมเลยไม่มีพูดถึงักนิด =_=+ OTL
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง SMN FanCard FanArt & FanFic

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron