Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อังคาร เม.ย. 16, 2024 6:41 pm

หน้าเว็บบอร์ด ส่วนของผู้เล่น SMN FanCard FanArt & FanFic SMN VR TAG TURN (THE FINAL ACT):Sub-Turn 96.5 Final Act Tile

สำหรับลงรูปแฟนอาร์ตและนิยายแต่งเองของชาวSMNครับ

Re: SMN VR TAG TURN!!:Up Sub-Turn 37 Thanat X Grea

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ ศุกร์ ก.พ. 11, 2011 3:54 pm

Sub-Turn 37 Thanat X Grea


……………………………………..

เบื้องหน้า การุรุ ท่วมไปด้วยทะเลเพลิงกำลังคืบคลานใกล้เข้ามา ยางมะตอยบนพื้นถนนยังละลายหยาดเยิ้ม
แล้วตัวเขาเล่าหากถูกกลืนเข้าไปในทะเลเพลิงนั้น คงกลายเป็นตอตะโกในพริบตา
อันที่จริงแล้วเขาเคย เข้าอบซาวน่า เพื่อลดน้ำหนักเป็นเวลา 30 นาที มาแล้วความรู้สึกตอนนั้น
เหมือนกับเป็นมันฝรั่งที่พึ่งออกจากเตาอบใหม่ๆ เนื้อหนังส่งกลิ่นหอมจนอยากจะกัดเลียเม็ดเหงื่อที่
ชุ่มอยู่บนตัวของตัวเอง เพราะกระหายเลยล่ะ แต่ตอนนี้ข้างหน้ามัน…….

ร้อน! ร้อน!ร้อน!ร้อน! ร้อน!ร้อน!ร้อน! ร้อน!ร้อน!ร้อน! ร้อน!ร้อน!ร้อน! ร้อน!ร้อน!ร้อน!
ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน!

ไฟพวกนั้นจะทำให้ผิวขาวนวลผุดผ่องของฉันกลายเป็นตอไหม้ดำๆ ร้อน!ร้อน!ร้อน!ร้อน! ร้อน!ร้อน!ร้อน! ร้อน!ร้อน!ร้อน! หนี?.....ใช่แล้วต้องรีบหนี อ๊ากกกกกก

ยังไม่ทันแม้แต่คิดที่จะขยับก้าวขาออกเดิน เปลวไฟก็กลืนร่างทั้งร่างของ การุรุ เข้าไปไม่มีแม้แต่เวลาให้รู้สึกถึงความร้อน
ที่กำลังแทรกซึมผ่านเข้ามาตามเนื้อหนัง หรือ ทันดมกลิ่นไหม้ของเสื้อผ้า โลกของการุรุกลายเป็นสีแดงไปชั่ววูบ
วินาทีต่อมา พายุเพลิงคลายตัวออกและทิ้งไว้เพียงร่างหม่อมแมม จากเขม่าควัน ห่อด้วยผ้าไหม้เกรียมๆ เหมือน
เวลาที่คุณเผลอเปิดเตารีดทิ้งไว้แล้วไปรับโทรศัพท์ พอกลับมาอีกทีก็ร้องโผลงตกใจอย่างหัวเสียอะไรทำนองนั้น

ธนัท เดินอ้อมหนียางมะตอยที่ละลายอยู่บนพื้นไป และเปลี่ยนให้ คอรัส กลับเป็นหุ่นยนต์นกอีกครั้ง
เขาสั่งให้มัน ฉายจอโฮโลแกรมขึ้นมาก่อนจะใช้มือลากจิ้ม บนจอเพื่อหาเบอร์โรงพยาบาล หลังจากเคาะ
ปุ่มส่งรายงานสถานที่ไปเรียบร้อยจอโฮโลแกรมก็ปิดลง

“ ขอโทษนะที่เล่นแรง แต่ยังไงก็ไม่ถึงตายหรอก ผมเรียกรถพยาบาลให้แล้วด้วยอีกซักพักก็มาแล้ว…โชคดีนะ ”

แล้ว ธนัท ก็เดินหายลับไปราตรีนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆนั้น พากันออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น พื้นถนนอึกอึงไปด้วยเสียงจอแจ
และเสียงไซเรนของ รถพยาบาลที่ดังในเวลาต่อมา

…………………………………………………….

ทำไมเด็กหนุ่มธรรมดาๆคนหนึ่งถึงต้องเข้ามาพัวพันกับการต่อสู้ของเหล่าพระเจ้าด้วย เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มขึ้น
นับแต่วันนั้นเมื่อ 3 ปีก่อน หรือ 1 ปีเศษก่อนการต่อสู้กับ คิงปอร์ ที่ทำให้ ธนัท กลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา

………………………….
มันเป็นช่วงกลางเดือน มิถุนายน ปี พศ.2699(ค.ศ. 2156) พี่ศรี พี่ริน เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้ง
เป็น มาสเตอร์ซิลีโมนี่(Master Ceremony)ได้เพียง ครึ่งปี ภาระงานต่างๆนับว่ายุ่งกว่า
ชีวิตเด็กม.ต้นปีสุดท้ายธรรมดาๆ มาก ทุกสุดสัปดาห์ พี่ศรี จะพาเพื่อนมาที่บ้านเพื่อจะคุยธุระกัน
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับคนๆหนึ่ง และเป็นผู้จุดประกายความเป็นนักร่ายอสูรในตัวเองให้ตื่นขึ้นมา


“ ว้า~~แพ้อีกแล้วล่ะ ”
หนุ่มน้อยวัย 13 ปี ทิ้งตัวนอนลงบนพื้นห้อง หลังจากเล่นการ์ดแพ้ มาถึง 3 ครั้งรวดทำให้เกิดความเซง
จนอยากเลิก

“ นั่นเพราะ ธนัท เอาแต่รับอย่างเดียวน่ะสิ ถ้าไม่บุกเข้ามาก็ไม่มีทางได้ศพศัตรูง่ายๆหรอกนะ ”
เด็กหนุ่มรุ่นพี่ วัย 15 ปี นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม โต๊ะญี่ปุ่น ที่ถูกใช้เป็นพื้นที่วางการ์ด มองมาที่เขาด้วยสายตาอ่อนโยน
รอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเขาเป็น เพียงจุดขายเดียวที่ ธนัท จำได้ที่เหลือนั้น มันช่างเลือนลาง

สิ่งที่ยังจำได้อย่างแม่นยำ คือความอ่อนโยน และ ความน่าเกรงขามที่ทำให้รู้ยกย่อง เขามักจะพูดเสมอว่า อสูร
มีความนึกคิดมีความรู้สึก นอกจากนี้เขายังพูดอีกว่าตัวเอง สื่อสารกับ อสูร ได้และผมเชื่อว่าเขาไม่ได้โกหก
หลายต่อหลายครั้ง ที่ได้ดวลกับเขา แม้จะมีบางครั้งที่สามารถต้อนเขาจนมุมได้แต่การ์ดที่จะแก้สถานการณ์ กลับ
จับขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ในตัวอสูรก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มำให้ ผมแพ้มาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง
ต่อกี่ครั้ง น่าขำ เพื่อนสนิทของพี่ชาย ผู้ใจดีคนนี้ เป็นคนโปรดที่เขานับถือมาตลอด แต่กลับจำหน้าไม่ได้

นั่นเพราะช่วงสามปีที่ผ่านมา ผมพยายามมาตลอดที่จะลืมเรื่องของคนๆนี้ซะ แต่แม้จะลืมใบหน้าแสนอ่อนโยนไป
เรื่องราวที่สร้างบาดแผลให้กับจิตใจก็ยังตราตรึงมาจนถึงวันนี้

เพื่อนของพี่ศรี มักจะมีสุนัขที่เลี้ยงไว้ตามมาด้วยเสมอๆ มันเป็นพันธุ์บางแก้ว สุนัขขนยาวสองชั้น มีขนแผงคอคล้ายสิงโต
ใบหน้าเรียวแหลม หางยาวเป็นพวงและขึ้นชื่อว่าดุ จริงๆนะข้อมูลตามเว็บไซต์ก็เขียนไว้แบบนั้น แต่ไม่รู้ทำไม
เจ้าเบโอวูฟล์(Beowolf) ที่ เข้าเลี้ยงไว้มันกลับเป็นสุนัขที่ขี้เล่นซะมากกว่า ครั้งแรกที่เจอกับมัน ผมไม่รู้สึกกลัวมันเลย
แถมยังยอมเข้ามาคลอเคลียด้วยอีก เกินกว่าจะเป็นวิสัยของหมา น่าจะเรียกว่าเหมือนแมวมากกว่า
แต่มันก็ยังดูสง่า และเวลาเอาจริงมันก็ยังคงความเป็นสุนัขที่น่าเกรงขาม ดุดัน เจ้าเบโอวูฟล์ จะมีปลอกคอสีแดง
เลือดหมู และห้อยตราแกะสลักรูปค้อนทำจากแผ่นโลหะบางๆ

ช่วง ปลายเดือนตุลาคม ของปีนั้น พี่เค้ายังคงมาหารือกับพี่ศรีบ่อยๆ และก็พามันมาทุกครั้งด้วย วันนั้น
ผมพามันไปที่ลานใกล้แม่น้ำแถวบ้าน เพื่อจะอวดมันกับ พวกเคียว

ที่ลานข้างแม่น้ำ เคียว และ ชุติการ ในวัย 13 ปี รอบตัวพวกเธอรายล้อมไปด้วยกลุ่มคนแปลกหน้า บุคคลเหล่า
นี้ ล้วนแต่งกายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ และคลุมหน้าไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าคล้ายกับพวกนักบวชในยุคกลาง
ที่ส่วนเชิงหมวกจะมีตรากางเขนและรูปพระแม่มาเรีย ติดไว้ทุกคน เบื้องหน้าคนเหล่านั้นคือชายสูงวัย
ในชุดเสื้อคลุมเหมือนพวกบาทหลวงย้อนยุค หมวกทรงสูงสีขาวติดตราสัญลักษณ์ของพระแม่มาเรีย
เช่นกัน เขาผู้นั้นคงจะเป็นผู้นำของกลุ่มคนเหล่านี้

ผมก้าวขาช้าลงจนกลายเป็นหยุดเดินไป ตอนนี้ผมหยุดอยู่ในระยะที่จะได้ยินพวกเขาสนทนากันแล้ว

“ พวกเธอทำให้พิธีศักดิ์สิทธิ์ต้องมัวหมอง จงเข้ารับการชำระล้างเสีย พระองค์จะได้ทรงอภัยโทษในความผิด ”
ชายสูงวัย กล่าวพร้อมกับชักลากชักจูง เด็กทั้งสองไว้ พวกเขาพยายามขัดขืนอย่างเต็มที่
เจ้า เบโอวูฟล์ เริ่มเห่า มันทั้งขู่และเห่าสลับกันไปอย่างโกรธเกรี้ยว ผมไม่เคยเห็นมันเป็นถึงขนาดนี้มาก่อน
แม้จะเคยเห็นมันไล่กวดพวกวิ่งราว มาแล้วแต่ก็ยังไม่เคยเห็นมันโกรธขนาดนี้ ราวกับว่า
มันหวาดระแวง ขนทั้งตัวของมันชี้ตั้ง ทำให้ผมนึกถึงสุภาษิตที่ว่า ลิงจองหองพองขน ว่ามันเป็นยังไง

ชายสูงวัย หันมาทางเรา ด้วยดวงตาที่หรี่แคบลง เหมือนจะเพ่งมองมาที่ เจ้า เบโอวูฟล์ เขาหันไปสั่งลูกน้อง
สามสี่คนที่ด้านหลัง ทั้งสี่ทำท่าสะดุ้งและเกี่ยงงานกัน ชายสูงวัยคงจะสั่งให้ทั้งสี่คน ทำอะไรกับ
พวกเราแน่ๆ ในใจตอนนี้ผมนึกอยากจะดึงเจ้า เบโอวูฟล์ แล้วกลับไปเรียก พ่อหรือพวกพี่ ให้มาช่วย เคียว
กับชุติการ แต่ เบโอวูฟล์ โจนตัวไปแล้ว มันกระโดดพุ่งลงจากบันได ลงไปกลางชุมนุมของคนเหล่านั้น

ทุกคนวิ่งแตกฮือกันราวกับผึ้งแตกรัง เบโอวูฟล์ ไม่สนคนอื่นใด นอกจากชายสูงวัยซึ่งกำลังจ้องมาที่มันอย่างหวาดๆ
เบโอวูฟล์ พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วแต่ เขาชักเอาไม้เท้าประจำตัวฟาดเข้าเต็มๆหัวจนมันกระเด็น ลงไปนอนกลิ้ง
ตาเหลือกขาว น้ำลายค่อยๆหยดจากปากของมันจนฟูมเต็มพื้น

“ ฆ่ามันซะ… ” ชายสูงวัย สบถลูกน้องของเขาเฮโลวิ่งกันเข้ามารุมสหบาทาใส่ มันที่บาดเจ็บและไร้ทางสู้
ชายสูงวัย มองอย่างพอใจกับผลงานของตน ก่อนจะสบัดเอาคราบเลือกที่ติดไม้เท้า ออก

เคียว จูง ชุติการหนีขึ้นจากลานมาสมทบกับ ธนัท และตกลงจะไปตามคนมาช่วย พวกเราตัดสินใจวิ่งกลับไป
ที่บ้านเพื่อจะเรียก พี่ๆมาช่วย

…………………………....

พวกเราวิ่งหน้าตั้งกลับมายังลานกันอีกครั้ง โดยพา พี่ศรี และ เจ้าของ เบโอวูฟล์ มาด้วยแต่สายเกินไปแล้ว
บนลานทรายที่ว่างเปล่านั้นร่างน้อยๆนอนอาบเลือดอย่างสงบนิ่งบนพื้นทราย
แม้จะได้ยินเสียงเรียกระคนคร่ำครวญของผู้เป็นนาย
มันก็ยังไม่อาจลืมตาขึ้นมาให้ผู้เป็นนายได้ชื่นใจ มันไม่ครางหรือส่ายหางให้กับนายเช่นทุกครั้ง มันไม่หายใจอีกแล้ว

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เขาคนนั้นก็ไม่ได้มาที่บ้านอีกเลย อีกครึ่งปีหลังจากนั้น พี่ศรี ได้ออกเดินทางไป
และไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย นี่เป็นความผิดของ ผมหากวันนั้นไม่พา เบโอวูฟล์ ไปที่นั่นมันก็คงไม่ต้องตาย
แม้พวกพี่ๆ จะบอกว่าเพราะวันนั้นเบโอวูฟล์ ไปที่นั่น ชุติการ กับ เคียว ถึงได้ปลอดภัย

แต่กระนั้น ผมไม่อาจยกโทษให้ตัวเองได้ และปิดกั้นตัวเอง อีกเกือบครึ่งปี คงเพราะความที่ยังเป็นเด็กอยู่
ทำให้ทิฐิที่เคยมีจางหายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวหลังจากนั้น คือการต่อสู้กับองค์กร Paradiso Da Regola
ของกลุ่ม เชคเมทไฟว์(Checkmate 5) ที่เล่ามาจนถึงตรงนี้ทั้งหมด เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่ผมนึกสงสัยขึ้นมาหลังจาก

การสนทนากับ หญิงสาวลึกลับคนหนึ่งในความฝัน ผมเริ่มฝันเห็นเธอติดต่อกันมา 2 ปีเต็มแล้วตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัด
เพื่อรักษาอาการแพ้พลังเวทย์ ทุกครั้งที่ผมหลับตาลง จิตของผมจมดิ่งสู่ห้วงแห่งภวังค์ฝัน ไม่รู้ว่าตื่นหรือหลับอยู่
กันแน่ ในที่แห่งนั้น คือทะเลทรายสีขาวกว้างสุดลูกหูลูกตา ขอบฟ้าจรดกับพื้นทราย และสว่างได้ทั้งที่ไม่มี
ดวงอาทิตย์ แม้จะฝันเห็นเธออยู่หลายครั้งแต่ผมก็ไม่เคยจำใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจนเสียที

เราพบกันแทบทุกครั้งที่ผมหลับไม่ว่าจะหลับลึกหรือกึ่งหลับกึ่งตื่น เราจะได้พบกันเสมอ แต่ไม่ว่าจะพบกัน
นานเท่าไหร่หรือบ่อยเพียงใด เราไม่เคยได้พูดกันเลย ครั้งนึงผมลองตะโกนถามเธอที่อยู่ไกลออกไป

“ เธอเป็นใครกัน! แล้วที่นี่คือที่ไหน ”

ผมไม่เคยได้รับคำตอบใดๆจากเธอเลยจนกระทั่ง ผมเข้าสู่ห้วงภวังค์ในคืนหนึ่งหลังจากการปะทะกับ อดัม
คืนนั้น ผมเก็บความกังวลใจในเรื่องหนึ่งเข้าไปด้วย เรื่องที่ผมสามารถควบคุม อาแมนคริส ได้อีกครั้ง

ในการดวลกับคิงปอร์ เมื่อ 2 ปีก่อนเป็นเพียงความบังเอิญ เท่านั้นที่ผมสามารถควบคุม ทั้ง แกรนเดครอสและอาแมนคริส
ได้พร้อมกัน แต่มันก็แลกมาด้วย อาการบาดเจ็บที่ทำให้ผมต้องกลายเป็น DNA-Changer
หนนี้เธอ เป็นฝ่ายเข้าหาผมเองมันเป็นเรื่องน่าตกตะลึง เกินกว่าจะหาใดเปรียบ

“ ฉันรอเธออยู่นานแล้ว ทานาทอส ”
“ อีกแล้วเหรอ? เจ้าอดัมนั่น มันก็เรียกผมว่า ทานาทอส ผมเป็นแค่เด็กอายุ 16 คนหนึ่งเองนะไม่ใช่เทพเจ้า ”

ถึงผมจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เธอก็ไม่หยุดที่จะเรียกผมแบบเดิมตลอด จนผมยอมแพ้ไปเสียเอง
นั่นทำให้พักหลังๆมานี่ ผมเริ่มชาชินกับมัน เสมือนเป็นอีกชื่อของตัวเองไปแล้ว
คืนแรกที่เธอเข้ามาพูดกับผม เราเริ่มด้วยการแนะนำตัวกันนิดหน่อย โชคดีที่เธอพอจะดูเป็นคนอยู่บ้าง
ผมนึกไปถึงหนังแนวไซไฟ ที่ตัวเอกได้พบกับ สาวมนุษย์ต่างดาวแล้วสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง หรือเธอข่มขู่จะกินคุณเสียให้ได้
อย่าง อวาตาร(Avartar) หรือพวก สตาร์วอร์(Star war) อะไรทำนองนั้น

เธอชื่อ ไอริส (Iris) เป็นพระเจ้าที่อยู่สูงกว่าพระเจ้า เธอว่ามาอย่างงั้น น่าแปลกที่ผมฟังเรื่องเล่าที่ฟังดู
เป็น นิยายหรือตำนานเทพ อะไรได้อย่างไม่รู้จักเบื่อ เธอรู้ทุกเรื่องของผมอย่างละเอียดจนผมรู้สึกเหมือนคุยกับ
ตัวเอง หลังจากคืนแรกผ่านไป คืนต่อๆมา เธอมักจะรอคอยผมอยู่ ณ ทะเลทรายแห่งนั้นเสมอมา

จนถึงสามคืนก่อน เธอชวนผมรื้อฟื้นเรื่องราวของเจ้า เบโอวูฟล์ ขึ้นมาตลอดสามคืน และในคืนที่สาม
หรือเมื่อวานนี้ เธอพูดเรื่องของ เบโอวูฟล์ จบแพร้อมยื่นการ์ด ผนึกสีแดงให้กับผม

“ จากนี้และตลอดไปเราจะสู้ร่วมไปด้วยกันและ เธอจะอยู่ในฐานะของ ฮีโรอิกแห่งไอริส… ”

แล้วเธอก็กลายร่างเป็นมังกรยักษ์ ทั้งรูปร่างและเสียงคำรามของมัน นั้นผมจำได้ดี
………………อาแมนคริส ทำให้ผมได้รับรู้ถึงหน้าที่และภาระ บางอย่าง มันเป็นเหมือนสัญชาตญาณ
ที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหลที่ยาวนาน ผมตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่บอกใคร
หลังจากคืนที่เธอ ยอมรับในตัวผม แล้วเราก็ไม่ได้ผมกันอีกเลย มีเพียงการ์ดผนึกสีแดง ไอริส อีโวลูชั่น
และ จักรพรรดิ์มังกรรูดรากินอส ซึ่งผมกำไว้แน่น ตลอดคืนๆนั้น
…………………………………………………………

จนถึงตอนนี้ ผมรับรู้ได้ด้วยความรู้สึกซึ่งมันพุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย ยามที่เจ้ากระเทย นั่นเรียกอสูรแห่ง
พระเจ้าเหนือพระเจ้าออกมา ทุกอณูเซลล์ทั่วร่างกาย เหมือนจะร่ำร้องออกมาเป็นเสียงให้ได้ยิน
การเรียกพระเจ้า อัญเชิญ……รวมร่าง…..จุติ วิธีการทั้งหมดนั้น ถูกบรรจุเข้ามาในสมองโดยฉับพลัน

ราวกับว่าผมทำมันมาไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้ว ที่คนเค้าว่า ความชำนาญฝังลึกในสายเลือดคงจะเป็นแบบนี้ล่ะมั้ง
เลือดในร่างกายที่ส่งไปเลี้ยงสมอง เหมือนจะส่งถ่ายความรู้จากเซลล์ทั่วร่างกายไปรวมกัน
พริบตาต่อมา พระเจ้าแห่งสายรุ้ง ได้ปรากฏโฉมออกมาแล้ว จากในร่างของ
พระเจ้า ราวกับจะมีเสียงที่ส่งมาถึงผม เสียงของ ไอริส ที่พยายามจะขอบคุณ……

…………………………………………………..
……………………………
………………….

X Sport Club เวลา 22.50

“ ครับ….ครับๆ เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากนะครับ ”
หนุ่มร่างกำยำในชุดเปลือยอก วางหูโทรศัพท์ลงอย่างเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้แรงมหาศาลของตนทำมันพัง

“ ใครโทรมาน่ะ? วาการุรุ ”
เทนโตะ รอคำตอบจาก เขา

“ หมอโทรมา บอกว่า เจ้าการุรุ เข้าห้อง ไอซียู ไปเมื่อกี้เอง ”
“ ฉันจะไปตาม เกร ให้ก็แล้วกัน นายรออยู่นี่นะ ” /Telepotation/
เสียงดังก้องจาก Note ของ เทนโตะ และร่างสีดำก็หายวับไปในอากาศ ครู่ต่อมา ร่างของ เทนโตะ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
นับเป็นเวลาไม่ถึง 5 วินาทีด้วยซ้ำ

“ เกร ให้พวกเราไปเฝ้าไขกันสองคนก่อน เพราะต้องอยู่ดูแลเจ้าหนูหมาป่า ที่คลับพรุ่งนี้จะตามไปเยี่ยมอีกที ”
……………………………..
………………………………………

เช้าวันต่อมา ที่บ้านของ ธนัท
เด็กหนุ่มผมทองวัย 18 ปี ลุกจากเตียงด้วยเสียงเรียกเข้าของ Note ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

“ รับสาย ” /yes, sir/
เด็กหนุ่มพูดด้วยความงัวเงีย พลางใช้มือขยี้ตาเบาๆ

“ นี่ฉันเองนะ ”
“ นายเองเหรอ… ”
ศรี หาวหวอดตายังสลึมสลือ อยู่ขณะเงี่ยหูฟัง สาระที่ เกร ซึ่งโทรมาจะพูด

“ นายช่วยมารับเจ้าน้องชายหูหมา กลับไปทีสิ เมื่อวานฉันช่วยเขาจากอุบัตเหตุบนถนนมาน่ะ แต่เขาขาเคล็ด
จนเดินไม่ได้ ”
“ ที่คลับนั่นใช่เปล่า เข้าใจแล้วฉันจะรีบไป.. ”
ศรี ตอบก่อนจะตัดสายทิ้ง ไป เขาลุกเดินไปที่หน้าต่างเนื่องจากเสียงแปลกๆที่ดังแว่วเข้ามาในห้อง
หลังจากสายตาตื่นอย่างเต็มที่แล้ว เช้าวันหยุดที่พร่ำพรายไปด้วยสายฝน ก็เริ่มขึ้น

{ ฝน…ในวันสบายๆแบบนี้เนี่ยนะ ทำเอานึกถึงเรื่องที่ไม่อยากจะนึกขึ้นมาอีกจนได้ }
วันอันแสนหม่นหมองนี้ จะเล่าเรื่องราวแบบไหนออกมาให้ได้รับรู้กันนะ?....

To be Continue
……………………

………………………….

Next Sub-turn
ศรี: มาสเตอร์ซิลีโมนี่….
ริน: ครอสมาเรีย….
เกร:พันนิชเมนท์…
ธนัท:สิ่งที่เกิดขึ้น 3 ปีก่อน
ลูเซีย:ตอนหน้ารุ่นปู่รุ่นย่า เด่นงั้นเรอะ!
บาร์น:เป็นตอนยาวที่ชวนปวดหัวเลยทีเดียวล่ะ
มิส:ชื่อตอนยังกะไม่ใช่นิยายดวลการ์ดแน่ะ
การุรุ: ตอนต่อไป สงครามศักดิ์สิทธิ์ Sub-turn 38 The Crusade War 1st ว่าแต่รสนิยมตั้งชื่อสุนัขของเกรนี่เห่ยได้อีก
เกร:ขอเท่ๆ กะเค้าซักตอนไม่ได้รึไงแว้~~!! แล้วนั่นสปอยนะว้อย!!!!

จบเหอะ....

.......................................

อาทิตย์นี้สั้นบรรลัย เนื่องจากไม่มีบทดวลการ์ดแล้วก็คงจะไม่มีไปอีกหลายบท จนกว่าจะจบช่วงย้อนความทั้งหมด เหอๆ
บทหน้าเขียนถึงแต่ตัวเองแล้วรู้สึกจั้กกะจี้แปลกๆแหะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Up Sub-Turn 37 Thanat X Grea

โพสต์โดย boy เมื่อ เสาร์ ก.พ. 12, 2011 7:46 am

คล้ายพระเอกเราจะมีบุคลิกนิ่งเงียบไหลลึกซ่อนอยู่แฮะ =w=
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Sub-turn 38 The Crusade War 1st

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ จันทร์ ก.พ. 21, 2011 7:14 pm

Sub-turn 38 The Crusade War 1st



…………………………………………………………..

ศรี พึ่งแต่งตัวเสร็จ เขาเดินจากตู้เสื้อผ้าไปยังโต๊ะกระจกที่อยู่ข้างๆ รื้อหากระเป๋าสตางค์ในลิ้นชักโต๊ะ
ไปเรื่อยเปื่อย ครั้นหยิบขึ้นมาจากกองของในลิ้นชัก กระเป๋าคีบเอา เหรียญโลหะแผ่นบางๆซึ่งแกะสลักรูปค้อน
ไว้บนหน้าเหรียญทั้งสองด้าน เขามองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บ ใส่กระเป๋ากางเกง ติดตัวออกไปด้วย

………………………….

ที่หน้าบ้าน สายฝนโปรยลงมาอย่างไม่ขาดสาย ขณะที่ ศรี กำลังรอแท๊กซี่ ที่โทรไปเรียกให้มารับ
สายตาของเขาได้ทอดมอง ขึ้นไปบนฟ้าที่หมองหม่น อึมครึมไปด้วยเมฆฝน

“ นับจากวันนั้น…..3 ปีแล้วสินะ ”
…………………………………………………..
…………………………….
……………….

พศ.2699(ค.ศ. 2156)

มหานครกรุงเทพ ในเวลานั้นมีกระแสด้านผู้ศรัทธา ต่อพระเจ้าเกิดขึ้นและกลายเป็นลัทธิ ขยายออกไป
โดยกระแสเหล่านี้เกิดจาก เดือนก่อนได้มีเหตุการณ์จุติของ อสูรเทพ ที่ปรากฏตัวขึ้นมาเพียงชั่วครู่และเงียบหายไป
สื่อและหนังสือพิมพ์ ประโคมข่าวกันใหญ่โต บ้างก็ว่า อสูรเทพเพ่งเล็ง มหานครแห่งนี้ บ้างก็บอกว่า

วันสิ้นโลกใกล้มาถึงบ้าง ซึ่งในเวลานั้น เครื่องรางของขลัง หรือ พิธีกรรมทางศาสนาอะไรก็ตาม ต่างก็จะหยิบยกเอาเรื่องเหล่านี้ มาโฆษณาชวนเชื่อให้ คนแห่มาทำบุญบริจาคแก่ วัด โบถส์ ต่างๆ จนถึงขั้นเกิดลัทธิแปลกๆมากมาย

ที่หาผลประโยชน์จากกระแสความแตกตื่นนี้ ย่างเข้าสู่กลางเดือนมิถุนายน นั้นเอง ลัทธิที่เรียกตนเองว่า
ครอสมาเรีย(Cross Maria) เข้าสู่ยุคเรืองอำนาจ แทบจะเรียกช่วงเวลานั้นได้ว่าเป็นยุคมืด
ของกรุงเทพ เลยก็ว่าได้ศาสนาจริงๆ ผู้คนไม่สนแต่หันหน้าเข้าหาพระเจ้าอย่างเดียว

ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีกลุ่มที่ต่อต้านเกิดขึ้นมาเช่นกัน โดยส่วนใหญ่เป็น วัยรุ่นหัวใหม่ไม่เชื่องมงายกับ
กระแสลัทธิเหล่านี้ ท่ามกลางความขัดแย้งของ สองฝ่ายจนในที่สุด ความรุนแรงจึงถูกนำมาใช้เป็นทางออก
กลุ่มวัยรุ่น ลงมืออุกอาจ ทำร้ายคณะของลัทธิ เหล่านั้นและทำลายพิธีการต่างๆ พวกเขาเรียกตัวเองว่า
พันนิชเมนท์(Punishment)

…………………………………………
…………………….

เกร กิก้าเสลฟ(Grea Gigaslave) อาศัยอยู่กับพี่สาวเพียงสองคนไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน
แม้แต่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าใครคือครอบครัว ตั้งแต่ที่จำความได้ พี่สาวก็ดูแลเขามาตลอด
แม้พี่ จะมีปัญญาหาเลี้ยงเขาก็ตามที แต่เธอกลับไม่มีเวลาจะดูแลเอาใจใส่เขาได้เต็มที่ นั่นคือเหตุผลหนึ่ง ในอีกหลายร้อย
เหตุผล ที่ทำให้ เขาเติบโตมาเป็นแบบนี้ ในวัย 15 ปี รอบตัวเขาหลายล้อมไปด้วย พวกเด็กมีปัญหา
ซึ่งขอติดตามเขามาจนกลายเป็นแก๊ง ขนาดย่อมๆแก๊งหนึ่ง แรกเริ่มเดิมที พวกเขาก็มีกันเพียง 3 คน จากนั้นก็เพิ่มไปเป็น
10,30,40,60 จนทะลุร้อยไปแล้วรึเปล่า แต่ เกร ก็ไม่ได้สนใจเพราะถึงยังไง เขาก็จำหน้าลูกน้องตัวเองได้หมด

ลักษณะที่เด่นสะดุดตาของคนในแก๊ง คือทุกคนจะมีผ้าสีแดงเลือดหมู ผูกหรือพันตามแขน ขา ไม่ก็พันเป็นผ้าพันคอ
หรือ มัดโพกหัวเสียเลย ในระดับลูกน้องจนถึงคนสนิท นั้นผ้าของทุกคนจะเป็นผ้าสีเลือดหมู ธรรมดาๆ
แต่ของ เกร นั้นไม่ใช่ ผ้าคลุมสีเลือดที่พริ้วสะบัดอยู่นี้ แรกเริ่มเดิมทีมันเป็นแค่ผ้าสีขาวที่สวมเพื่อกันเลือดกระเซ็น
มาโดนเท่านั้น แต่นานวันไป มันค่อยๆถูกย้อมจนเป็นสีแดงคล้ำด้วยเลือดของ อริศัตรูต่างๆ

เลือดเมื่อปล่อยทิ้งให้เวลาผ่านไปมันจะกลายเป็นสีดำ แต่ เกร เอาเลือดของอริศัตรู เซ่นแด่ผ้าคลุมนี้ไม่ให้ขาดแม้
แต่วันเดียว ในที่สุดผ้าคลุมได้ กลายเป็นสีเลือดเข้มอย่างถาวรมันไม่เคยซีดดำลงไปอีกเลย
ราวกับผ้าคลุมสูบกินเลือดเหล่านั้นจนมีชีวิตขึ้นมา ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปีก็ตามแม้จะไม่ได้เซ่นเลือดให้กับมัน
แต่สีเลือดบนผ้าคลุมยังคงแดงเข้มไม่ซีดจาง

นอกจากผ้าคลุมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดแล้ว ยังมีเหรียญตราแกะสลักรูปค้อน ซึ่งเป็นสัญลักญ์เดียวกับ บน
ผืนธงประจำแก๊งของพวกเขา ห้อยติดกับแชลงเหล็กคู่ใจ ทั้งยังมีสุนัขที่เก็บมาเลี้ยงเป็นคู่หู ที่ไว้ใจได้อีกตัว
เขาตั้งชื่อให้กับมันว่า เบโอวูฟล์ ซึ่งเป็นนามของนักรบ

รูปภาพ


พวกเราผูกพันกันด้วยการวิวาท และจัดการกับแก๊งที่มาหาเรื่องไปเรื่อยๆ
ชื่อเสียงของพวกเรา ขจรไปทั่วทั้งเมือง เพียงแค่แก๊ง อื่นเห็นร่างใต้ผ้าคลุมเลือด และ แชลงเหล็กที่สะวิงไปมา
อย่างคล่องแคล่ว แล้วกลัวหัวหดจนต้องถอยหนี ก็ยังเคยมีมาแล้ว ในการวิวาทแต่ล่ะครั้ง พวกเรามักมีพวกน้อยกว่า
เสมอ แต่ด้วยความสามัคคีของกลุ่ม ที่ชักนำโดย เกร ทำให้เอาชนะมาได้เรื่อยๆ แต่ก็มีบ้างที่พวกเราจะเป็นฝ่ายแพ้
อย่างช่วยไม่ได้ เพราะถึงยังไงพวกเรา ก็เป็นแค่เด็กเท่านั้น

การที่ชนะมาได้จากการวิวาทหลายๆครั้งทำให้ พวกเราแน่นแฟ้นกันยิงขึ้น และมีคนมาขอเข้าแก๊ง
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในบรรดาพวกที่มาหาเรื่อง มีพวกที่เรียกตัวเองว่า ครอสมาเรีย(Cross Maria) อยู่ด้วย พวกนี้ไม่น่าจะเรียกว่าแก๊งได้
มันเป็นเหมือนกับลัทธิ เสียมากกว่าพวกนี้จะแต่งตัวเหมือนนักบวชย้อนยุค แล้วก็จะพกข้าวของที่มีตรา
พระแม่กับกางเขน ติดตัวอยู่เสมอ ที่จริงเราต่างฝ่ายอยู่กันมาตั้งนานแล้ว แต่อยู่ๆพวกนั้นก็เป็นฝ่ายมาหาเรื่องเสียเอง
แม้ว่า ฉันจะพยายามไม่ให้ มีเรื่องระหว่างแก๊งกับคนพวกนี้ แต่ถึงจะสั่งลูกน้องในอานัติได้ แต่ก็สั่งพวกมันไม่ได้

ครอสมาเรีย ไม่เคยบุกซึ่งๆหน้าพวกมันจะลอบโจมตีในตอนที่เรากระจัดกระจาย หรืออยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ
และยิ่งพยายามที่จะไม่ยุ่งกับพวกมันกลับกลายเป็นว่า เรากำลังหนีจากพวกมัน ยิ่งนานไปพวกของเราที่บาดเจ็บ
ก็มีเพิ่ม มากขึ้นเรื่อยๆ หากเราโต้ตอบ ก็จะกลายเป็นศัตรูในสังคมไปทันที เพราะกลุ่มผู้สนับสนุน
พวกของมัน ล้วนแต่เป็นพวกผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพล
อย่างไรก็ตาม การรอให้ให้ถูกกดขี่จนล่มสลายไปนั้นไม่ใช่วิสัยของฉัน ทุกคนในแก๊งก็ด้วย

“ ยังจะรออะไรอีกล่ะ ถ้าพวกเราไม่ลุยกับมัน ซักตั้งแบบนี้เท่ากับพวกเรากำลังกลัวมันอยู่นะ! ”
วาการุรุ ซึ่งในตอนนั้นเป็นลูกน้องในแก๊ง เสนอขึ้นมาเจ้าหมอนี่ เดิมเป็นขาลุยของแก๊งอยู่แล้ว
คงยอมให้กับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ นอกจาก วาการุรุ แล้ว การุรุ ที่เป็นแฝดคนน้อง ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้

“ ฉันก็ว่างั้นแหละ ลูกพี่ เราเอาชนะแก๊งอื่นมาได้ตั้งเยอะแล้ว จะให้มากลัวกับอีแค่ พวกบ้าคอสเพลยนักบวช เนี่ยนะ ”

การุร กับ วาการุรุ เป็นพี่น้องฝาแฝด พวกเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหา จนหย่าร้างกันไปแล้วเรียกได้ว่า
ที่มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ได้ก็ปากกัดตีนถีบกันน่าดู ทั้งสองคนเป็นสหายสนิท
จะเรียกว่ามือขวาและซ้ายของแก๊งเลยก็ได้

ซ้าย วาการุรุ (Wagaruru) ขวา การุรุ(Garuru) วัย 15 ปี ก่อนย้อมสีผมทั้งคู่
รูปภาพ

“ เข้าใจแล้ว….ฉันเองก็ทนไม่ได้เหมือนกัน….. ”

คำตอบของ ฉันทำให้สงครามระหว่างแก๊งกับลัทธิ อุบัติขึ้นมา ฉันหวังกันแค่ว่า การโต้ตอบนี้จะทำให้พวกนั้น
เลิกยุ่งกับเรา แต่ฉันคิดผิด มันเป็นการเติมเชื้อไฟให้ระหว่าง แก๊งกับลัทธิ โชติช่วงขึ้นไปอีก

………………………………….

การต่อสู้กับลัทธิ ยืดเยื้อและยาวนานกว่าการต่อยตีกับแก๊งอื่นๆ ฉันเริ่มเบื่อหน่ายที่จะสู้รบปรบมือกับพวกมันเต็มทีแล้ว
ในตอนนั้นเอง เขาคนนั้น ก็ปรากฏตัวขึ้น ต่อหน้าฉัน กับ เบโอวูฟล์ ที่อยู่ในสนามกีฬาร้าง ซึ่งเป็นแหล่งกบดาน เพียงลำพัง

“ แต่งตัวเหมือนนักบวชแบบนั้น…แกเป็นพวกครอสมาเรีย รึไง! ”
เกร ตะโกนออกไป ด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตาและการแต่งองค์ทรงเครื่อง ต่างๆคล้ายกับพวกนักบวช
ของชายแปลกหน้า ทำให้เขา กระชับแชลงคู่ใจ ในมือขวาไว้มั่น

รูปภาพ

“ ยินดีที่ได้รู้จักนะ เกร กีก้าเสลฟ ฉันปอร์(por) เป็นคนของ พีโนเมน่อน ปาร์ตี้(Phenomenon Party) ”
ชายแปลกหน้า แนะนำตัว เกร จ้องมาที่เขาอย่างพินิจพิเคราะห์

“ พีโนเมน่อน…บริษัท วิจัยเวทยาการ มีธุระอะไรกับ เด็กข้างถนนกันล่ะ ”

“ อย่าถ่อมตนไปหน่อยเลย อายุแค่ 15 แต่สามารถรวบรวมแก๊งอันธพาลต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
คงไม่ใช่เด็กข้างถนน หรือ พวกกุ๊ยธรรมดาๆอยู่แล้วจริงไหม? ”

“ ไม่ต้องมาทำยอกย้อน อยากจะพูดอะไรพูดมา! ”
เกร ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก เขามีเรื่องมากมายของแก๊งที่ต้องครุ่นคิด แล้วชายผู้นี้จะนำปัญหาใดมาให้เขาอีก

“ ฉันแค่อยากจะเสนอความช่วยเหลือแก่เธอเท่านั้นเองจะช่วยรับฟังหน่อยได้ไหมล่ะ ”
ชายแปลกหน้า ตอบเสียงเรียบ ฉันรู้สึกว่าเขาไม่น่าไว้ใจ แต่ชายแปลกหน้า บอกว่าจะให้เวลา
ถ้าฉันต้องการให้ไปหาเขาได้ ทุกเมื่อ

…………………………..

ยิ่งเวลาผ่านไป แก๊งของเรา ยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากพวกมันจะมีอำนาจที่แม้แต่ ตำรวจ
ก็ยังไม่อยากจะข้องแว้งแล้ว ยังเลือกใช้วิธีการสู้ที่สกปรก ใช้พวกมากเข้าว่า ถึงที่ผ่านมาพวกเรา
จะสู้กับแก๊งอื่น โดยมีพวกน้อยกว่าอยู่หลายครั้งแล้วก็ตาม แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนต่างไม่ถึงร้อยคน
เท่านั้น

ความพ่ายแพ้ที่สุมกันมากขึ้น สร้างความหวาดกลัวและเริ่มกดดันพวกเราในแก๊ง รวมทั้งตัวฉันเองด้วย
แก๊งของเราอาจจะต้องสลายตัว และฉันก็จะไม่มีที่ไป ทุกอย่างกดดันมากขึ้น และในที่สุด ฉันได้ตัดสินใจ
ที่จะไปพบ ปอร์ เพื่อขอความช่วยเหลือ

………………………………………
…………………..

ใน ห้องทำงานของ ปอร์ บนชั้นอาคารสูงสุดของบริษัท พีโนเมน่อน ที่สมุทรปราการ
พนักงานต้อนรับสวมฮู้ดและชุดคลุมสีขาว พาฉันมาจนถึงห้องนี้ระหว่างทางที่ขึ้นมา
สภาพแวดล้อมในตัวอาคารทำเอาฉันอึ้งไปไม่น้อย ตลอดทางขึ้นจนมาถึงห้องนี้ มันตกแต่ง
อย่างงดงามแบบยุคกลาง เหมือนกับมหาวิหารที่หลุดออกมาจากนิยาย

“ แหมๆ กำลังรออยู่เลย นึกว่าเธอจะไม่มาแล้วซะอีก หน้าเหวอแบบนั้น คงได้เห็นแซงทัวรี่แล้วสินะ ”
แซงทัวรี่ เขาคงจะหมายถึงวิหารที่ ฉันพึ่งจะผ่านขึ้นมา แต่นั้นยังไม่ใช่ความประหลาดใจอันดับหนึ่งของวันนี้

“ ผมแปลกใจที่ ประธานบริษัทชั้นนำของโลกอย่างคุณ ลงมาคลุกคลีกับ เด็กข้างถนนอย่างผม มากกว่าไอ้
วิหารสุดอลังการข้างล่างนั่นอีก ”

เขากลั้นหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะขอโทษ

“ โทษทีนะฉันกลัวว่าถ้าเธอรู้ว่าฉันเป็นใครแล้วจะไม่ไว้ใจน่ะ แต่ไหนๆเธอมก็มาแล้ว แสดงว่าเธอวางใจจะ
ให้ฉันช่วยสินะ ”

แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าวางใจ แต่สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะพึ่งพาเขา ปอร์ ใช้เครือข่ายของ บริษัท
ช่วยหาข้อมูลของพวก ครอสมาเรีย ให้และด้วยข้อมูลพวกนั้นทำให้เราได้เปรียบขึ้นอย่างมาก
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เขายังช่วยวางแผนการณ์รบ และบอกให้ผมหากำลังคนเข้าแก๊งเพิ่ม

ชายผู้นี้ให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจาก ยอดกุนซือในสงครามเลย ทุกอย่างที่เขาบอกและแนะนำมา เป็น
ความจริงเสมอ และทำให้ แก๊งของเราได้รับชัยชนะตลอดมา
ด้วยความยินดีต่อชัยชนะนั้นทำให้ ฉันเหลิงและกระหยิ่มใจเป็นอันมาก จนลืมไปแล้วว่า
เคยระแวงในตัวเขา

………………………………….
…………..

วันหนึ่ง ระหว่างที่ เรายกพวกไปตีกับแก๊งศัตรูของพันธมิตรใหม่ เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการรวมแก๊งนั้น
ฉันก็ได้พบกับ เธอ ผู้เป็นเหมือนพระแม่ที่จะปลดปล่อย ฉันจากพันธนาการแห่งการต่อสู้เหล่านี้
เธอ ถูกพวกแก๊งคู่อริ ที่เราไปถล่มจับตัวไว้ ในวันที่พวกเราบุกไปพอดี

“ อะไรกัน? ในที่แบบนี้มีสาวน้อยหลงทางมาอยู่ด้วยงั้นเหรอ? ”
ฉัน พูดกับเธอ หลังจากฟาดคนสุดท้ายของแก๊งคู่อริจนหมอบลงไปแล้ว และให้ เบโอวูฟล์ คอยระวังหลัง

“ เธอ…เป็นหัวหน้าของ พันนิชเมนท์(Punishment)….สินะ ”
สาวน้อย ไม่มีอาการหวาดกลัวต่อเขาเลย เธอจ้องที่ใบหน้าซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด อย่างไม่วางตา

“ โอ๊ะโอ ทำไมถึงรู้ล่ะว่าฉันเป็นหัวหน้าแก๊ง เธอเป็นพวกดัดแปลงพันธุกรรมรึไง? ”
“ เปล่าหรอก ที่รู้ก็เพราะว่าฉันสนใจเธอมาตั้งนานแล้ว ”
“ อะไรกันนี่ มีสาวสวยอย่างเธอมาแอบปิ๊งด้วยเหรอ ฉันคนนี้เนี่ยนะ ใจกล้าน่าดูเลยนะ ”

ฉันแกล้งหยอกใส่เหมือนปกติ แน่นอนความดุดันของฉัน จะแสดงออกเมื่อ อยู่ต่อหน้าศัตรูเท่านั้น

“ นึกไม่ถึงเลยว่านายจะขี้หลีแบบนี้เป็นด้วย นึกว่าเป็นพวก มืดมน อ่อนโลก เด็กมีปัญหา เกรียน กาก บลาๆๆๆๆๆ ”

ฉึกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อะไรจะพูดแทงใจได้เป็นต่อยหอย แถมดาเมจแต่ล่ะดอกเกือบหลักล้านได้แบบนี้ …..ยัยนี่ไม่น่ารักเอาซะเลย

“ เฮ้ๆๆ ไหงมาด่ากันแบบนี้ล่ะ ”
“ อะไรกัน…ฉันก็กำลังชมนายอยู่นี่ไง หรือ ว่าที่ร้อนตัวเนี่ยเพราะเป็นเรื่องจริง? ”

อ๊อก! อะไรของคุณเธอเขาเนี่ย คุยกันยังไม่ทันจะครบห้านาที ก็โดนต้อนจนมุมไม่มีช่องว่างให้
สวนกลับเลย ร้ายกาจมาก!!

“ โอเค ยอมคร้าบ~~~ ว่าแต่บ้านอยู่ไหนเหรอจะได้ไปสะ…. ”
จะได้ไปส่ง ยังไม่ทันหลุดออกจากปาก ที่หน้าก็รู้สึกเหมือนโดนอะไรแข็งๆยันป้าบเข้าให้
มันเป็นพื้นรองเท้ายี่ห้อ แอดด้า ที่ลอยเข้ามาประสานงากับหน้า ฉันเต็มๆพอดี
เกรหงายท้องลงไปนอนแอ้งแม้ง เหมือนนักมวยน๊อกกลางอากาศ จากแรงยันเท้าขวาที่เผด็จศึก
หัวหน้าแก๊ง อย่างเขาได้ในเสี้ยววินาที

“ คนโรคจิต! คิดจะหลอกหาที่อยู่ฉันแล้วตามไปรังความรึไง ”

อย่างที่บอก….ยัยนี่ไม่น่ารักเอาซะเลย

……………………………………………………

ริน เธอให้เรียกว่าแบบนั้น กว่าจะทำให้เธอยอมได้ ก็ตามตื้อเอาอยู่หลายวัน เหมือนกัน
แต่ก็น่าแปลกที่ หลายครั้งเจอเธอโดยบังเอิญบ่อยมากหลังจากที่ ช่วยเธอไว้วันนั้น

“ นี่! ฉันยังไม่เคยถามเธอเลยใช่ป่ะ ”
เกร พูดขณะที่กำลังเดินกับ ริน ในย่านการค้า ว่าไปมันก็คล้ายกับออกเดท อยู่ล่ะนะแต่ที่มาวันนี้เพราะเธอเรียกให้
มาเป็นคนถือของน่ะ

“ เรื่องอะไร? ”
“ ทำไมเธอถึงมาสนิทกับฉัน แบบนี้ล่ะ ”
“ แล้วนายเกลียดงั้นเหรอที่ ฉันมาสนิทกับนายน่ะ ”
“ เปล่า…แค่สงสัยน่ะว่าเธอ…..ชอบฉันอยู่… ”

ฉันต้องชะงักไปเพราะ ศอกของเธอพึ่งจะกระทุ้งเข้าที่ท้องเต็มๆ

“ อูย~~ ที่เธอเป็นพวกซาดิส(Sadism) รึไงน่ะถึงรุนแรงกับ ฉันนัก ”
“ แล้วนายล่ะเป็นพวก มาโซดิส(Masodism) รึไงถึงชอบพูดให้ฉันต้องรุนแรงอยู่เรื่อย ”

อีกแล้ว ที่เธอเสียดแทงหัวใจของฉันด้วยคำพูดเจ็บๆอย่างยากที่จะหาทางโต้ตอบ

“ ก็คงชอบจริงๆนั่นแหละ ถึงได้มาตีสนิทด้วย ”
เกร นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ คราวนี้เธอจะมาไม้ไหนกันแน่

“ แล้วชอบเพราะอะไรเหรอ? ”
“ ก็…นายดูเท่ดี ไม่สิ ออกจะน่ารักในบางมุมด้วย ”
เขามองเธอ อย่างฉงน

“ อะไรกันหลงเสน่ห์ฉันแล้วงั้นเหรอเนี่ย…..แอ๊บส์ ”
ไม่ทันขาดคำดี พื้นรองแตะยี่ห้อเดิมที่สุดแสนจะคิดถึงก็ลอยมาป้าบเข้าที่หน้าอีก
อีกหน

“ แต่จะดีกว่านี้นะถ้าแก้ไอ้ รีแอคเตอร์(reactor=ปฏิกริยา) แบบนี้ของเธอได้น่ะ…. ”
“ ถ้างั้นก็ช่วยแก้ไอ้นิสัยลวนลามทางคำพูดของนายด้วยสิยะ ”

…………………………………..

หลังจากนั้นเราสองคน ตัดสินใจคบกันอย่างลับๆ โดยไม่ให้ใครในแก๊งรู้ แม้แต่ทางบ้านของเธอเองก็ตาม
ฉัน สนิทกับเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนคิดจะวางมือจาก แก๊งแล้วกลับไปใช้ชีวิตนักเรียน มัธยมต้นธรรมดาๆ
แต่ลงท้ายแล้ว ฉันก็ยังลังเลที่จะทำแบบนั้น

……………………………………………….

และแล้วคืนที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของ เกร ก็มาถึงเมื่อสายเรียกเข้าของ Note ดังขึ้น

“ สงสัยจะเป็นพี่ปิโย แฮะ ป่านนี้ยังไม่กลับบ้านอีกคงจะโทรมาบอกว่าทำ โอที อีกล่ะสิ ”
เกร บ่นอุบอิบ ก่อนจะหยิบเอา Note ขึ้นมาดู มันเป็นสายจากพี่สาวของเขาจริงๆ

“ ฮัลโหล พี่เหรอ ”
“ ปิ๊งป่องๆๆๆ ถูกต้องนะคร้าบ~~ คำถามที่สอง พี่สาวแสนดีของเจ้าหนู เกร ถูกจับตัวอยู่ที่ไหนเอ่ย ”

เสียงจากอีกฝั่งของสายนั้นไม่ใช่เสียงของพี่สาว หนำซ้ำภาพของจอโฮโลแกรมที่ฉายจากฝั่งนั้นยังถูกบล็อกเอาไว้อีกด้วย
ความกังวลก่อตัวขึ้นและโหมกระหน่ำอยู่ในใจของ เกร ราวกับพายุ

“ แกเป็นใครกัน! ”
“ นั่นคือคำใบ้ข้อแรก ที่คุยอยู่ด้วยตอนนี้คือ หัวหน้าของ ครอสมาเรีย คนใหม่ ”

เกร สะดุ้งจนเกือบทำ Note หลุดจากมือ ทั้งร่างของเขาสั่นไหวไปหมดนี่พี่สาวของเขา ถูกพวกมันจับตัว
ไปงั้นเหรอ? ถ้างั้นทำไมพวกมันถึงรู้ว่าเขามีพี่สาว แล้วรู้ได้ยังไงว่าใครคือพี่สาวของเขา

“ คำใบ้ที่สอง ลองมาฟังเสียงของเธอกันหน่อยนะ ”

เสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นมาจากอีกฟากของสาย วินาทีนี้ เกร อยากที่จะกระโดดข้าม
ผ่านสายไปจัดการพวกสารเลวอย่างมันที่สุด ความโกรธ แล่นจากหัวลงไปถึงมือ เขากำหมัดแน่น
จนข้อมือซีดขาว

“ และคำใบ้สุดท้าย หากภายใน สองทุ่มยี่สิบ แกยังมาไม่ถึง โกดังเก่าที่เคยซุ่มโจมตีพวกฉันล่ะก็ พี่สาวคนสวยคงจะ
ต้องเสียขาไปอีกข้างล่ะนะ… ”

สายถูกตัดไปเพียงแค่นั้น พร้อมกับ Note ในมือของ เกรลอยเข้าไปชนกับผนังห้อง เขาขว้างลงไปสุดแรง
หวังจะให้น้ำเสียงโสโครกนั่น แหลกเป็นชิ้นๆไปกับ Note

แรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่าตัวเองเป็นแค่เด็กเท่านั้นและจบลงที่การวิวาทเป็นแค่การทะเลาะธรรมดาๆ แต่ไม่ใช่
นี่มันคือสงคราม ตัวเขาได้ก้าวข้ามผ่านระดับชั้นของ การวิวาทแบบเด็กๆมาเป็นการปะทะที่รุนแรงกว่าเดิม
และยังลากเอาคนรอบข้างเข้ามาข้องแว้งไปด้วย

เกร จ้องไปยัง Note ที่กองอยู่มุมห้องพักใหญ่ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ เขารีบเข้าไปเก็บมันขึ้นมาและ
ต่อสายหา คนๆหนึ่งที่อาจจะช่วยเขาได้

……………………………………………..

ภายในออฟฟิชของประธาน บริษัท พีโนเมน่อน

เสียงเตือนสายเรียกเข้า จาก Note ของ ปอร์ ดังระรัวอย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเครื่องจะฉายจอโฮโลแกรม
ขึ้นรายละเอียดว่า เกร เป็นคนโทรมา แต่เขาก็ไม่สนใจที่จะรับมัน

“ ดิ้นรนไปเถอะ…. ”
ปอร์ เปรยกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทอดสายตามองผ่านกระจกออกไป ทิวทัศน์ของ สมุทรปราการยามราตรี
สะท้อนอยู่ในดวงตา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ คลี่ออกทีล่ะน้อย เมื่อนึกถึงสีหน้าที่ร้อนรน ของ เกร ในตอนนี้
เป็นเขาเองที่ ให้ข้อมูลเรื่องพี่สาวของ เกร กับหัวหน้าของ ครอสมาเรีย คนใหม่

……………………………………………..

“ รับสิ ๆๆๆๆ ”
เกร ลนจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว แต่ไม่ว่าจะพยายามเรียกไปซักกี่ครั้ง ปอร์ ก็ไม่ยอมรับสายจากเขาเลย
เวลาล่วงเลยไปจนถึง สองทุ่มแล้วตอนนี้เขาเหลือเวลาอีกแค่ 20 นาทีเท่านั้น ไม่พอจะให้รวบรวมพรรคพวกในแก๊ง
ไปด้วยแน่นอน

“ โธ่โว้ย!! ”

เกร สบถก่อนจะกระแทกประตูพุ่งตัวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ เบโอวูฟล์
ที่นอนอยู่หน้าบ้านยังสะดุ้งในตอนที่ เขาวิ่งผ่านหน้ามันไป

เพื่อไปช่วย พี่สาวของเขา ยี่สิบนาทีนับเป็นเวลาที่น้อยมาก จากบ้านไปจนถึงที่นัดหมาย
เขาต้องวิ่งตลอดโดยไม่พัก และเมื่อไปถึงเขาก็จะหมดแรง และถูกพวกมันที่ยังมีแรงเหลือเฟือ
กับพรรคพวกอีกหลายคน รุมจัดการเป็นแน่

{อีกไม่ไกลแล้ว…}
เกร ใส่แรงวิ่งมาตลอดทางจนอยู่ห่างจาก ปากซอยที่จะต้องเลี้ยวเข้าไป และลึกสุดด้านในนั้นคือ โกดังที่มีพวก ครอสมาเรีย
รอที่จะประหารเขาอยู่ ทันทีที่นึกขึ้นมาได้ถึงสิ่งนี้ ขาของเขาก็หยุดก้าวไปทันที

{เป็นอะไรไปล่ะ วิ่งสิ….ทำไม…ถึงขยับไม่ได้เลย ทำไมถึงหยุดนิ่งอยู่แบบนี้ล่ะ}
แม้สมองและหัวใจจะร่วมกันสั่งให้ขาที่หยุดนิ่งขยับไปข้างหน้าก็ตาม แต่มันก็ยังคงหยุดนิ่ง
เป็นความกลัวที่สะกดฝีเท้าของเขาไว้

{ทำอะไรอยู่เล่า….เพื่อคนสำคัญแล้ว ฉันยอมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่ ขยับเซ่!!}
เสียงตะโกนซึ่งดังก้องอยู่ภายในร่าง ที่แข็งทื่อเพราะความกลัว พยายามจะหาทางเล็ดลอดออกมา
แม้จะพยายามเลี่ยงความจริงเท่าไหร่ก็ตาม แต่เมื่อรู้ว่าหนทางข้างหน้านี้คือความตายที่อาจจะรออยู่
ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ ก็ต้องอยากที่จะหนีไปจากมันให้พ้นๆซะ

ความจริงที่แสนเจ็บปวดชะโลมหัวใจของเด็กหนุ่ม ว่าเขาไม่อาจถลำก้าวเข้าไปได้มากกว่านี้ ก้าวไปสู่สถานที่ที่ซึ่ง
ความตายร้องเรียก

“ เหวอ!! ”
เสียงร้องดังลั่นออกมาจากท้ายซอย และเงียบไปพักใหญ่ แล้วเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาแทน
เสียงมันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่ฉันยังคงหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น พร้อมกับความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นอยู่ภายใน

……………………………………………
………………….

ย้อนกลับ 30 นาทีก่อน

“ ก็อย่างที่ว่าไปนั่นล่ะ คืนนี้เราจะจัดการตัวหน้าของพวก พันนิชเมนท์กัน ”
ชายสมาชิก ครอสมาเรีย กำลังสนทนากับ เด็กหนุ่มสมาชิกครอสมาเรีย อีกสองคนที่ยืนฟังด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
เท่าไหร่นัก ที่นี่ห่างจากโกดัง ซึ่งหัวหน้าคนใหม่พึ่งจะสั่งไปรวมพล ประมาณ 100 เมตร

“ หัวหน้าของพันนิชเมนท์….จะมาแน่เหรอ? ”
หนึ่งในสองเด็กหนุ่มซึ่งตาตี่ ถาม
“ ลงทุนถึงขนาดไปจับตัวพี่สาวของมันมาแล้ว ยังไงก็ต้องมาชัวร์ๆ ”

“ ว่าไงนะ…จับตัวมาเหรอ? ”
เด๊กหนุ่มอีกคนผมชี้ตั้ง สะดุ้งขึ้นมาหลังจากที่รู้ว่าลัทธิ ลักพาตัวพี่สาวของ ศัตรูมา

“ ใช่น่าสนใจดีใช่ไหมล่ะ เบโลเอ ให้มาชวนพวกนายไปด้วย… ”
“ งั้นหลังจากแกฟื้นแล้ว ฝากไปบอกไอ้สารเลวนั่นด้วยล่ะว่าฉันขอลาออกจากลัทธิตั้งแต่วันนี้ ”

ร่างของ สมาชิกลัทธิที่มาชวนตามคำสั่ง ร่วงลงไปกองกับพื้นในทันที จากแรงส่งของหมัดที่ เด็กหนุ่มผมตั้ง
ชกใส่ไป

“ จะไปช่วยใช่ไหมล่ะ….มาสิ ”
เด็กหนุ่มตาตี่ ยื่นมือส่งให้เขา

“ จะดีเหรอ เทนโตะ ที่จะตามฉันไปด้วยน่ะ ”

“ ยังไงซะที่นี่มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วล่ะ ในเมื่อ มาเรียทอดทิ้งที่นี่ไปแล้ว แล้วก็อีกอย่างฉันไม่ชอบเอาซะเลย
กับวิธีการของเจ้าเบโลเอ มันเคยสังกัดอยู่กับ
เอคิวไอเอ็ม(AQIM=al Queda in the Islamic Maghreb หรือ อัลกออิดะห์ กลุ่มประเทศอิสลามแห่งแอฟริกา)
ก่อนจะหนีเข้ามาที่ไทย เจ้านั่นหวังจะฮุบลัทธิมาตั้งแต่แรกแล้วด้วย ”

“ เอาล่ะๆ พอแล้วถามนิดเดียวไม่ต้องสาธยายมาหมดนั่นก็ได้ ไอ้เรื่องนั้นน่ะนายบอกฉันไม่รู้กี่หนแล้ว
อีกอย่างนายอ่านใจได้ก็น่าจะรู้อยู่นะว่าฉันอยากรีบไปตั้นหน้าไอ้ เบโลเอ นั่นใจจะขาดอยู่แล้ว ”
เขา ต้องขัดขึ้นเพื่อให้ เพื่อนตาตี่ หยุดพูด
เด็กหนุ่มตาตี่ หัวเราะห้วนๆในลำคอ ก่อนจะจับมือของ เพื่อนร่วมอุดมการณ์

“ นั่นสินะ ไปกันเถอะ ไอจิส เทเลพอเทชั่น ” /Yes sir, Teleportation/
หลังจากเสียงทุ้มต่ำกระหึ่มจาก Note ของ เด็กหนุ่มตาตี่ ทั้งสองก็หายวับไปในอากาศ ด้วยเวลาแค่ชั่วพริบตา
……………………………………………
……………………

ภายในโกดังร้าง เต็มไปด้วยคนของ ครอสมาเรีย ทั้งสิ้น รวมถึง ชายวัยกลางคนซึ่งเป็นแอฟริกัน
หน้าตาสกปรกมอมแมม และดกไปด้วยเคราดำยาวจนถึงอก นั่งอยู่บนกองท่อซีเมนท์ที่ทิ้งร้างไว้ หมอนี่คือ เบโลเอ
หัวหน้าคนใหม่ของ ครอสมาเรีย ที่สั่งจับตัว พี่สาวของ เกร มา

“ หัวหน้า จะทำยังไงกับผู้หญิงนี่ดีล่ะ ถ้าตำรวจมาเจอเข้าล่ะก็เราได้ซวยกันหมดแน่ ”
ลูกน้อง ชี้ไปยังร่างของ หญิงสาวซึ่งนอนสลบอยู่บนพื้นหน้ากองท่อที่ หัวหน้านั่งอยู่ โดยที่ขาซ้ายของเธอ
นั้นบิดเบี้ยวผิดรูปแปลกๆจากการ ที่ถูกพวกมันหักขา

“ เรื่องพรรค์นั้นไว้คิดหลังจาก ขยี้ไอ้เด็กเวรนั่นก่อนก็ได้ ”
เบโลเอ พูด

“ ไม่นึกเลยนะว่าจะจับตัวมาจริงๆแบบนี้ ”
เสียงสะท้อนก้องไปทั่วทั้งโกดัง พร้อมกับที่สายตาทุกคู่พึ่งจะสังเกตุเห็นผู้มาเยือนคนใหม่

“ เทนโตะ…แกเองหรอกเหรอ อย่าทำให้ตกใจสิวะ ”
เบโลเอ พูดอย่างโล่งอก หลังจากที่เห็นว่าผู้มาใหม่ คือเด็กหนุ่มตาตี่ ที่เป็นสมาชิกเช่นกัน

“ น่าสงสารจังเลยนะ ในความเป็นจริงแล้วคงไม่มีพระเอกมาช่วยเธอแบบในมังกะ หรือพวกอนิเม ”
เด็กหนุ่มตาตี่ เปรยก่อนจะดีด นิ้วขึ้นเปาะหนึ่ง

“ พูดเพ้อเจ้ออะไรของแกอีกล่ะ สมแล้วที่เป็น…. ”
พวกประประหลาดจริงๆ…ตำพูดนี้ไม่ทันที่จะได้หลุดออกจากปาก ร่างของเบโลเอ และ ลูกน้อง
ครอสมาเรียคนอื่นๆ ต่างก็ลอยเคว้งขึ้นไปในอากาศ

“ เหวอ!!!!! ”
ทุกคน ร้องสะดุ้งด้วยความตกใจ และพากันตะเกียกตะกาย เหวี่ยงแขนเหวี่ยงขาไปมา กำลังจมน้ำในอากาศ
เมื่อเท้าไม่แตะพื้น สัมปัญชัญญะ ในร่างกายก็พากันตอบสนองไม่ถูก

“ น…นี่มันพลังจิตของแกใช่ไหม เทนโตะแกคิดจะทำอะไรน่ะ ”
เบโลเอ จ้องมาที่เขาด้วยสายตาหวาดๆ มันเป็นคววามกลัวต่อพลังมหาศาลที่แผ่ออกจากร่าง
เล็กๆตาตี่ๆ ซึ่งอ่อนวัยกว่าหลายสิบปี

“ เอาน่าๆ ลอยอยู่แบบนั้นก็สนุกดีออก ”
เทนโตะ พูด


“ เฮ้ย!! นี่แกจะทำอะไรน่ะ! ”
“ เป็นบ้าไปแล้วรึไงวะ! ”
“ แว้ก~~ ”
เสียงเอะอะ ข้างนอกดังลอดผ่านประตูโกดัง เข้ามาสร้างความตื่นตระหนกให้กับ สมาชิก ครอสมาเรีย ขึ้นไปอีก

“ หรือว่า….จะเป็นหัวหน้าของพันนิชเมนท์ ”
เบโลเอ มีสีหน้าหวาดวิตกขึ้นมา ไม่ว่าอะไรก็ตามที่สามารถอาละวาดอยู่ข้างนอกนั่นได้โดยที่ บรรดาลูก
น้องเอะอะกันขนาดนี้ จะต้องเป็นคู่กรณีที่กำลังจะมาถึงแน่ๆ แต่เขาคิดผิดถนัด

ร่างของลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ด้านนอกกระแทกประตูจนพังยวบลงมาก่อนจะกลิ้งเกลือก มาสลบอยู่ใต้เท้า
ของ เบโลเอ ที่ลอยอยู่

“ พวกข้างนอกนี่ ฉันเก็บหมดแล้ว ตัวประกันล่ะว่าไง ”
เด็กหนุ่มผมตั้ง ก้าวข้ามประตูโกดัง มาพร้อมกับเหวี่ยงลูกน้อง ครอสมาเรีย ซึ่งสลบคามือทั้งสองทิ้งไป

“ ภ…ภูเขา นี่แกก็คิดจะทรยศด้วยงั้นเรอะ! ”
“ ฉันจำไม่ได้ว่า เคยไปพักดีกับไอ้ต่ำช้าแบบแกเลยนะเบโลเอ ”

หน้าของ เบโลเอ ซีดเผือดจนกลายเป็นสีขาว เสมือนความกลัวเป็นพิษของงูร้ายกำลังแพร่กระจายไปทั่วร่าง
ตอนนี้แม้คิดอยากจะขยับเท้าหนีก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เพราะถูกพลังของ เทนโตะ พาให้ตัวลอยกลางอากาศแบบนี้

“ ว่าไปแกนี่ตัวหนักจังเลยนะ เบโลเอ ชักจะถือต่อไม่ไหวแล้วล่ะ ”
เทนโตะ เปรยพร้อมกับเบิกดวงตาและคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ออกมาพร้อมๆกัน เบโลเอ นึกถึงชะตากรรมที่จะต้องพบต่อ
ไปหลังจากนี้ เกิดกระเสือกกระสน ขึ้นมาทันที

“ ย…อย่านะเว้ย!!! ”
“ ถ้าเมื่อยก็ต้องวางของก่อนสินะ ”

บรรดาลูกน้องคนอื่นๆ ก็พากันตะเกียกตะกายกันเป็นการใหญ่ บ้างร้องขอให้ เทนโตะ ละเว้นไว้ซักคน

“ เมื่อยแล้วล่ะ วางดีกว่า ”

สิ้นคำ ครอสมาเรียทุกคน ได้ลงไปกินฝุ่นกันถ้วนหน้า เทนโตะ ทิ้งให้ทุกร่างพุ่งลงมากระแทกพื้นจนสลบ
เหมือดกันทุกคน

“ รีบพาเธอไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ ”
ภูเขา วิ่งเข้าไปดูอาการของ หญิงสาวเธอยังมีสติอยู่และส่งเสียงโอดครวญออกมาได้

“ โทษทีนะรู้สึกว่า จะเสียพลังไปกับพวกนั้นหมดแล้ว ตอนนี้เทเลพอร์ตไปได้ไม่ไกลหรอก ”
“ งั้นไปเอากุญแจมอเตอร์ไซต์ จากพวกนั้นมาซักคนสิ ใช้พลังอ่านใจของนายแค่นี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้วใช่ไหม ”

หลังจากบอกให้ เทนโตะ หารถที่จะใช้แล้ว เขาจึงหันกลับไปใช้สองมือสอดเข้าด้านล่างและค่อยๆยกร่าง
ของเธอขึ้นจากพื้นอย่างนุ่มนวลที่สุด โดยจะระวังช่วงข้อเท้าที่หักของเธอเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน เทนโตะ ได้ใช้พลังที่ยังพอเหลืออยู่บ้าง ไล่ดูความทรงจำของทุกคนที่สลบอยู่และไปหยุดที่ เบโลเอ
เขาเดินเข้าไปหาร่าง เบโลเอ ที่นอนสลบอยู่ ก่อนจะล้วงเข้าไปหยิบเอากุญแจจากกระเป๋าเสื้อ

“ เอาของเจ้า เบโลเอ นี่ล่ะเครื่องแรงสุดว่าแต่นายขับเป็นนะ ”
“ ส.บ.ม.ย.ห. สบายมากอย่าห่วง อุ้มเธอไปซ้อนท้ายเลย ”

เทนโตะ ส่งกุญแจให้ภูเขา ก่อนจะรับร่างของเธอมาอุ้มไว้แล้วตามไปซ้อนมอเตอร์ไซต์

……………………………………
……………..

เสียงคำรามของเครื่องยนต์ ดังกระหึ่มออกมาจากท้ายซอย มันเป็นเสียงเครื่องของจักรยานยนต์
เกร ยังคงไม่ขยับตัว เขาหยุดนิ่งอยู่แบบนี้ตั้งแต่ที่เสียงเอะอะโวยวายดังออกมาจากท้ายซอย
ซึ่งเป็นที่โกดังของพวก ครอสมาเรีย ตั้งอยู่

เด็กหนุ่มสองคนขับมอเตอร์ไซต์ ออกมาโดยที่คนซ้อนอุ้มร่างของหญิงสาวไว้ด้วย นั่นคือพี่สาวของเขา
เสียงยางรถบดกับถนนดังเสียดเข้าไปในแก้วหู ขณะที่หักเลี้ยวก่อนจะวิ่งสวนผ่านเขาไป และหายลับไปในความมืด
ของราตรีนี้
……………………………
……
วันรุ่งขึ้น
เพราะได้รับการแจ้งจากโรงพยาบาลตากสินว่า พี่ถูกส่งตัวไปที่นั่น เกรจึงรีบมาเพื่อดูอาการของเธอทันที
แต่กระดูกขาซ้ายที่หักของเธอ เกิดติดเชื้อขึ้นมาระหว่างที่นำส่งโรงพยาบาล หมอเองก็ไม่ยืนยันว่าเธอจะ
กลับมาเดินได้อีกรึเปล่า

วันนั้นทั้งวันหมดไปโดยที่เขาได้แต่มองพี่ที่นอนซมไม่ได้สติมาตลอดตั้งแต่เมื่อวาน หมอบอกว่าเธอช๊อคจากเหตุการณ์
ที่ประสบมา และคงจะหลับไปอีกจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้หรืออาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยก็ได้

ใบหน้าของพี่ ที่เขาพยายามจับตาอยู่ตลอดทั้งวันและภาวนาขอให้เธอฟื้น ความหวาดวิตกพุดขึ้นมาในใจราวกับดอกเห็ด
หากว่าพี่ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย เขาจะต้องโทตัวเองไปตลอดชีวิตแน่

“ น่าสงสารซะจริงนะ โชคไม่ดีเลย เพราะมีน้องชายแบบนี้ถึงต้องมาเคราะห์ร้ายโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปด้วย ”
เสียงของมารร้าย กระซิบเข้ามาที่ข้างหู ทั้งที่คืนก่อนมันเป็นเสียงที่เขาอยากจะฟังมากที่สุด มันอาจจะนำความช่วย
เหลือและหนทางที่จะทำให้ผลลัพธ์ไม่ออกมาเป็นแบบนี้ได้ แต่บัดนี้เสียงกระซิบราวนั่นไม่ต่างจากปลายหอกแหลม
ที่เสียดแทงเข้าไปในใจของเขา

เกร หันกลับไป มารร้ายในคราบนักบุญ กำลังยิ้มเยาะอย่างอิ่มเอม และมองมาที่เขาด้วยสายตา พออกพอใจ
วินาทีนี้ สมองของเขาไม่ประมวลผลอะไรอีกแล้วแต่เป็นเซลล์ทั่วทั้งร่างที่บอกให้หมัดขวาเหวี่ยงออกไปสุดแรง
หากแต่ว่า ปอร์ แค่ขยับถอยลงไปก้าวเดียว ก็หลบหมัดฮุค ที่ไม่ได้เล็งมานี้อย่างง่ายดาย
แรงส่งของหมัดที่พลาด ลากเอาร่างของ เกร ให้เซถลาตามไปด้วย

“ ที่เจ้าพวกนั้นรู้เรื่องพี่ ก็เพราะนายเป็นคนบอกใช่ไหม? ”
“ ถึงฉันบอกว่าไม่ใช่เธอก็ไม่เชื่ออยู่ดี แต่เพราะอย่างงั้นแหละถึงอยากจะบอกว่าเป็นฝีมือฉันเองแหละ ”

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่ที่รู้แน่ๆอย่างหนึ่งคือ มารร้ายหลอกใช้เขา จนหนำใจแล้วเขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดี
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าความต้องการหรือผลตอบแทนที่อาจจะสำเร็จไปแล้วของ ปอร์คืออะไร

“ พอเจอปัญหาแล้วอยากจะหนีปัญหาไปให้พ้นๆ คนประเภทนี้มีอยู่ถมไปซึ่งเธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ตั้งแก๊งขึ้นมา
ก็เพราะอยากจะให้ใครยอมรับ พอมีแก๊งมีปัญหา ก็คิดจะหนีอีกล่ะสิ ฉันรู้นะว่าตอนนี้นายคบอยู่กับเธอคนนั้น ”

เกร หน้าซีดเผือดขึ้นมา ด้วยความกังวล มีอะไรบ้างที่มารร้ายตนนี้ไม่รู้เกี่ยวกับเขา ไม่สิบางทีอาจจะทั้งหมด นี่เขาเอาตัวเอง
มาเสี่ยงอยู่ในกับดักของ ซาตานงั้นหรือ เพียงแค่หลงทำสัญญาก็ไม่อาจถอนตัวได้อีก


“ คิดจะทิ้งชีวิตแบบนี้แล้วกลับไปเป็นนักเรียนมัธยม ธรรมดาๆพูดให้ตรงๆก็คือจะหนีจากแก๊งสินะ หนีจากปัญหาอีกเหมือนที่เคยๆทำมานั่นแหละ เอาเถอะสบายใจได้ฉันหมดธุระกับเธอแล้วจากนี้ไปก็ขอให้มีความสุขกับบาปที่ไม่มีวันล้างออกนั่นก็แล้วกันนะ ”

และแล้ว มารร้าย ก็จากไป

…………………………………….

อีกสองวันให้หลัง พี่สาวของ เกร ฟื้นสติและด้วยคำให้การของเธอ เบโลเอ ก็ถูกจับในที่สุด
เมื่อกลุ่มไร้ซึ่งหัวหน้า ครอสมาเรีย จึงต้องสลายตัว ทุกๆอย่างดูเหมือนจะกลับมาสงบสุขดังเดิมแล้ว
เพียงแต่ ระยะห่างระหว่าง เกร กับ พี่สาวนั้นยาวไกลยิ่งขึ้นไปอีก เขาไม่อาจแบกหน้ากลับไปพบเธอได้
ด้วยความรู้สึกผิดที่แบกรับเอาไว้

ทุกวันเขาจะมายืนที่ลานหินในสวนข้างโรงพยาบาลเพื่อ มองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องพักผู้ป่วยที่พี่สาวของเขา
นอนอยู่ แต่ไม่ว่าจะมาซักกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยขึ้นไปหาเธอ อีกเลยนับแต่วันนั้น

“ เกร กีก้าเสลฟ คือนายสินะที่เป็นหัวหน้าของแก๊งพันนิชเมนท์ น่ะ เรียกฉันว่า ภูเขา ก็แล้วกัน ส่วนหมอนี่ เทนโตะ ดราคัส(Tento Dracus) ”
เด็กหนุ่มผมตั้ง เข้ามาทักทายพร้อมกับ แนะนำเพื่อนตาตี่ ที่มาด้วยกันอีกคน
เกร มองพวกเขาอย่างเหม่อลอย ก่อนจะนึกออกว่าพวกเขาเป็นใคร

“ พวกคุณเป็นคนช่วยเธอเอาไว้...ใช่ไหมครับ...ถ้างั้นผมก็ขอขอบคุณ... ”
“ เก็บคำพูดนั้นไปเถอะ นี่ถือเป็นการชดใช้ให้กับนายแล้ว ”
ภูเขา พูดจากนั้นแม้จะรอให้ พูดอะไรมาบ้างแต่ เกร ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาจึงคิดที่จะเป็นฝ่ายบอกออกไป

“ เธอฝากมาบอกน่ะว่าจากตรงนี้ เธอมองเห็นจากห้องคนป่วยได้ชัดเลย เขายังบอกมาอีกว่า ให้นายไม่ต้องเป็นห่วง ”
“ …………… ”
ยังคงไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ ภูเขา จึงคิดหาคำพูดใหม่

“ ดูเหมือน นายจะไม่เคยไปเยี่ยมเธอเลยสินะ แล้วก็ไม่ได้บอกเรื่องแก๊งอีกด้วย ฉันเลยบอกเขาไปว่า
พวกนั้นเข้าใจผิดว่านายเป็นพวกของแก๊งก็เลยโดนหางเลข ไปด้วย ”

เป็นเพราะเขาพูดออกไปแบบนั้น แววตาของ เกร ถึงได้เฉียงอย่างน่ากลัวขึ้นมา เด็กหนุ่มมองมาที่เขาอย่างโกรธๆ

“ ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย ”
เกร ยังคงจ้องมาที่เขาไม่วางตา เทนโตะ ที่ยืนอยู่ข้างหลัง เห็นว่าอยู่ๆก็เงียบไปเลยแทรกขึ้นมาโดยไม่ทันมองสถานการณ์

“ แหมๆไม่ต้องเกรงใจกันหรอกก็บอกแล้วว่าพวกเราอยากจะชดใช้ให้นายก็เท่านั้น... ”
“ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมถามว่าผมไปขอร้องพวกคุณด้วยเหรอว่าให้ทำแบบนั้นน่ะ ”
เด็กหนุ่ม ตะคอกใส่ เทนโตะ ถึงกับสะดุ้งจนถอยกลับไปหลบหลัง ภูเขา เหมือนเดิม

“ พวกคุณก็รู้ไม่ใช่เหรอ..ว่าผมหนีน่ะ..ทั้งที่เธอไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยแท้ๆ......แล้วทำไมเธอถึงต้องโดนแบบนี้ด้วย
ทำไมไม่บอกเธอไปล่ะว่าผมมันเป็นไอ้ขี้ขลาดที่ไม่กล้าไปช่วยพี่สาวตัวเอง น่ะ…..ทั้งที่ต้องมาซวยก็เพราะผมด้วย....
จะให้ผมโกหกเธอต่อไปแบบนี้น่ะเหรอ…. ”

คำพูดรัวออกมาอย่างไม่คาดคิด ตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ เกร เท่านั้นที่จะใส่อารมณ์ได้อยู่ฝ่ายเดียว เมื่อเส้นเลือดที่ขมับ
ของ ภูเขา ปูดขึ้นมา มือของเขาก็กระชากคอเสื้อ เด็กหนุ่มเข้ามาแล้ว

“ ถ้านายยังมีสำนึกเหลืออยู่ในหัวบ้างล่ะก็ ขึ้นไปหาเธอแล้วขอโทษซะ เข้าใจมั้ย!! ”

เกร เงียบเสียงลงทันที ก่อนหน้านี้ความกดดันทำเขาโกรธจนแทบเป็นบ้าอยู่แท้ๆ มันเหมือนกับถูกราดน้ำที่เย็นจัด
ใส่ สายตาของ ภูเขา เย็นยเยือกแบบนั้น แค่เพียงครั้งเดียว ไฟโกรธในตัวก็ดับมอดไปในทันที
หลังจากเห็นว่า เขาสงบสติลงแล้ว จึงคลายมือ ออกจากคอเสื้อ มันเกือบจะขาดจากแรงกระชากนั่น
โชคดีที่คอของเขาไม่หลุดไปกับเสื้อด้วย

“ แต่ถ้านายอยากจะหนีฉันก็จะไม่ว่าอะไร ก็คิดซะแล้วกันว่าคำโกหกนั่นคือบาปที่
นายจะต้องแบกรับ นี่เป็นปัญหาของนาย ”

ภูเขา พูดก่อนจะตบเท้าเดินจากไป อย่างหงุดหงิด

“ แหมๆ ดูเหมือนนายจะพูดอะไรที่ฟังดูเท่มากๆ ออกไปซะแล้วสิ ต่อไปนี้ต้องเรียกว่า ภูเขาหนุ่มเจ้าคารม แล้วสินะ ”
“ เงียบไปเลยว้อย แล้วก็อย่ามาตั้งชื่อแปลกๆแบบนั้นอีกนะ ”

เสียงพูดคุยของทั้งสองค่อยๆไกลออกไป และหายลับไปในที่สุด ทิ้งให้ เกร ครุ่นคิดกับคำพูดนั้น
จากนี้ไปตัวเขาจะตัดสินใจอย่างไรดี………..

……………………………………..
…………………
……..

ช่วงกลางของเดือนเมษายน ในปีนั้นเองเมืองสงบลงไปมาก เพราะไม่มีพวก ครอสมาเรีย เหลืออีกแล้ว
อีกทั้งกระแสความเชื่อของลัทธิ ยังเสื่อมทรามลงไปเรื่อยจนไร้ผู้ที่จะศรัทธา ลงท้ายแล้ว ลัทธิก็ถูกมองว่าเป็น
พวกหลอกลวง และตกเป็นเป้าของตำรวจไป น่าจะเรียกได้ว่าเป็นจุดจบของ ครอสมาเรีย อย่างแท้จริง

ส่วนแก๊งพันนิชเมนท์ นั้นก็หยุดการเคลื่อนไหวลงเช่นกันเป็นเพราะ ผมสั่งเอาไว้ให้ แม้จะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมา
แล้วแต่ผมก็ตัดใจสลายกลุ่มทิ้งไปไม่ได้อยู่ดี ผมหันไปพึ่งพา ริน แทนโดยการแชทผ่านเวบไซต์

เธอ ชวนผมเข้าเรียนมัธยมปลายที่ โรงเรียนมนต์วิทยา มันเป็นโรงเรียนที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน
และก็ไม่ไกลจากที่อยู่ใหม่ของผมด้วย จริงสิผมยังไม่ได้บอกเธอเลยว่าย้ายออกจากบ้านเดิมมาแล้ว
แต่ผมไม่คิดจะบอกเหตุผลกับเธอแน่นอน

ผมรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้คุยกับเธอมันช่วยให้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด และเมื่อเธอชวนให้ไปเรียนด้วยกัน
ผมไม่คิดที่จะปฏิเสธเลย บางทีนี่อาจจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าที่ผ่านๆมาก็ได้ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ
…………………….
ต้นเดือนพฤกภาคม เกร และ ริน ก็สอบเข้าเรียนระดับมัธยมปลายได้สำเร็จ ในวันปฐมนิเทศ
หลังจากเรียนปรับพื้นฐาน นั้นคือวันแรกที่เขาได้พบกับ ศรีพี่ชายของเธอซึ่งอายุห่างกันปีหนึ่งเพราะเกิดช่วงปลายปี
จึงเข้าเรียนพร้อมกับน้องสาวตัวเอง ศรีชวนให้ เกร ได้รู้จัก ซัมมอนเนอร์มาสเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมขึ้นมาในขณะนั้น

เวลาล่วงเลยไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน ได้มีการจัดแข่งขันเพื่อคัดเลือกบุคคลที่จะรับสืบทอดตำแหน่ง Master Ceremony
และในการแข่งขันครั้งนั้นทำให้ เกร ได้พบกับภูเขา อีกครั้งรวมถึง มาริน่า และ คิระ(อนุชิต) อีกด้วย

…………………………….

เสียงกริ่งโรงเรียนดังขึ้นเป็นสัญญาณหมดคาบ นักเรียนในห้อง 4/3 ทุกคนจึงเตรียมเก็บของเพื่อเปลี่ยนห้องเรียน

“ ยังเก็บไม่เสร็จอีกเหรอ? ”
เกร ถามขึ้นมา เมื่อเห็น ริน เอาแต่คุ้ยลิ้นชักโต๊ะเรียนหน้ามุ่ย เหมือนจะหาอะไรบางอย่างจนไม่ทันสังเกต
เขาจึงต้องเรียกเธออีกหน ได้ผลเธอถึงกับผงะไปเลย

“ ไหงต้องทำท่าตกใจซะขนาดนั้นด้วยล่ะ? ”
“ ก็อยู่ๆนายมาทักเอาแบบนี้ฉันก็ไม่ทันตั้งตัวสิยะ! ”
“ เหรอ? ให้ช่วยเอาไหม ”
“ ม..ไม่เป็นไร นายไปก่อนเลยก็ได้เดี๋ยวฉันจะรีบตามไป ”

แม้จะสงสัยในท่าทีของเธอแต่ เกร ก็ยอมออกไปตามที่เธอขอ หลังจากเขาออกไปแล้ว รวมถึงทุกคนในห้องที่
ออกไปกันจนเกือบจะหมดห้อง เธอจึงก้มตัวล้วงมือเข้าไปหยิบเอา บางอย่างออกมา เธอ
จ้องมันด้วยความกังวล ที่ปรากฏเป็นสีหน้าชัดเจน

“ เกือบไปแล้วสิ นี่ถ้าเกร เห็นเข้าล่ะก็แย่แน่ๆเลย ”
เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะที่เก็บผ้าคลุมหน้าสีขาวซึ่ง ติดตราประทับรูป พระแม่มาเรียและกางเขน ใส่กระเป๋าหนังสือ
อย่างรีบๆ

…………………………………………
To Be Continue
…………………………………..


Next Sub-Turn

ลูเซีย: ฉันยังมีความหมายกับเรื่องนี้อยู่รึเปล่าเนี่ย
ธนัท:นั่นมันใช่ประเด็นเรอะ ที่สำคัญเราต้องสปอยตอนต่อไปสิมันถึงจะถูกเอ้าทำงานกันหน่อย
วาการุรุ: จำได้ว่าตอนอายุ 15 เจ้าการุรุมันก็ยังเป็นผู้เป็นคนอยู่นี่นะ แต่ทำไมตอนนี้เห็นแล้วปวดตับว่ะ
เทนโตะ: ผมไม่ย้อมผมแล้วหน้าแทบจะเหมือนกันเด๊ะเลยแหะ
เกร: ไหงบทของฉันมันถึงมืดมนแบบนี้ล่ะห๊ะเจ้าคนเขียน
วอร์เกรม่อน: อ่ะ แหมๆ ฮะๆๆๆ แบบนี้ก็ดีแล้วนี่เท่ดีออก /โดนแชลงทิ่มกบาล
เกร: ตอนต่อไป สงครามศักดิ์สิทธิ์ บทที่สอง Sub-turn 39 The Crusade War 2nd ครอสมาเรีย บาดแผลแห่งพระแม่
การุรุ: นี่มันใช่เรื่องเดียวกันแน่เรอะ?!
………………………………………………….
Character Pop!

รูปภาพ ----------> รูปภาพ

Grea Gigaslave: ตัวละครตัวนี้จะมีจุดเด่น ที่ผ้าคลุมสีแดงเลือด สำหรับที่มาจริงๆก็ได้ถูกกล่าวไว้ในบทที่ 38 แล้วว่า
เอาเลือดศัตรูชะโลมผ้าสีขาวจนมันแดงซักไม่ออกเลยทิ้งไว้แบบนี้ เอ้ยไม่ช่ายล่ะ แต่จริงๆก็แนวๆนั้นแหละ
ภาพลักษณ์นี้ได้มาจาก การ์ด Fidelis et Verax จากคำอธิบายหลัง Counter Card ท่อนที่ว่า

” เขาสวมเสื้อคลุมชุ่มเลือด ชื่อของเขาคือ "พระวจนาตถ์ของพระเจ้า"
กองทัพที่อยู่ในสวรรค์ นั่งบนหลังม้าขาวสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อละเอียดขาวบริสุทธิ์”

ผ้าคลุมแดง คือ เสื้อคลุมชุ่มเลือด แล้วก็จากในรูปปัจจุบัน พี่แกจะใส่เสื้อสีขาวคู่กับผ้าคลุ่มตลอดตาม ที่ว่า
สวมเสื้อขาวบริสุทธิ์ นั่นเองแหละ
………………………………………………….


ช่วงสครีม
หลังจากเขียนบทนี้ลงไปแล้วเหมือนตัวเองดูเสื่อมๆยังไงพิกลแหะ หรือว่าเราจะใส่อารมณ์กับชีวิตชีวาให้
เกร มากเกินไปหว่า เอ…อืมไม่หรอกมั้ง ส่วนของบทถัดไปรอหลังสอบเสร็จหรือกลางเดือน มีนานู่นเลยนะครับ
ต้องเตรียมตัวสอบอีกแย้ว T^T เวลาเรียนของเทอมนี้น้อยบรรลัย ตรูพึ่งจะสอบไปเมื่อ เดือนกับอีกครึ่งที่แล้วเองนะเฟ้ย!
แว้ก~~~
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Up Sub-turn 38 The Crusade War 1st

โพสต์โดย boy เมื่อ ศุกร์ ก.พ. 25, 2011 7:06 pm

ยาววววววว
แถมย้อนอดูต T^T
อาาาาา เหนื่อย
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

SMN VR TAG TURN!!:Sub-turn 39 The Crusade War 2nd

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ ศุกร์ มี.ค. 18, 2011 1:51 pm

Sub-turn 39 The Crusade War 2nd

พศ.2698(ค.ศ. 2155) เป็นปีแรกที่ ครอสมาเรีย(Cross Maria) เปิดตัวในฐานะสมาคมอาสาสมัคร
จุดประสงค์ในการก่อตั้งนั้นแรกเริ่ม คือการหาทุนและผู้สนับสนุนให้แก่ชมรมอาสาสมัคร

ของ มนต์วิทยา นับว่าเป็นโชคดีของชมรมทีเดียว ที่ได้รับความสนใจและมีผู้ให้การสนับสนุน
จนสามารถก่อตั้งเป็นสมาคม ได้โดยให้ชมรมในโรงเรียนเป็นเครือข่ายลูกพิเศษ

แต่กระนั้น ถึงจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่จริงๆแล้วพวกเราเป็นแค่เครื่องมือ สร้างหน้าสร้างตาให้กับ
พวกคนใหญ่คนโตเท่านั้น ไม่ว่าจะการหาเสียงของพวกนักการเมือง หรือ การเพิ่มความนิยมของพวกดารา

แม้แต่พวกรายการโทรทัศน์ที่ทำทีเป็นบริจาคเงินสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ ทั้งหมดนี้ล้วนข้องเกี่ยวกับ
ผลพลอยได้ทางธุระกิจทั้งสิ้น นั่นคือความเป็นจริง การที่ใครซักคนจะช่วยเหลือใครนั้นย่อมต้องมีผลตอบแทน
ยังไงก็ตามมันทำให้พวกเรามีกำลังพอที่จะทำอะไรได้บ้าง แม้จะทำได้ไม่เต็มที่นัก

บางครั้งทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ที่ให้ความร่วมมือ ก็ถูกริดรอนไปจนร่อยหลอแล้วกว่าจะมาถึงมือของเรา
แต่นั้นก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับการถูกนำไปผูกกับพวกลัทธิ ในอีกหนึ่งปีให้หลังจากนี้

พ.ศ. 2699(ค.ศ. 2156)

เป็นปีที่เกิดความกลลาหลจากการปรากฏตัวของอสูรเทพ โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดกระแสสร้างลัทธิ
บูชาพระเจ้าบ้าๆขึ้นมามากมาย หนึ่งในนั้น ครอสมาเรียของพวกเราถูกเอาไปเหมารวมด้วยทั้งที่ไม่น่าจะ
มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย ริน เด็กสาวผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้ง สมาคมและชมรม ครอสมาเรีย

เธอไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีก จึงออกสืบเรื่องราวทั้งหมด
ยิ่งตามขุดคุ้ยเรื่องราวลงไปลึกเท่าไหร่ กลับต้องพบกับเรื่องชวนประหลาดใจมากเท่านั้น

เธอพบว่าสมาคมของเธอ ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพล ชักจูงให้เข้าร่วมกับพวกแก๊งอันธพาลไปจนถึงพวกสิบแปดมงกุฏ
ที่แอบอ้างชื่อของกลุ่มไปใช้

“ เรื่องแบบนี้….จะปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ”

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความทะเยอะทะยานเพียงชั่ววูบ ที่ดึงให้เธอริเริ่มการกอบกู้ชื่อเสียงของกลุ่ม
โดยเริ่มจาก คัดเลือกและรวบรวมกลุ่มที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม นั่นทำให้เธอได้พบกับ เทนโตะ
และ ภูเขา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกๆที่ให้การสนับสนุน กับครอสมาเรีย

การกอบกู้กลุ่มของพวกเธอเริ่มขึ้น โดยไล่จากพวกปลายแถว ตัวแปรสำคัญที่ดึงเอาความกล้า..ไม่สิมันมากกว่านั้น
อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความทะเยอทะยาน ของเธอนั้นมาจาก การควบคุมอสูรอัญเชิญจากการ์ดผนึก
หากเป็นช่วงเวลาหลังจากนี้ไปอีก ซัก 2 ปีการควบคุมอสูรได้นี้จะไม่มีความหมายใดๆที่จะทำให้เธอเป็นคนพิเศษเลย
แต่ตอนนี้ ระบบอัญเชิญอสูรนั้น พึ่งจะเริ่มการพัฒนาขึ้น และวัสดุสำหรับทำแกนกลางควบคุมพลังงานก็ยังไม่มีความบริสุทธิ์ เท่ากับปัจจุบัน พูดง่ายๆก็คือ ใช้งานยาก จนมีแต่บางคนเท่านั้นที่ใช้ได้

ด้วยอำนาจของเหล่าอสูรอัญเชิญ ทำให้เธอมีพลังที่จะสลายกลุ่มแอบอ้าง และพวกที่นำกลุ่มไปผิดทางได้สำเร็จ
ข่าวการปฏิรูปกลุ่มของ เธอแพร่กระจายไปตามสายของครอสมาเรีย ทั้งหมดและ
มีผู้ที่ศรัทธาในอุดมการณ์เดิม ซึ่งกระจัดกระจายกลับมารวมตัวอีกครั้งโดย
มีเธอเป็นแกนนำ นั่นถือเป็นต้นกำเนิดของ พระแม่แห่งครอสมาเรีย

แต่ทว่า ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมา และยากจะแก้ไข นั่นคือกลุ่มพันนิชเมนท์
พวกนี้เป็นแก๊งเด็กที่เป็นเจ้าถิ่นในเขตๆหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่เพราะพวกนอกรีตที่เรากำลัง
ตามกวาดล้าง ดันไปมีเรื่องกับพวกนี้ ทำให้การปฏิรูปของเราต้องปะทะกับมันไปด้วย

ในตอนแรกเรายังสามารถจัดการกับพวก พันนิชเมนท์ ได้อย่างสบายๆแต่เพราะอะไรบางอย่างที่ทำให้
พวก พันนิชเมนท์ เคลื่อนไหวต่างออกไป ราวกับรู้ว่าพวกเราจะเคลื่อนไหวอะไรยังไงบ้าง ถึงจะไม่ได้มีแต่กลุ่มปฏิรูปเท่านั้นที่ ถูกระราน พวกนอกรีตเองก็อยู่ไม่สุขเช่นกัน จากการนี้ฉันจึงคิดที่จะเจรจากับหัวหน้ากลุ่มของพันนิชเมนท์
เพื่อตกลงกันและกัน ในเมื่อต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกัน….แต่จะทำยังไงล่ะ? ในเมื่อฉันไม่รู้เลยว่าหัวหน้าของ
พันนิชเมนท์คือใคร
………………………………………………………………..
วันหนึ่งระหว่างทางกลับจากโรงเรียน ฉันก็ได้พบกับชายคนหนึ่งซึ่งจะสั่นคลอนความเป็นไปของกลุ่มปฏิรูป

“ หวัดดี มาเรีย แห่งครอสมาเรีย ”
ชายในชุดเสื้อคลุมสีขาว ทักทายอย่างเป็นมิตร กับเธอ

รูปภาพ

มือของฉันจับ Note ที่ห้อยคอเองโดยอัตโนมัติ ชายผู้นี้ปล่อยความรู้สึกไม่น่าวางใจ ออกมา

“ ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก ฉันมาดีนะ ”
แม้ว่าเขาจะพูดออกมาแบบนั้น แต่มือของเธอก็ไม่ได้ลดห่างออกจาก Note เลย

“ งั้นถ้าเกิดว่าฉันบอกให้เธอได้ล่ะ ว่าใครคือ หัวหน้าของพันนิชเมนท์ จะว่ายังไง ”
“ คุณต้องการอะไรกันแน่? ”
“ หึๆๆ เธอคงคิดอยู่สินะว่าฉันหวังใช้ประโยชน์จากเธอ อย่างเช่นให้ไปจัดการพวก พันนิชเมนท์ เป็นต้น… ”
/Get Set/
พูดถึงตรงนี้ เสียงทุ้มๆคุ้งกังวาลจาก Note และเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบสำหรับการดวล อสูรอัญเชิญ
วัลคีรี่ไบรน่า ชักดาบคู่ใจจ่อเข้าที่ต้นคอของ เขาทันที

รูปภาพ

“ ทีนี้บอกจุดประสงค์มาซะ ถ้าหมายความตามที่พูดจริงๆล่ะก็ ฉันจะทำให้คุณพูดไม่ได้ไปอีกนานเล…. ”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบสถานการณ์ก็กลับตาลปัตร ในพริบตา ดาบซึ่งเคยหันเข้าใส่เขาตอนนี้มันย้อนกลับไป
ยื่นใส่เธอแทน

“ ป..เป็นอะไรไปน่ะ ไบรน่า ศัตรูอยู่ทางนั้นนะ ”
“ ถึงจะออกคำสั่งไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตอนนี้คนที่ควบคุมมันก็คือฉัน ”

เด็กสาวพึ่งจะสังเกตุเห็นว่า ด้านหลังของชายชุดขาว มีไอควันสีดำโฉยออกมา และ มัน
โยงมาถึงร่างของ ไบรน่า นี่คงจะเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ ชายชุดขาว ดีดนิ้วเป็นสัญญาณให้อสูรอัญเชิญ
ของเขาออกมาจากที่ซ่อน ควันดำโชยออกมาจากร่างของเขาจนหมดและรวมกลุ่มควบอัดเป็นร่างของ ปีศาจสาว
หัวเราะคิกคักอย่างเริงร่า(Lilin)
รูปภาพ

“ ไม่เข้าใจเด็กผู้หญิงอย่างเธอเลย จะเป็นกังวลไปทำไม ถึงฉันจะบอกไปแต่สุดท้ายคนที่ตัดสินใจมันก็คือ
เธอเองไม่ใช่หรือ? ”

“ เกร กิก้าเสลฟ ถ้ายังไงคืนนี้ลองไปดูที่โกดังเก่าแถวท่าเรือดูสิ หึๆ ขอให้โชคดีนะ ”
ชายชุดขาว ยกเลิกการอัญเชิญอสูรของเขา ก่อนจะเดินหายลับไปทิ้งให้เธอครุ่นคิดอยู่กับคำใบ้ที่ได้มา

……………………………………………………………
ในราตรีที่พรายพรั่งไปด้วยดวงดาว ทอแสงระยิบระยับ แสงไฟจากตัวเมืองสะท้อนเข้ามาทำให้มองเห็น ได้สลัวๆ
ภายในท่าเรือร้างซึ่งปิดการใช้งานไปนานแล้ว ระงมไปด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวก และเสียงฝีเท้าซึ่งวิ่งกระจัดกระจายไปทั่วทั้ง ท่าเรือ

“ มัน หายไปไหนแล้ววะ! ”

“ ลองไปดูด้านหลังเด๊ะ!! ”

หลังจากเสียงตะโกนนั้น กลุ่มเด็กหนุ่ม กว่าสิบคนแห่กรูกันไปตามทางเดินซึ่งระเกะระกะ ไปด้วย กล่องสินค้า
พวกเขาเหล่านี้คือ พวกนอกรีตส่วนหนึ่งของ ครอสมาเรีย และที่พวกเขากำลังไล่ล่าก็คือ เด็กสาว
คนหนึ่งซึ่งเธอ ซ่อนตัวอยู่ในช่องแคบๆ ที่เกิดจากลังสินค้ามาซ้อนๆกัน


{ท..ทำไมที่นี่ถึงมีแต่พวกกบฏเต็มไปหมดเลยล่ะ? หรือว่าที่นี่จะเป็นฐานของพวกมัน}
เด็กสาวคิด ก่อนจะยื่นหน้าออกไปเพื่อชำเลืองมอง ข้างนอกพวกนอกรีต ยังอยู่กันเต็มไปหมด


{นี่เราถูกเจ้าคนประหลาดเมื่อตอนเย็นหลอกเอา งั้นเหรอ?}

เธอโมโหตัวเองมาก ที่ออกมาคนเดียวแบบนี้อย่างน้อยเธอน่าจะตามพรรคพวกในกลุ่มมาด้วย
ท่ามกลางฝูงศัตรูที่ รุมล้อมไปทั่วแบบนี้แม้จะใช้พลังของอสูรอัญเชิญ แต่เธอก็คงรับมือพร้อมกันไม่ได้ทั้งหมด

ชัยภูมิรอบๆที่เหลือเป็นภูเขาลังไม้ ถึงมันจะใช้เป็นที่หลบซ่อนสำหรับซุ่มโจมตีได้แต่ เจ้าถิ่นที่นี่ไม่ใช่เธอ
พวกนั้นย่อมรู้ดีกว่า ว่าที่ไหนบ้างที่จะใช้หลบซ่อนตัวได้ แน่นอนว่านั่นรวมถึงที่ๆเธอซ่อนตัวอยู่
ซึ่งอีกไม่นานคงจะถูกพบ

ในหัวเธอโล่งไปหมด ความกดดันส่งให้สมองเธอคิดหาทางเอาตัวรอดไม่ออกเลย เพียงแค่ก้าวเท้าออกไป
ศัตรูก็แห่กันเข้ามารุมทึ้งเธอ อย่างไร้ปราณี เมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว เธอจึงกำ Note ที่อยู่ในสภาพ ปลอกแขน
ของเธอแน่น เพื่อที่จะเตรียมร่ายอสูรออกมาได้ทุกเมื่อ

ระหว่างนั้นเองข้างนอกก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวก ดังขึ้นมา อันที่จริงมันดังมาได้แล้วซักพักหนึ่ง
ซึ่งเธอคิดแค่ว่า มันเป็นเพียงเสียงตะโกนที่ขานรับข้อมูลในการตามหาตัวเธอ ซึ่งเธอก็อาศัยเสียงเหล่านี้เป็น
สัญญาณในการเตรียมตัวที่จะตอบโต้ อยู่แล้ว เมื่อพวกมันพบเธอและพยายามจะตะโกนเรียกพวกคนอื่นๆมา
เธอจะจัดการซัดคนๆนั้นให้หมอบด้วยอสูร และกระโจนออกไปให้เร็วที่สุดอาศัยช่วงที่พวกมันกำลังให้
ความสนใจกับอสูรของเธอ เร่งฝีเท้าหนีไปให้ไกล

ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เธอตั้งใจจะทำ และรอสัญญาณจากเสียงของพวกมันอยู่นานแล้ว
แต่ตอนนี้ เสียงข้างนอกกลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป ในน้ำเสียงของพวกมันมีความหวาดกลัวแฝงมาด้วย
เธอรู้ได้จากการที่เงี่ยหูฟังอยู่ตลอด แม้จะไม่สามารถจับใจความเนื้อหาของเสียงเหล่านั้นได้ก็ตาม
แต่น้ำเสียงที่สั่นเครือของพวกมัน ก็ทำให้รู้ได้


เสียงตะโกนเหล่านั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกมันคงจะส่งข้อความเป็นทอดๆเพื่อแจ้งให้รู้กันทั้งหมด
ในที่สุดเสียงเหล่านั้นก็มาถึงตรงจุดที่พวกมันล้อมเธออยู่


“ แย่แล้ว! พวกเราถูกโจมตี ”

“ ว่าไงนะ?! ”
“ พวกพันนิชเมนท์ มันบุกมาแล้ว! ”

นอกจากเสียงตะโกนแล้วยังมีเสียงฝีเท้าที่เหมือนกรูกันวิ่งมา พวกนั้นกำลังหนีอะไรบางอย่าง
จากเนื้อความที่เธอได้ยินเป็นไปได้หรือที่ พันนิชเมนท์ กำลังมาที่นี่

เด็กสาวรู้สึกหนาวเข้าไปถึงกระดูกดำ มันเป็นความกลัวที่แผ่ซ่านเข้ามา ยังงั้นหรือ?
ไม่ใช่มันไม่ใช่ทั้งความกลัวหรือความยินดี แต่เพียงโดดๆ ในความกลัวก็ยังมีความยินดีแฝงไว้และ
ในความยินดีเหล่านั้นก็ยังมีความกลัวแฝงเอาไว้

โฮ่ง!ๆๆ

เสียงเห่าของสุนัข ? สร้างความฉงนให้กับเธอไม่น้อย มันดังมาจากด้านนอก ของซอกแคบที่เธอซ่อนตัวอยู่
เสียงต่อมาที่เธอได้ยินคือ เสียงร้องโอดครวญและเสียงเหมือนไม้นวดทุบแป้งข้าวเจ้า ดังตุบๆ
แว่วมาอีกหลายครั้ง

ซุ่มเสียงเหล่านี้ชักชวนให้เธอมองลอดออกไปจากซอกแคบที่เธอซ่อนตัวอยู่ ที่นั่นมีเด็กหนุ่ม
คนหนึ่งกำลังสู้กับพวก นอกรีตนับสิบ ตามลำพัง…ไม่สินอกจากเขาแล้วยังมีสุนัข
อีกตัวที่ช่วยกันสู้กับเขา

สายตาของฉันไม่อาจละไปจาก เด็กหนุ่มตรงหน้าได้ท่ามกลางฝูงกบฏนอกรีตของ ครอสมาเรีย
มีเพียงผ้าคลุมสีแดงฉานบนบ่าของเด็กหนึ่ง สะบัดพลิ้ว ให้เห็นเด่นเป็นสง่า

เวลาล่วงเลยไปนานเท่าใดแล้วก็ๆไม่อาจทราบ แต่ผู้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้ายคือ เด็กหนุ่มผู้
สวมผ้าคลุมสีแดง

เธอพยายามจะขยับตัวจากในพื้นที่อันน้อยนิดของซอกแคบ เพื่อที่จะมองหน้าของเด็กหนุ่มให้ชัดเจน
แต่เด็กหนุ่มยังคงหันหลังให้อยู่ จึงยากที่มองเห็น

“ ทำอะไรอยู่น่ะ เบโอวูฟล์ ? ”

เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้น และกำลังจะหันกลับมา สองตาของฉันพยายามจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของเขา

ดำ…..มองเห็นอะไรซักอย่างที่ดำสนิทมันอ่อนนุ่มและปล่อยลมหายใจอุ่นๆใส่ได้ด้วย ที่จริงรู้สึกเหม็นหืนนิดๆ

แผล่บ

จากสีดำ คราวนี้กลายเป็นสีชมพูที่ให้ความรู้สึกเหนอะหนะ หนุบหนับปะทะเข้ามาเต็มๆหน้า และยังทิ้ง
น้ำเหนียวๆกลิ่นแปลกๆไว้อีกตะหาก

{นี่มัน….น้ำลายหมานี่}

กองลังไม้เปล่าที่ซ้อนตัวกันอยู่ ด้านบนร่วงกราวลงมาราว หิมะถล่ม เบโอวูฟล์ ที่เข้าไปดมแถวๆฐานของมัน
กระโจนสี่เท้าหนีออกมาแทบไม่ทัน

“ เฮ้! นี่มันะไรกันเนี่ย ”

เด็กหนุ่มวิ่งตรงมาที่กองลังไม้ซึ่งตอนนี้ล้มเกลื่อนกราดไปทั่วทางเดิน

“ อ้าวอะไรกัน? ในที่แบบนี้มีสาวน้อยหลงทางมาอยู่ด้วยงั้นเหรอ? ”

ท่ามกลางลังไม้ที่ล้มระเนระนาด เด็กสาว กำลังใช้แขนเสื้อของเธอ เช็ดเอาคราบน้ำลายสุนัขที่เลอะอยู่เต็มหน้าออก
อย่างรีบๆ หลังจากเช็ดคราบน้ำลายส่วนใหญ่ออกไปหมดแล้ว เธอถึงพึ่งจะรู้ตัวว่าตอนนี้ เธอถูกพบโดยเด็กหนุ่มเสียแล้ว

“ เธอ…. ”
เด็กสาว เอ่ยก่อนจะหยุดไป เธอไม่แน่ใจว่าชายตรงหน้าคือคนที่เธอกำลังตามหาอยู่หรือไม่
ถึงเขาคนนี้จะสวมผ้าคลุมสีแดงและมากับสุนัขคู่หู ตามข่าวลือที่เธอได้ยินมาก็ตามแต่นี่จะใช่หัวหน้าของ
พันนิชเมนท์ จริงๆงั้นหรือ

“ เป็นหัวหน้าของพันนิชเมนท์….สินะ ”
ลงท้ายเธอก็เสียงถามออกไป เด็กหนุ่มเลิกคิ้วอย่างฉงน ก่อนจะตอบกลับ

“ โอ๊ะโอ ทำไมถึงรู้ล่ะว่าฉันเป็นหัวหน้าแก๊ง เธอเป็นพวกดัดแปลงพันธุกรรมรึไง? ”
“ เปล่าหรอก ที่รู้ก็เพราะว่าฉันสนใจเธอมาตั้งนานแล้ว ”
“ อะไรกันนี่ มีสาวสวยอย่างเธอมาแอบปิ๊งด้วยเหรอ ฉันคนนี้เนี่ยนะ ใจกล้าน่าดูเลยนะ ”

ออกจะผิดจากที่คาดไว้ไปมาก คนๆนี้ดูยังไงก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นไม่ต่างไปจากเธอเลย
แต่ถึงอย่างนั้น ฉันยังไม่อาจวางใจได้เต็มที่นี่อาจจะเป็นเพียงเปลือกนอกของเขาก็เป็นได้
การที่จะฝากทั้งกลุ่มปฏิรูปไว้กับ พันนิชเมนท์ ในตอนนี้ยังมีความเสี่ยงมากเกินไป
เพราะคิดแบบนั้น ฉันจะต้องรู้ตื้นลึกหนาบางของ นายคนนี้ให้หมดซะก่อน

“ เรียกฉันว่า ริน ก็แล้วกันนะ ”

เด็กสาว พยายามตีสนิทและใกล้ชิดกับ หัวหน้าแห่งพันนิชเมนท์ ในที่สุดเธอ ก็เป็นที่ยอมรับของ
เขา ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอหวัง แต่กระนั้นเธอยังคงเก็บเงียบไว้ เรื่องที่เธอเข้าหาเขาเพื่อจะใช้ประโยชน์

“ ถ้าเค้ารู้ถึงความต้องการจริงๆของเรา……จะถูกเมินเอารึเปล่านะ ”

สิ่งที่ทำให้เด็กสาว ไม่อาจเดินหน้าต่อได้ คือความรู้สึกที่เธอมีให้ ก่อนหน้านี้เธอพยายามจะมองลึกลงไปเพื่อ
หาตัวตนที่แท้จริงของเขา เพื่อให้แน่ใจว่าจะฝากฝังและร่วมมือกันได้ แต่เธอมองลึกลงไปกว่านั้น
เธอได้มองลงไปยังก้นบึ้งหัวใจของเด็กหนุ่มเสียแล้ว และหัวใจของเธอก็ติดอยู่ในนั้น

เกร เป็นคนที่โดดเดี่ยวและน่าสงสารเธอรู้สึกอย่างนั้นหลังจากที่สืบเรื่องราวของเขาทั้งหมด
เธอตัดสินใจจะไม่พึ่งพาเขาและแก๊งเพื่อตัวเธอเองเด็ดขาด

…………………………………………………

วันหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจากชมรมที่เป็นต้นเหตุในการก่อตั้งองค์กร
สมาชิกนักเรียนหญิงคนหนึ่งเสียชีวิตขณะ ทำหน้าที่อาสาสมัคร
เรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นเลยหาก เธอไปร่วมในการอาสาสมัครในครั้งนี้ด้วย แต่เพราะน้องชายของเธอป่วย
หนักจนเธอเองก็ต้องอยู่ดูแลไปด้วย งานอาสาสมัครในครั้งนี้จึงมี สมาชิกของชมรมไปกันแค่สองคน
เท่านั้น

“ จากที่ทางโน้นแจ้งมาดูเหมือนจะเป็นความบังเอิญน่ะเพราะเป้าหมายของคนร้ายคือความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์
แล้ว ฟ้า ก็บังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่จากคำให้การของอิส ก็เลยจับตัวคนร้ายได้ซะก่อน ”

มาริน่า ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของฉันเป็นคนบอกข่าวร้ายนี้ให้รู้

“ นี่ ริน จะหาว่าฉันจุ้นไม่เข้าเรื่องก็ได้นะ แต่ว่าเธอ เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เถอะตอนนี้โรงเรียนเองก็ส่งเรื่องให้เรา
ปิดชมรมนี้แล้วด้วย ”

“ ต…แต่ว่า ”
ริน แย้ง
“ ถ้าเธออยากจะทำต่อล่ะก็มันจะมีความหมายอะไรอีก ถึงตอนนี้จะอยู่ต่อไปชมรมก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน
อย่างเต็มที่อยู่แล้วแม้แต่เครือข่ายที่สร้างขึ้นมาตอนนี้มันก็ไม่เกี่ยวแล้วด้วยว่าเธอเป็นคนสร้างรึเปล่า ”

ถูกของมาริน่า ตอนนี้ชมรมจะมีหรือไม่มันก็ไม่เกี่ยวกันแล้ว จนถึงตอนนี้เธอเพิ่งจะรู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำว่า
การดิ้นรนปฏิรูปกลุ่มองค์กรที่อยู่ภายนอกโรงเรียนนั้น มันเป็นแค่ความทะเยอทะยานที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบเท่านั้น

“ บางครั้งก็มีบางอย่างที่เราไม่อาจแก้ไขอะไรได้ แต่เธอไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์เพราะมันหรอกนะ
ถ้าแบกรับไม่ไหวก็วางมันไปเถอะ ก้อนหินที่เราไม่อาจทำอะไรมันได้จะแบกต่อไปทำไม… ”

…………………………………………………..
…………………..

ปัจจุบัน พ.ศ. 2702

ณ ระเบียงกว้างซึ่งถูกใช้เป็นลานพักผ่อนของ นายหญิงแห่งคฤหาสน์กลางป่าบนภูเขา อย่าง มาริน่า อัลโตมาเร่ มาริโอเน็ตต้า
‘เวลาทานน้ำชา’ คือกิจกรรมที่เธอโปรดปรานเป็นที่สุดและต้องทำที่ระเบียงกว้างนี้ทุกครั้ง แม้แต่ในวัน
ที่น้ำฝนพรั่งพรูลงมา เธอ จะนั่งบนเก้าอี้ตัวโปรดของเธอเสมอ และจิบชาจากถ้วยที่มักจะวางอยู่บนโต๊ะปิกนิค
อย่างสบายอารมณ์ ใต้ร่มสนามที่ฟรานซิสก้า นำมากางให้

บานประตูกระจกถูกผลักออก ก่อนที่ ไดสุเกะ จะก้าวเท้าลงบนลานระเบียงที่ชุ่มไปด้วยน้ำ
เขายกชาที่พึ่งชงเสร็จมาเสิร์ฟโดยถือถาดเสิร์ฟชาด้วยมือขวา และใช้มือซ้ายถือร่มเดินเข้ามา

“ ชาได้แล้วครับ มาสเตอร์ ”
ไดสุเกะ ฝากร่มให้รุ่นพี่ฟรานซิสก้า ก่อนจะบรรจงหยิบถ้วยชาจากถาดวางลงอย่างระมัดระวังที่สุด

“ ทำไมวันนี้ถึงรับเป็นชาเขียวล่ะครับปกติแล้ว มาสเตอร์ชอบชาของยุโรป… ”
“ ชาเขียวเนี่ยมันรสเป็นยังไงเหรอ ”

มาริน่า แทรกขึ้นมาพร้อมกับที่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ ก็…มีรสหวานออกขมนิดหน่อย…ล่ะมั้งครับ ”
เขาไม่มั่นใจกับคำตอบนัก มาริน่า วางถ้วยชาลงก่อนจะเอ่ยออกมา

“ นั่นล่ะคือรสชาติของชีวิต ทั้งวันที่ครึ้มฝนและวันที่ฟ้าใส…ทั้งขมและหวานผสมปนเปกันไปอย่างกลมกลืน
จนแยกไม่ออก ”

ก่อนหน้านี้เพราะฉันเองก็เคยหนีจากภาระหน้าที่ของตัวเอง ทั้งที่สามารถช่วย DNA-Changer ได้อีกหลายชีวิต
เพราะอย่างนั้น ในตอนนั้นก็เลยบอกให้เธอหนีไปด้วย เวลาถึงได้หยุดลง
เพื่อทำให้ทุกอย่างเป็นเพียงความฝันที่เลือนหายไปในยามเช้า ฉันจึงรับ อิส ที่จิตใจหมดสภาพ มาเป็นองครักษ์
และบำบัดให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

“ วันแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์….ฝนก็ตกแบบนี้สินะ ฟรานซิสก้า ”

ไดสุเกะ ได้เพียงแต่ฉงนงงงวย แม้แต่ฟรานซิสก้า ที่ไม่มีทางจะไม่ตอบคำถามของมาสเตอร์ ยังนิ่งเงียบ

“ สุดท้ายแล้วมันก็ตามมาทันจนได้…โชคชะตาเนี่ยไม่คิดจะพักกับเค้าบ้างเลยรึไงนะ? ”
……………………………………………..
………….

พ.ศ. 2699

หลังจากยุบ ชมรมครอสมาเรีย ของโรงเรียนไปแล้วฉันก็เลิกติดต่อกับ กลุ่มปฏิรูป รวมทั้งภูเขาและ เทนโตะ ด้วย
และหันมาติดต่อกับ เกร ผ่านการแชท บนเมจิกไซเบอร์ แทน ฉันชวนให้เขา เข้าเรียน มัธยมปลายที่ มนต์วิทยา
ด้วยกัน

………………………………………………………..

เด็กสาว หาได้รู้ไม่เลยว่าหลังจากที่ เธอถอนตัวไป กลุ่มปฏิรูปของเธอ ได้ถูกรวบหัวรวบหางโดย เบโลเอ
ไปแล้วเช่นกัน รวมไปถึงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวโยง ถึง เกร กีก้าสเลฟ ทั้งสองคนเข้าหากันโดยปิดบังเบื้อง
หลังของตัวเองเอาไว้

…………………………………………………………..
………………………….
……………..

ปัจจุบัน พ.ศ. 2702

ภายในห้องนอน ธนัททาธิเวศ

“ นี่ทำอะไรอยู่เหรอ ”
ลูเซีย ถามเธอ ยืนมอง ธนัท ที่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้า คอมพิวเตอร์

“ กำลังหาวิดีโอการแข่ง ซีรีโมเน่(Ceremony Cup) เมื่อ 3 ปีที่แล้วน่ะ ”
ธนัท ตอบส่งๆสายตายังคงไล่อ่านผลการค้นหาบน มอนิเตอร์อย่างขะมักเขม้น

“ ทำไมอยู่ๆถึงอยากจะดูของแบบนั้นขึ้นมาล่ะ ”
“ เมื่อเช้า ฉันลองเอา แฟ้มวีดีโอ การแข่งของ พวกพี่ๆมาดูแล้วเปิดไปเจอเข้าน่ะสิ ”
“ เจออะไรเหรอ? ”

ลูเซีย มองเขาด้วยความฉงน ตอนนี้ ธนัท เจอสิ่งที่เขาต้องการแล้ว

-Ceremony Cup Grea Gigaslave Vs. Busbaree-

“ วีดีโอ การแข่งนั้นน่ะตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ฉันจะเปิดดูแค่ช่วงที่ พี่ศรี กับ พี่รินแข่งเท่านั้นแหละ แต่เทปช่วงที่เหลือ
ฉันก็ไม่ดูแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าเพราะตัวฉันตอนนั้นยังเด็กอยู่ก็เลยไม่ได้สนใจ แต่พอลองเอามาเปิดดูเมื่อเช้า
เทปที่เหลือมันมีอยู่แค่นิดเดียวเอง เหมือนกับว่าถูกตัดออกไปน่ะ ”

“ ถูกตัดออกไป? เพราะอะไรเหรอ? ”
เธอ รีบถามต่อโดยไม่รีรอ

“ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้มาลองหาใน เมจิกเน็ตเนี่ย คีย์เวิร์ดที่พอเอามาหาได้ก็มีแต่ชื่อ ผู้เข้าแข่งขันเท่านั้นเอง ”
ธนัท พูดจบก็จ้องมองวีดีโอ การแข่งบนจอมอนิเตอร์ ไม่วางตาพร้อมกับตั้งใจฟังเสียงบรรยายการแข่งไปด้วย

/ซีรีโมเน่คัพ รอบคัดเลือกผู้ที่จะได้เข้าไปแข่ง 6 คนสุดท้าย วันนี้ จ้าวแห่งสัตว์ป่า เกร กีก้าสเลฟ!!/
หลังจากเสียงของผู้บรรยายประกาศเรียกตัวนักกีฬาจบ มุมกล้องของวีดีโอ ได้ซูมลงไปยังสนาม
ผืนผ้าคลุมสีแดงโบกสะบัดให้เห็นเด่นเป็นสง่า ต่อสายตาของ เขาและ ลูเซีย นี่จะเป็นครั้งแรกที่
ทั้งสองจะได้ยลโฉม ฝีมือของเหล่า ซีรีโมเน่ ผู้เก่งกาจ

/พบกับ บปผาแห่งปรโลก บุษบารี ผกาสรวงค์!!!!/

ทั้งสองถึงกับสะดุ้งทันทีเมื่อชื่อของคู่แข่งคือ อาจารย์ประจำชั้นของพวกเขานั่นเอง

To Be Continue
…………………………………….
…………………………………………………………………
…………………………………………………………………………..

Next Sub-Turn
วันเวลาแห่งอดีตและปัจจุบัน กำลังจะมาบรรจบกัน
เกร:ตอนต่อไปตาฉันดวลสินะ
ลูเซีย:สรุปตอนนี้พระเอก ไม่ใช่ทั้งธนัทแล้วก็ฉันแล้วสินะ
วาการุรุ:เล่นเขียนให้ตัวเองเป็นพระเอกแบบนี้ มันเด็กเส้นชัดๆเลยนี่หว่า
โคทาโร่:ได้ข่าวว่าอีก ซัก 3-4 ตอนจะจบ ภาคสงครามศักดิ์สิทธิ์ แล้ว
ภูเขา:เท่าที่ดูแล้ว หลังจบภาคCrusade จะมีตัวละครใหม่เพิ่มมาอีกตัว ได้ข่าวว่าจะเป็นนางเอกตัวจริง!
ศรี:จะจริงเร้อ~~เห็นบอกว่านี่แหละนางเอกๆ สุดท้ายคนอื่นมีคู่หมดพระเอกไร้คู่ นางเอกจืดจาง
ชุติการ:ตกลงนี่ฉันโดนลืมจริงๆสินะ
ศรี:ตอนต่อไป สงครามศักดิ์สิทธิ์บทที่3 Sub-Turn 40 The Crusade War 3th สู่การแข่งขัน ซีรีโมเน่คัพ
เทนโต:ว่าไปรอบนี้เจ้า การุรุ จอมจุ้มไม่ออกแหะ แปลกจัง
เกร:ได้ข่าวว่าไป อิเคะบุคุโระ ที่ยุ่นก่อนแผ่นดินไหวน่ะ ไม่รู้ยังอยู่ดีรึเปล่า
ทุกคน: ชะ…ว่าไงน้า!!!!


สำหรับบทนี้ ออกช้ามากเพราะกว่าจะฟื้นตัวหลังสอบเสร็จ บวกกำลังติดต่อเจ้า การุรุ ที่ไปอิเคะบุคุโระ ก่อนหน้าแผ่นดิน
ไหวได้ อาทิตย์หนึ่งจวบจนบัดนี้มันยังไม่ติดต่อมาเลย ไม่รู้หายไปกับคลื่นรึเปล่าหนอ (จะดีมากถ้าหายไปเลยหึๆ)
ไม่ต้องห่วงนายจะอยู่ในนิยายเรื่องนี้ตลอดไป (ถ้าจริงจะตัดจบมันโลด)
สุดท้ายนี้ขอให้ ญี่ปุ่นปลอดภัย ขอให้คนไทยในญี่ปุ่นปลอดภัย(ยกเว้นเจ้าหมาการุรุ) ขออย่าให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด สาธุ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-turn 39 The Crusade War 2nd

โพสต์โดย MetalGaruruMoN เมื่อ ศุกร์ มี.ค. 18, 2011 6:51 pm

ชิชะ...เดี๊ยนยังอยู่ดีย่ะ วอร์เกรคุง มาแช่งกันแบบนี้ได้ไง ว่าไปไอ้เราก็ลางสังหรณ์แม่นมาแต่ไหนแต่ไร จองเที่ยวกลับ ก่อน เอิร์ธเควท
แค่สองวัน พอดี เหอๆอุตส่าห์ไปถึง อิเคะฯ ทั้งทีว่าจะไปถ่ายรูปตรงจุดที่ อิซายะ โดนตบเกรียนซะหน่อย ดันลืม....เอากล้องไปด้วย
มือถือก็ทิ้งไว้ที่ บ้าน งามไส้จริงหนอ..... ::023::
ภาพประจำตัวสมาชิก
MetalGaruruMoN
0
 
โพสต์: 75
Cash on hand: 50.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-turn 39 The Crusade War 2nd

โพสต์โดย boy เมื่อ เสาร์ มี.ค. 19, 2011 6:00 pm

No Comment สำหรับนิยายครับ =_=
ดีนะครับที่พี่การุรุกลับมาทัน เหอๆ ::011::
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-turn 39 The Crusade War 2nd

โพสต์โดย MetalGaruruMoN เมื่อ เสาร์ มี.ค. 19, 2011 7:36 pm

กลายเป็นว่า ประเด็นเจ๊ รอดกลับมากลบนิยาย วอร์เกรคุง มิดเลยสินะ ::021::

โฮ้โฮะๆๆๆๆๆๆ ::012:: แต่จากที่ดู Intro ตอนต่อไปแล้ว ตอนหน้าจะมีดูเอล มาช่วยแก้ง่วงแล้วล่ะ 2 บทที่ผ่านมา
นี่เกริ่มที่มา เกรคุง ซะยาวเฟื้อยเชียะ ว่าไปทำไม เดจาวู คิดะ มาซาโอมิ เหวย เดี๋ยวไม่ใช่ตอนจบสงครามหนีไป
กับแฟน แล้วไอ้ที่กลับมาณ ปัจจุบัน เพราะจะมาช่วยศรีหรอกเน้อ ถ้าจริงคงได้คู่จิ้นเพิ่มอีกคู่แล้วล่ะ แหะๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
MetalGaruruMoN
0
 
โพสต์: 75
Cash on hand: 50.00

Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ เสาร์ มี.ค. 26, 2011 10:42 pm

Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

พ.ศ.2699

เด็กหนุ่ม ใช้สองมือแกะเทปผนึก ลังพัสดุ ออกอย่างบรรจง อยู่ในห้องพักของอาพาร์ทเมนท์ มันพึ่งส่งมาเมื่อเช้า
ชื่อของผู้ส่งที่ติดไว้ข้างลัง คือต้นเหตุแห่งความกระวนกระวาย หลังจากดึงเทปเส้นสุดท้ายออกจากกล่องแล้ว
เด็กหนุ่มจึงเปิดฝาลังกระดาษออก ข้างในมีผ้าสีแดงผืนใหญ่อัดแน่นอยู่เต็มกล่อง และ จดหมายฉบับหนึ่งวาง
ทับบนผืนผ้า เขาหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านทันที
-
ถึง น้องของพี่ นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้เจอหน้ากันเลย ยังสบายดีสินะ เท่านี้พี่ก็สบายใจแล้ว เห็นว่า
ลงแข่งขันซัมมอนเนอร์ด้วยนี่ ชนะเข้ารอบให้ได้ล่ะพี่จะคอยเอาใจช่วย
ผ้าคลุมที่ส่งมาด้วยกันนี้คือผืนที่อยู่ในห้อง จริงสิพี่ขอโทษนะที่แอบเข้าไปดูในห้องน่ะ แล้วก็ยังอ่านไดอารี่
จนหมดแล้วด้วย แต่ว่าถึง เกร จะเปลี่ยนไปแค่ไหน ก็ยังเป็นน้องของพี่ สำหรับ เกร แล้วพี่ให้อภัยเสมอ
ถ้ามีเรื่องกลุ้มใจอะไร ก็ติดต่อมาได้นะ เบอร์โทรพี่เขียนไว้ด้านหลังจดหมายแล้ว
ปล. เกร ที่สวมผ้าคลุมสีแดง จะเท่ขนาดไหนกันนะ

ด้วยรักและคิดถึงจาก ปิโย
-
หลังจากอ่านจดหมายจบ เด็กหนุ่ม ก็นิ่งไปอีกพักใหญ่ก่อนจะคลี่ยิ้มออก

“ พี่… ”
เด็กหนุ่ม เปรยเรียบๆ

…………………………
……………………………………..
3 วันต่อมา งานแข่ง ซรีโมเน่คัพ แข่งคัดเลือก เข้ารอบรอง 6 คนสุดท้าย

ดูอยู่ใช่ไหมครับพี่…..ผมสวมผ้าคลุมสีแดงก่ำและกำลังเจิดจรัส อย่างที่สุดเลยล่ะ
เกร มองตรงออกไป ข้างหน้าเขาคือ คู่แข่งซึ่งเป็นหญิงวัยทำงาน ที่สำคัญคือเธอเป็น….

“ ก่อนจะเริ่มแข่งผมมีเรื่องอยากจะหน่อยนะครับ…..ไหงอาจารย์ถึงมาเป็นคู่แข่งรอบคัดเลือกของผมได้ล่ะเนี่ย? ”
เด็กหนุ่ม มีสีหน้าแปลกใจระคนฉงนไปพร้อมๆกัน เมื่อคู่แข่งที่อยู่ต่อหน้าคืออาจารย์ประจำชั้น ของเขา

“ รายการเค้าส่งบัตรเชิญมา อาจารย์เลยมาร่วมด้วยประมาณนั้นแหละจ้ะ ”
“ ง่ายๆเงี้ยเลยนะ แล้วไหงอาจารย์ได้รับเชิญมาโดยตรงเลยล่ะเนี่ย ”

เด็กหนุ่ม เลิ่กคิ้วอย่าง งงๆก่อนจะมีเสียงสัญญาณติดต่อดังจากปลอกแขนที่เขาใส่อยู่ จอโฮโลแกรม
ฉายภาพของ ริน ขึ้นมา

/ตาบ๊อง นี่นายไม่ได้อ่านรายละเอียดมาเลยใช่ไหมเนี่ย การแข่งครั้งนี้น่ะนอกจากมือสมัครเล่นแล้ว เค้ายังชวน
พวกมือโปร มาลงด้วย อีกอย่างอาจารย์บุษบารี น่ะที่ 8 แกรนทัวนาเมนท์โลก ครั้งที่แล้วนะรู้ไว้ด้วย/
“ หา! อาจารย์เนี่ยนะ ที่ 8 ”
/ก็เออซียะ ถ้าประมาทจนแพ้ล่ะก็ฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่/
เด็กหนุ่ม หันกลับไปมอง อาจารย์ด้วยสายตาทึ่งตึง ก่อนจะคลี่ยิ้มออก

“ งั้นก็ขอความกรุณาด้วยนะครับ อาจารย์!! ”
เด็กหนุ่ม ดูกระตือรือร้น ขึ้นมาทันตา อาจารย์สาว ยิ้มรับเงียบๆก่อนจะติดตั้ง Note ของเธอ

“ เมโลดี้ สแตนบาย ” /Yes Ma’am/
จี้ห้อยคอของ อาจารย์เปล่งแสงออกมาและย้ายจากคอของเธอไปติดกับข้อมือซ้ายก่อนจะเปลี่ยนรูปเป็นปลอกแขนจักรกล

“ Let’s Duel!! ”
ทั้งคู่ประกาศเริ่มการดวล
[Busbaree Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:5/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]

“ Cost Mp 2 ทวินสตาร์(Twin Star) ทำให้จั่วการ์ดเพิ่มขึ้นจากกอง 2 ใบ ”
อาจารย์สาว ร่ายมิสติกการ์ด ออกมาก่อน จะจับการ์ดออกมาจาก กองซีล และ มิสติกอย่างละใบ

รูปภาพ

[Busbaree Status; Hand: Seal 6 , Mystic 2 Mp:3/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]

“ จากนั้น Cost Mp ทั้งหมด อัญเชิญ ไฮยาซินธ์สไปรค์(Hyacinth Sprite)ออกมาที่ Df Line ผ่าน ”
ภูตดอกไม้สามตนถูกอัญเชิญ ขึ้นมาพร้อมกันร่างกายของทั้งสามรังสรรค์ขึ้นมาด้วยกลีบดอกของไฮยาซินธ์
จากสีอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้ทำให้มันถูกเรียกว่า ภูตแห่งไฮยาซินธ์

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:0/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 5 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]

“ รอบของผมล่ะนะ อาจารย์ Cost Mp 3 ออกมาเลยอัลบิโน่! () ”
เด็กหนุ่ม ประกาศพร้อมกับอัญเชิญ อสูรกริฟฟอนสีขาวออกจากการ์ดผนึก

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 4 , Mystic 2 Mp:5/8 Shrine 0/15]

“ กำหนดให้อยู่ใน Df Line ”
“ อะไรกันให้ฉันออกมานั่งอยู่เฉยหรอกเหรอเนี่ย ”
อสูรกริฟฟอนเผือก พูดกับเขาอย่างเซงๆ

“ เอาน่า ก็ค่า ป้องกันของฝ่ายนั้นสูงกว่านี่นา ”
การสนทนาโต้ตอบกับอสูรของเด็กหนุ่ม สร้างความประหลาดใจให้กับทั้งอาจารย์และบรรดาคนดูต้อง
งงตามกันไป เพราะแม้ว่าเขาจะได้ยินหรือเห็นมันหันมาพูดโต้ตอบ แต่สำหรับคนอื่นที่ไม่มีญาณสัมผัส
พิเศษเช่นเดียวกับเขาก็จะเห็นเป็นแค่เขากำลังพูดอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า

“ ตานั่นทำอะไรของเขาน่ะพูดอยู่คนเดียวอย่างกับคนบ้าเลยแน่ะ ”
ริน นั่งอยู่ด้วยกันกับ ศรี บนอัฒจันทร์คนดู ฝั่งขวาของโดมที่ใช้จัดแข่งขัน และบ่นแทบจะตลอดเวลา จน ศรีเริ่มจะรำคาญ

“ อัลบิโน่ คอลลิ่ง(Albino Calling) พลังของอัลบิโน่ ช่วยให้ลดค่า Cost ของเผ่าพันธ์สัตว์อสูร(Beast ) บนมือลดลง 1 จุด เพราะงั้นขอเรียก เนด้า (Naeda) ออกมาที่ At line 4 ตัวโดยไม่ต้องจ่ายค่า Cost ”
สิ้นคำ เด็กหนุ่มโปรยการ์ดผนึก บนมือสี่ใบออกไป เหล่าการ์ดพุ่งตัวฝ่ากลุ่มหมอกละอองแสงสีเขียวอันเป็นสิ่ง
ที่เรียกว่าพลังงานเวทมนต์ และดูดซับมันไว้ การ์ดเรืองแสงและเปลี่ยนรูปร่างเป็น นกน้อยสี่ตัว โบยบินลงสู่สนามแนวหน้า
ของเขา

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 3 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 0 , Mystic 2 Mp:5/8 Shrine 0/15 ]

“ ซับเทิร์นของผมจบแค่แหละ ตาอาจารย์แล้ว ”
“ อ๊ะอ๊า~~จุๆๆ ”
อาจารย์สาว โบกนิ้วชี้ให้เป็นนัย ก่อนจะหยิบเอาการ์ดผนึกซีลสามใบบนมือมาเตรียมร่าย

“ ในช่วงที่เข้าสู่รอบของอาจารย์ ขอใช้ ไฮยาซินสไปรค์ ทั้งสามตัวเป็นเครื่องสังเวย (Sacrifice)
…….เสียงกรีดร้องโหยหวนจักปกคลุมโลกหล้า รากเหง้าแห่งความกลัวจง งอกเงย… ”

การ์ดผนึกทั้งสามใบถูกร่ายออกไป ร่างของ ภูตดอกไม้ทั้งสามตนแตกตัวเป็นละอองแสง ก่อนจะถูกดูดกลืน
เข้าไปในการ์ดผนึกทั้งสามใบนั้น การ์ดผนึกทั้งสามร่วงหล่นสู่พื้นสนามและฝังตัวลงไปในพื้น

ครู่ต่อมา เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวน ได้แผดเสียงออกมาจากใต้พื้นสนาม รากไม้ยักษ์ผุดขึ้นมา
จากจุดที่การ์ดทั้งสามใบฝังตัวลงไป รากไม้เหล่านั้น คอยรัดพันทบกันไปเรื่อยๆเคี้ยวคดขึ้นทุกขณะ

จนในที่สุดมันได้กลายรูปร่างไปจนมีสรีระคล้ายกับมนุษย์ ที่ส่วนของหัวไหล่ แผ่นไม้ซึ่งเกิดจากการ
สานตัวของรากแผ่ยื่นออกไปราวกับปีก ใบหน้าสีเขียวยื่นออกมาจาก แขนงรากไม้ที่บริเวณคล้ายกับหัว
ของมนุษย์ อสูรรากไม้ตนนี้ถูกอัญเชิญออกมาด้วยกันถึงสามตน ความน่าเกรงขามของมันช่างทรงพลัง

เด็กหนุ่มต้องใช้เท้าหลังยันร่างกายเอาไว้ ไม่ให้ล้มกลิ้งไปกับแรงสะเทือนที่เกิดจากการผุดงอก
ของอสูรรากไม้ทั้งสามตน

“ ….เดรทรูท(Dread Root) ”

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 3/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 0 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]

“ ย..ใหญ่อลังการมาก… ”
เด็กหนุ่ม เปรยเสียงสั่นๆ สายตายังคงจับจ้องไปข้างหน้าที่ร่างของ รากปีศาจทั้งสาม

“ ด…เดรทรูท เล่นเอาออกมาทีเดียวสามตัวเลยเหรอเนี่ย ”
ริน อุทาน

“ ที่รอบแรกมาถึงก็ใช้ ทวินสตาร์ เลยพราะแบบนี้เองสินะ มือแรกของอาจารย์คงได้ทั้งสามตัวอยู่บนมือแล้ว
ขาดก็แต่วัตถุดิบเท่านั้นเอง ”
ศรี ออกความเห็นบ้าง

“ ตาอาจารย์บุกบ้างล่ะนะ ”
อาจารย์สาว จับการ์ดมิสติก และ ซีลจากกองอย่างละใบขึ้นมาใน ช่วงดรอว์สเตป
[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:8/8 Shrine 3/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 0 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]

“ Cost Mp 3 ให้เดรทรูท ตัวที่หนึ่งโจมตี ”
อาจารย์สาว ออกคำสั่ง รากปีศาจตนหนึ่งในสามตน ยื่นแขนตรงเข้ามา ส่วนปลายของแขนงรากไม้ที่สานพัน
กันเป็นแขนคลายตัวออก พุ่งเข้าทิ่มแทงร่างของ นกน้อยของ เกร จนร่างแตกสลายในพริบตา

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:5/8 Shrine 3/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 0 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 1/15 ]

“ อะบิลิตี้ ของ เนด้า ทำงาน เมื่อถูกโจมตีจะได้ดูการ์ดที่อยู่บนสุดของสำรับ ถ้าเป็นเลเวล 1 ให้นำเข้ามาในสนามได้เลย ”
เด็กหนุ่ม จับการ์ดซีล ขึ้นจากกองและแสดงมันให้ดู

“ ที่จับขึ้นมาได้คือ เนเดีย(Naedia) เลเวล1 จะรียกมันออกมาได้เลย กำหนดอยู่ใน Df line ”

เด็กหนุ่มร่ายการ์ดผนึกออกไป อสูรที่ออกมาจากการ์ดคือ นกเหยี่ยวขนหลากสีอันสวยงามที่คล้ายกับ
เนด้า จนเกือบจะทำให้มันทั้งคู่เหมือนเป็นนกชนิดเดียวกัน
รูปภาพ

“ ความสามรถ ของ เนเดีย จะทำให้ได้จับการ์ดขึ้นมาจากกองและถ้ามันเป็นเลเวล 1 ก็จะเรียกออกมาได้เลยเช่นกัน ”
เด็กหนุ่ม อธิบายก่อนจะจับการ์ดซีลขึ้นมาจากกอง

“ แจ๋ว ผมได้ เนเดีย อีกตัวแล้ว เอ้าใบต่อไปก็ เนเดีย เอ้าอีกใบ แจ๋ว เนเดีย อีกแล้ว ”
เนเดีย ถูกอัญเชิญออกมาอย่างต่อเนื่อง ติดๆเป็นเรื่อเหลือจะเอ่ย เมื่อการ์ดทั้งหมดที่ยู่บนกองคือ เนเดีย ทั้งหมด
และในตอนนี้ บนสนามของเขาก็มี เนเดีย ด้วยกันทั้งหมด 4 ตัว

“ ม…หมอนี่ดวงเฮงสุดๆเลยแหะ ”
ริน ร้องเสียงแหยง กับความบังเอิญที่เหมือนโชคช่วยแบบนี้

“ เอาล่ะทีนี้ก็ใบสุดท้ายคือ เซเบอร์ฮอร์นฮาวด์(Saber Horn Hound) เลเวล 1 ออกมาที่ Df line เลย ”
อสูรสุนัขซึ่งมีดาบยื่นออกจากหน้าผากเปนเสมือนเขาของมัน กระโจนลงสู่แนวหลังของสนาม
รูปภาพ

“ เรียกออกมาซะตอนวิกฤติเชียวนะโฮ่ง ”
สุนัขเขาดาบ พูด

“ ช่วยหน่อยนะ เซเบอร์ ด้วยพลังของ เซเบอร์ฮอร์นฮาวด์ ถ้าในสนามมีเผ่าสัตว์อสูรตั้งแต่ 4 ใบขึ้นไป
จะทำให้ค่า At ของเผ่าสัตว์อสูรในสนามฝ่ายตัวเองเพิ่มขึ้น 1 จุด ”

“ ให้ เดรทรูท ที่เหลือรวมร่างกัน เลือกการ คอมบิเนชั่นเผ่า ปีศาจ(Evil) ” /Combination Console Opening/
อาจารย์สาว แทรกพร้อมกับเปิดจอโฮโลแกรมเพื่อใส่คำสั่งรวมร่าง บนจอแสดงภาพของการ์ด เดรทรูท สองใบ
เธอใช้มือลากในหนึ่งบนจอให้รวมทับเข้าด้วยกันก่อนจะใช้ทั้งมือเคาะจอลงไป

แขนงรากไม้ที่สานกันเป็นร่างกายของ รากปีศาจทั้งสองตน คลายตัวออกและพันเข้าหากันจน
กลายเป็นร่างใหม่ แผ่นแขนงราก ที่สานตัวเป็นปีกแยกออกเป็น 4 แฉก และส่วนใหน้าผุดออกมา
ทั้งข้างหน้าและข้างหลังของส่วนหัว ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นจากการรวมกันแขนงราก

[Dread Root: At 12 Df 12 Sp 4]

“ Cost Mp 3 ให้ เดรทรูท โจมตี เอจออฟเทอเร่อ(Age of Terror) ”

รากปีศาจสองหน้า แทงส่วนแขนของมันลงไปใต้พื้นสนาม เกิดแรงสะเทือนครั้งใหญ่ตามมาด้วย
ยอดรากไม้อันครมกริบทิ่มแทงจากใต้พื้นสนามของ เกร และเจาะทะลุร่างของ เนด้า อีกตัวจนกรวงโบ๋ก่อนจะแตกสลายไป

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:2/8 Shrine 3/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 0 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

“ ด้วยพลังของ เนด้า ทำให้จับการ์ดขึ้นมาได้ จิวเว่ยฮูเล่(Jiu Wei hu Le) เลเวล 1 เรียกออกมาที่ Df Line ”
เด็กหนุ่ม อัญเชิญ อสูรจิ้กจอกเก้าหาง ออกมาเพิ่มในแนวหลังอีกตัว ตอนนี้ทั้งสนามของเขาเต็มไปด้วยสัตว์อสูร มากมาย
เบ็ดเสร็จแล้วมีทั้งสิ้น 9 ตัวด้วยกัน
รูปภาพ

“ แหมๆ เกร จะเรียกเค้าออกมาทั้งทีทำไมต้องเรียกตอนวิกฤติแบบนี้ด้วยล่ะ ”
จิ้งจอกเก้าหาง ส่งสายตาไม่พอใจมาที่เขา

“ เอาน่า ช่วยๆกันหน่อยก็แล้วกัน ”
เด็กหนุ่ม ขอร้อง เจ้าจิ้กจอก จนใจอ่อนยอมช่วยในที่สุด

“ เฮอะ เอางั้นก็ได้แต่คืนนี้นายต้องให้ฉันนอนซุกใต้ผ้าห่มด้วยกันนะ มิ้ว~~ ”
“ ชะเฮ้ย! คิดจะฉวยโอกาสกันเรอะ โฮ่ง! ” เจ้าเขาดาบหันไปเห่าใส่เหมือนหมาหวงก้าง
“ ตรูล่ะปวดหั๊ว~~ปวดหัว กับคู่นี้จริงจริ๊ง--- ”
กริฟฟอนเผือก มองทั้งคู่อย่างปลงๆ

“ รอบของผมจั่วไพ่ล่ะนะ ”
เด็กหนุ่มจับ ซีลการ์ดขึ้นมา 2 ใบ

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:8/8 Shrine 3/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 2 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

“ Cost mp 2 ผมขอใช้เจ้านี่ล่ะ ออกมา โกลเด้นเฟอร์ (Golden Fur Griffin) ”
เด็กหนุ่มอัญเชิญ กริฟฟินที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ขนทั้งร่างของมันเปล่งประกายเจิดจรัสและมีสีทองอร่าม

รูปภาพ

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:8/8 Shrine 3/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:6/8 Shrine 2/15 ]

“ พลังของโกลเด้นเฟอร์ คือจะเพิ่มค่า At และ ลดค่า Df ของตัวเองตามจำนวนเผ่าสัตว์อสูรใบอื่นในสนาม ตอนนี้มีทั้งหมด 9 ใบรวมกับพลังของ เซเบอร์ฮอร์น พลังของโกลเด้นเฟอร์ จึงมีเท่ากับ 17 หน่วย ”
เด็กหนุ่มอธิบายก่อนจะออกคำสั่งต่อ

[Golden Fur Griffin: At 17 Df 0 Sp 3]

“ Cost Mp 2 ไปเลย โกลเด้นท์เฟอร์ โจมตีไปที่เดรทรูท ที่รวมร่างซะ ”
กริฟฟินขนทองสยายปีกออกจนสุดและทะยาน ขึ้นไปเหนือสนาม มันควงลำตัวหมุนติ้ว
อย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งตัวลงมากระแทกร่างของ รากปีศาจสองหน้า จนล้มหงายกองกับพื้น

แขนงรากไม้ที่เหนี่ยวพันกันคลายออก จนร่างของ ปีศาจไม่อาจคงรูปไว้ได้และ แตกสลายกลับเป็น
ละอองเวทย์การ์ดผนึกควบแน่นกลับคืนมาจากละอองแสงนับไม่ถ้วนที่ฟุ้งกระจายเต็มสนาม
และลอยกลับไปหาเจ้าของอาจารย์ เก็บทั้งสองใบลงในช่อง Shrine ของปลอกแขน

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:8/8 Shrine 9/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:4/8 Shrine 2/15 ]

“ กู๊ดจ๊อบ(Good Job) ยังคงเยี่ยมไม่เปลี่ยนนะโกลเด้น ”
เด็กหนุ่ม ชูนิ้วโป้งให้อย่างชื่นชม

“ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก ความสามัคคีย่อมเอาชนะได้ทุกสิ่งน่ะแหละ ”
กริฟฟินขนทอง พูดอย่างมั่นใจและยืนเก๊ก อวดความเท่ของตัวเอง

“ บู่~~นกขี้เก๊ก มิ้ว~~ ” จิ้งจอกเก้าหาง เหน็บใส่ด้วยความอิจฉา ที่เจ้าขนทอง ได้ใจ เกรไปเต็มๆ

“ ชิไม่เห็นจะเท่ตรงไหนเลย.. ” เขาดาบ สถบพร้อมกับหันหน้าหนี เพื่อหลบแก้มที่แดงระเรื่อขึ้นทุกทีของมัน
{การโจมตีของลูกพี่ช่างเท่และเด็ดขาดอะไรเยี่ยงนี้ อา~~สมแล้วที่เป็นเสะ}
เป็นเพียงความฟุ้งซ่านของ สุนัขที่มีเขาเป็นดาบตัวหนึ่ง

“ แล้วทำไมแกต้องหน้าแดงด้วยฟระ เซเบอร์ ”
กริฟฟอนเผือก มองเจ้าเขาดาบอย่างปลงๆ

“ พวกแกน่ะเงียบไปเลยโว้ย~~~~ ”
กริฟฟินขนทอง โวยใส่ แผนที่จะทำให้ เกร ประทับใจเป็นอันต้องป่นปี๊

{ชิ..คู่แข่งเยอะชมัดแล้วแบบนี้ที่อุตส่าห์ โชวซีนเท่ๆเมื่อกี๊ก็เสียเปล่าน่ะสิ}
เป็นความฟุ้งซ่านของกริฟฟินขนเลี่ยมทองตัวหนึ่งเท่านั้น

“ ทำการคอมบิเนชั่น ให้ กริฟฟอนเผือกรวมร่างกับ จิวเว่ยฮูเล่ ”
พวกอสูรพากันสะดุ้งกับคำสั่งของ เด็กหนุ่ม

“ ให้ฉันคู่กับเจ้านกเผือกนี่งั้นเรอะ มิ้ว~~ ”
“ ให้ข้ากด เอ๊ย รวมร่างกับนางจิ้งจอกหางแฉกเรอะ ”

ปฏิกิริยาของทั้งสองตัว พากันตกใจไปตามๆกัน แต่เกรได้เรียกจอโฮดลแกรมขึ้นมาเพื่อใส่คำสั่งรวมร่างลงไปแล้ว
กริฟฟินเผือก จึงต้องยอมให้ นางจิ้งจอก ขึ้นมายืนบนหลังของมันเพื่อใช้ท่าโจมตีประสาน

“ Cost Mp 3 อัดมันให้หมอบ ไวด์บีค(Wild Beak) ”

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:8/8 Shrine 9/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:1/8 Shrine 2/15 ]


“ เอาก็เอาฟระ ”
กริฟฟินเผือก ทำเสียงอุบอิบ ก่อนจะทะยานขึ้นไป ให้จิ้งจอกเก้าหาง กระโดจากหลังของมันอีกทอด
ก่อนหมุนตัวเกลียวควงสว่างลงไป ขณะที่จิ้งจอกเก้าหาง รำแพนหางทั้งเก้าของมันออกเหมือนนกยูงรำแพนขน
ลูกไฟสีดำลุกไหม้ขึ้นที่ปลายหางทั้งเก้า นางจิ้งจอกซัดลูกไฟทั้งหมดตามกริฟฟินเผือกที่ควงสว่างลงไปแล้ว

“ Cost Mp 3 อาเลส(Ares) ให้ติดตั้งกับ เดรทรูท อสูรที่ต่อสู้กับอสูรที่ติดตั้งการ์ดนี้ไว้จะถูกผลักกลับไปยังแนวป้องกัน ”
อาจารย์สาว ร่ายมิสติกการ์ด ออกมารับมือไว้ได้ทัน รากปีศาจ แตกแขนงรากแขนทั้งสองข้าง ออกมาสานรวมกันเป็นกำแพง
สะท้อนการโจมตีออกไป ก่อนจะแตกแขนงรากออกไปมัดขาของทั้งสองตัว แล้วจับเหวี่ยงกระเด็นลง
ไปยังแนวหลังของสนาม

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:5/8 Shrine 9/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:1/8 Shrine 2/15 ]

“ อีกนิดเดียวเอง…ขอหมดรอบแค่นี้ ”
เด็กหนุ่ม เป่าปากด้วยความเสียดาย ขณะที่อาจารย์เริ่มเล่นรอบของตัวเอง

“ จั่วไพ่.. ”
อาจารย์สาว จับมิสติกการ์ดขึ้นมาอีก 2 ใบ
[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 4 Mp:5/8 Shrine 9/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

“ Cost mp 1 โซลคอส(Soul’s Cost) ทำงานให้ เดรทรูท เป็นเครื่องสังเวยเพื่อฟื้นคืน Mp กลับขึ้นมา 5 หน่วย ”
รากปีศาจ ของเธอถูกใช้เป็นเครื่องบูชายัญแก่ มิสติกการ์ดที่ร่ายออกมา รากปีศาจแตกสลายเป็นละออง
เวทย์เพื่อคืนพลังเวทย์แก่เธอ

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:9/8 Shrine 12/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

“ ยอมใช้ เดรทรูท เป็นเครื่องสังเวยเลยเหรอ? ”
ริน เอ่ยขึ้นด้วยความฉงน

“ นี่มัน.. ”
ศรี พึมพำความรู้สึกสั่นสะท้าน แล่นจากสมองลงมาที่มือของเขา จนสั่นไปหมดเขากำลังตื่นเต้นที่จะได้เห็น
อะไรบางอย่างซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้

“ Cost Mp 3 ความอาดูรแห่งอองเดร(The Lament of Andre) ทำงาน การ์ดใบนี้จะช่วยเพิ่ม Mp ให้เท่าจำนวน
ซีลการ์ดใน ชายน์ ตอนนี้มีอยู่ 6 ใบ ดังนั้น Mp จะฟื้นฟูขึ้นมาอีก 6 หน่วย จากนั้นก็กำจัดการ์ดนี้ออกไปจากเกม ”

อาจารย์สาว เก็บมิสติกการ์ดที่ร่ายออกไปคืนมา ตอนนี้ Mp ของเธอมีอยู่อย่างเหลือเฟือ

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:12/8 Shrine 12/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

“ Cost Mp 3 โทมซีคเค่อ ทำให้เอาการ์ดที่ต้องการจากสำรับขึ้นมาไว้บนมือได้เลย แต่ถ้าไม่ใช้มันในรอบนี้ก็จะต้องทิ้งไป ”
เธอดึงเอาสำรับซีลของตัวเอง ออกจากปลอกแขนและคลี่หาใบที่ต้องการก่อนจะหยิบออกมาแล้วเสียบสำรับกลับเข้าไป
ใหม่
รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 2 , Mystic 1 Mp:9/8 Shrine 12/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

“ เอาการ์ดอะไรขึ้นมากันนะ? ”
เด็กหนุ่ม มองอย่างสงสัย ในสถานะการที่ตัวเขาได้เปรียบสุดโต่งขนาดนี้เธอจะงัดเอาอะไรมาสู้กับเขา

“ จะให้ได้เห็นเดี๋ยวนี้แหละไพ่ตายของ ผู้ที่ได้ชื่อว่าบุปผาแห่งสวรรค์ ฉันขอนำ อิกดราซิล(Yggdrasil)
บนมือกลับเข้าสำรับ ”
อาจารย์สาว ประกาศก่อนจะเอาซีลการ์ดใบสุดท้ายบนมือคืนใส่สำรับแล้วสับ

รูปภาพ

“ Cost Mp 5…..กลีบของข้า ใบของข้า และชีวีแห่งข้า มอบแด่มารดาผู้โอบกอดโลกใบนี้ จิตวิญาณของแม่
ได้ลุกโชนขึ้นแล้ว จงมาอวตารแห่งมหาพฤกษา อิกดรากินอส(Yggdraginos, the Avatar of Yggdrasil) ”

รูปภาพ

[Busbaree Status; Hand: Seal 2 , Mystic 1 Mp:4/8 Shrine 12/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

ที่ปรากฏเบื้องหน้าเด็กหนุ่ม คือรูปธรรมของมหาพฤกษาที่เล่าขานว่าเป็นมารดาแห่งโลกา

To Be Continue
………………………………..
………………………
…………..

Next Sub-Turn

ธนัท:ตอนต่อไปอวสานแล้ว
ทุกคน:เห? จริงอ่ะ พึ่งขึ้นตอนที่ 40 ต้นๆเองนะยังเหลืออีกตั้ง 10 ตอนไม่ใช่เหรอ
กริฟฟินราตรีมืด(Black Night Griffin):ทั้งที่บทนี้ทุกคนได้ออกกันหมดแท้ๆทำไมมีฉันตัวเดียวที่นั่งจมอยู่ในกองล่ะ
เกร ใจร้ายแง~~~
โคทาโร่: เห้ยพระเจ้าของฉันยังไม่ได้ออกเลยซักตอนนะเหวย
โนอา:ของฉันก็ยังออกไม่ครบสามเลยนะ ไหนจะ เมไซอาร์ อีก
วาการุรุ:~ของฉันก็ด้วยนะเว้ยเฮ้ย
ภูเขา:พวกแกจะตีโพยตีพายทำไม เค้าหมายถึงอวสานภาค สงครามศักดิ์สิทธิ์ เฟ้ยแต่ Tag Turn ยังไม่จบ!!
ริน:ตอนต่อไปคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของภาคแรก เหตุใดพี่ศรี ถึงออกจากบ้านไปครึ่งปีและทำไม ภูเขาต้องไปทดสอบธนัท
ในตอนที่ 1 ของภาคแรก คำตอบอยู่ในตอนต่อไปจ้า!!
ธนัท:หรือก็คือตอนต่อไปจบ Episode 0 ยังไงล่ะ
ศรี:ตอนต่อไป สงครามศักดิ์สิทธิ์บทสุดท้าย Sub-Turn 41 The Crusade War Final เกร ฉันยังเชื่อใจนายได้ใช่ไหม
ทุกคน:อย่ามาหลอกกันนะเฟร้ย~~~
เกร:หนวกหูชะมัด

Card Pop!

รูปภาพ
Type: evil plant Mp: 5 / 3 Lv: 3 Rarity: rare
At: 10 Df: 12 Sp: 3 Element: earth
+[Plant] Dreadful Awakening At 12 Df 13 Mp 4
+[Evil] Age of Terror At 12 Sp 4 Mp 3
NULL
Skill:
นำ [Plant] 1 ใบใน Shrine ผู้ใช้ Skill ที่มี Lv1 เข้ามาในสนาม จากนั้น [Plant] ใบนั้นติด Poison Curse 1 Turn (At Line) (Mp 3)
Ability:
เมื่อจบ Subturn โจมตีของเรา เราสามารถ Sacrifice [Plant] และ/หรือ [Evil] 1 ใบจากนั้นนำ Dread Root เข้ามาในสนามจากมือ

Comment โดย บาร์น เวจจิเอเบิล: เป็นการ์ดเผ่าพฤกษา ที่พลังสูงและเรียกออกมาได้ง่ายด้วยการใช้
เผ่าปีศาจหรือเผ่าพฤกษาเป็นเครื่องสังเวยในการอัญเชิญ ถ้าใช้ดีๆล่ะเป็นใบเปิดเกมที่เยี่ยมใบหนึ่งเลยทีเดียวล่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย MetalGaruruMoN เมื่อ เสาร์ มี.ค. 26, 2011 10:58 pm

Deck เกร มันเป็นสำรับ Wild Beast อ่านว่า วายบีส สินะนะนะ(เอคโค่) วายบีส ว๊ายวาย โฮ้โฮะโฮะโฮะ ::012::

ดูได้จากความคิดของบีสต์แต่ล่ะตัว ว่าแต่ไหงช่วงนี้มันขยันเขียนออกไปทางสายวายได้ล่ะเนี้ย หรือว่าพลังจิ้นฉันบรรเจิดเกิน
อ่านแล้วแอบขำไม่ด้ายยยยยย
ภาพประจำตัวสมาชิก
MetalGaruruMoN
0
 
โพสต์: 75
Cash on hand: 50.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย Palmon เมื่อ เสาร์ มี.ค. 26, 2011 11:04 pm

^
^

เห็นด้วยสุดกับ การุรุเซ็นไปค่ะ พักหลังมานี้ เกรคุง เริ่มเขียนไปสายนี้นี้จริงๆแฮะ จะว่าไปแล้ว เมื่อวาน
แอบเห็นแวบๆว่า เกรคุงเดินเที่ยวตลาดอยู่กับสาวคนหนึ่ง(ถือมีดเตรียมเชือด) บางทีต้นเหตุอาจจะมาจากตรงนั้นก็ได้นะเพราะคุณเธอ
เหมือนจะยัดเยียดให้ เกรคุงอ่าน การ์ตูนวาย (ซึ่งเรากับการุรุเซ็นไป คอยใส่ไฟกันตลอดแต่ไม่สำเร็จ) แล้วเกรคุง ก็เออออห่อหมกรับมาอ่านโดยสะดุดีซะด้วยสิ ที่แอบแซวตัวเองว่านิยายจะอวสานเพราะกลัวว่าจะเรือสวยเพราะฉันสินะ(วิญญาณ เรนะประทับร่าง)
เอาล่ะมาวนลูปกันเถอะ

............และแล้ว ดิจิม่อน ก็ได้เงียบเสียงลง.........

แว่วเสียงทามาก๊อต ปี๊โป๊ะ ปี๊โป๊ะ
Palmon
0
 
โพสต์: 33
Cash on hand: 50.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย boy เมื่อ อาทิตย์ มี.ค. 27, 2011 6:53 am

หลังจากทีมงานให้ความคิดเห็นไป ผู้อ่านก็ขอแสดงความคิดเห็นบ้าง
ก่อนอื่นเลย ขอบอกตรงๆว่าครูเซท 1st กับ 2nd อ่านผ่านๆ - -*
ดูทำลายน้ำใจกันไปแรงหน่อยแต่มันก็ยืดแล้วก็เป็นเนื้อหลักที่เป็นน้ำอ่ะนะครับ
คือ ไม่ได้ถึงกับอยากให้มีดูเอลทุกตอน แต่ว่ายาวประมาณ 2 ตอนย่อยแล้วเหมือนเป็นองค์ประกอบรองนี่มันก็........
สรุปคือ ตั้งแต่ตอนนี้กับตอนหน้าจะหันมาอ่านเต็มๆแบบเดิม
อ้อ เพิ่งรู้ว่า ตัวละครเริ่มเสพวาย..... พี่เกร(ย์)ม่อนฮะ...

ผักคุงรู้นะว่าพี่เองก็เสพยาโอย อย่ามาทำตัวซึนเดเระ?!

- ถึงพี่ปิโยม่อน บางทีไซต์สตอรี่อาจจะเป็นพี่เกรย์วายกับพี่การุรุก็ได้ใช่ม้า *0*
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ อาทิตย์ มี.ค. 27, 2011 12:51 pm

boy เขียน:หลังจากทีมงานให้ความคิดเห็นไป ผู้อ่านก็ขอแสดงความคิดเห็นบ้าง
ก่อนอื่นเลย ขอบอกตรงๆว่าครูเซท 1st กับ 2nd อ่านผ่านๆ - -*
ดูทำลายน้ำใจกันไปแรงหน่อยแต่มันก็ยืดแล้วก็เป็นเนื้อหลักที่เป็นน้ำอ่ะนะครับ
คือ ไม่ได้ถึงกับอยากให้มีดูเอลทุกตอน แต่ว่ายาวประมาณ 2 ตอนย่อยแล้วเหมือนเป็นองค์ประกอบรองนี่มันก็........
สรุปคือ ตั้งแต่ตอนนี้กับตอนหน้าจะหันมาอ่านเต็มๆแบบเดิม
อ้อ เพิ่งรู้ว่า ตัวละครเริ่มเสพวาย..... พี่เกร(ย์)ม่อนฮะ...

ผักคุงรู้นะว่าพี่เองก็เสพยาโอย อย่ามาทำตัวซึนเดเระ?!

- ถึงพี่ปิโยม่อน บางทีไซต์สตอรี่อาจจะเป็นพี่เกรย์วายกับพี่การุรุก็ได้ใช่ม้า *0*



ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นมากเลยครับ จริงๆก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ครูเซด 1-4 เนี่ยมันเป็นช่วงที่ยืดแล้วก็ไม่เกี่ยวกับ
เนื้อหลักเท่าไหร่
ช่วงตอนที่ผ่านๆมาก็เลยยกยอดมาไว้ข้างหลังเรื่อยๆ เลยให้พวกมิส บาร์น เชส แพน ออกกันไปก่อนเพราะมีแต่สเตปดวล
ตอนแรกวางธีมไว้ว่า ครูเซดวอร์ เนี่ยจะไม่เอาขึ้นเป็นบทหลักๆ แต่จะแทรกไปเรื่อยๆทีละบท เพราะมันเป็นการเกริ่มที่มาของ
ของแต่ล่ะฝ่ายซึ่งกำลังจะมีบทในอีกไม่ช้า

โดยสำคัญที่สุดคือต่อจากครูเซดวอร์ คือการต่อสู้กับพวก ดาร์คเดว่า ซึ่งตรงนี้พวก เกร จะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับพวก ธนัท
ถ้าตามธีมเดิม บทของครูเซดวอร์ จะถูกแทรกไปด้วยระหว่างที่เดินเรื่อง สู้กับดาร์คเดว่า แต่ทางเรากลัวคนอ่านจะสับสน
สุดท้ายผมเลยตัดใจยกส่วนแทรกทั้งหมดขึ้นมาเขียนมันเลยมีแต่น้ำอย่างที่เห็นนี่ล่ะ(ฮา) ตัวผมเองบทนี้ยังอ่านผ่านๆเลย

ปัจจัยสำคัญอีกตัวที่รีดเอาตอนนี้มาเขียนก่อน เพราะว่าตอนที่เริ่ม ครูเซด วอร์มันอยู่ช่วงสอบพอดี กลัวมันจะซ้ำรอยตอน
Last Duel อีกที่พอทิ้งช่วงยาวแล้วลืมว่าใครเล่นกันถึงไหนมั่ง

สรุปแล้ว ที่จบครูเซดวอร์นี่ไม่ใช่รีบตัดจบเพื่อขึ้นบทใหม่แต่เนื้อในที่เหลือมันไม่มีแล้วน่ะล่ะครับ ตอนหน้าก็ดวลกับ
อาจารย์บุษบารีจนจบ แล้วก็เดินเรื่องส่วนที่ เกร จะจัดการกับ คิงปอร์ ไปจนถึงจุดเริ่มต้นของ Vr ภาคแรก

และบทที่ 42 จะเป็นการก้าวสู่ภาคดาร์คเดว่า โดยสมบรูณ์ และตบท้ายด้วย ชิชิน(คาดว่าจะมี Op 4 ที่เป็นอันสุดท้ายมา)
แล้วก็จะขึ้นเจเนเรชั่นใหม่อีกนิดหน่อย ก่อนจะเดินเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของ Vr Tag Turn อีกที แต่กว่าจะถึงตอนนั้นอาจจะ
มีตอนบ้าๆบอๆ แทรกเข้ามาอีกเนื่องจาก จัดDeck ไว้เยอะมาแต่ยังไม่ได้เอาออกมาใช้ซักที

อนึ่งสำรับของ อาจารย์บุษบารีเป็น Plant สายพลังของบาร์นเป็น สายแทคติก กำลังคิดว่าจะจัดแมทซ์ ผักสวนครัวซะเลยดีมั้ยแต่เห็นการ์ดของแต่ล่ะคนแล้ว....บาร์นคงแพ้ยับตั้งแต่ จารย์แกเรียก อิกดรากินอส แน่ๆเลย

หลุดสปอยไปนิดหน่อยเหมือนกันแหะ ว่าแล้วขอตัวไปจัดการกับลูกน้องสองตัวนี้ก่อนนะคร้าบ~

ปล. ค...เค้าไม่ได้ซึนนะ
ปล2. ถ้าไซด์สตอรี่เป็นแบบนั้นขึ้นมาสงสัย.........ให้เจ้าการุรุมันไปเขียนเสริมละกัน - -* เหอๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย boy เมื่อ อาทิตย์ มี.ค. 27, 2011 3:08 pm

จะว่าไป พูดถึงการ์ดใหม่
ชอบที่ว่าไม่เว่อร์เกิน (มั้ง)
แต่ At 0 Df 0 นี่ ถ้าได้ค่าพลังมาแล้วตบ เจอยกเลิกนี่ เหอๆ....
นอกจากจะตายแล้วยังเอาที่เอาวัตถุดิบพลังพาลงไปตายอีก
ถ้าโซปราโน่ทีนึง ก็เอา Dread Root ลง Shrine 3 ใบ....แม่เจ้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ อาทิตย์ มี.ค. 27, 2011 3:29 pm

boy เขียน:จะว่าไป พูดถึงการ์ดใหม่
ชอบที่ว่าไม่เว่อร์เกิน (มั้ง)
แต่ At 0 Df 0 นี่ ถ้าได้ค่าพลังมาแล้วตบ เจอยกเลิกนี่ เหอๆ....
นอกจากจะตายแล้วยังเอาที่เอาวัตถุดิบพลังพาลงไปตายอีก
ถ้าโซปราโน่ทีนึง ก็เอา Dread Root ลง Shrine 3 ใบ....แม่เจ้า


ถ้าเป็นยุคก่อนจะมีการ์ดยกเลิกผลอะบิลิตี้ล่ะก็ ใบนี้โกงอลังการงานสร้างเลยล่ะครับ แต่ในยุคที่ โอโดนัส กับ คัสมัดเกลื่อนเมืองและยังมีพวกซีลตบแล้วจับยกเลิกอีกมหาศาล การ์ดนี้ดูเด็กลงไปเลย
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย boy เมื่อ จันทร์ มี.ค. 28, 2011 5:19 pm

เอิ่ม ขอท้วงติงหน่อยนะครับ
> ทำไม Dread Root ไม่เข้ามาก่อนพวกสัตว์ของเกรเข้ามาเหรอครับ? เพราะมันบอกว่า 'เมื่อจบ subturn โจมตีของเรา'
> ทำไมถึงไม่ร่ายอวตารก่อนเอาอิกดราซิลกลับเข้ากองครับ?
> Text น่าจะบอกจำนวน Turn ที่ค่าพลังบวกอยู่ของอวตารด้วยนะครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
boy
0
 
โพสต์: 2105
Cash on hand: 3,250.00
ที่อยู่: Golden Land

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 40 The Crusade War 3th

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ จันทร์ มี.ค. 28, 2011 8:37 pm

boy เขียน:เอิ่ม ขอท้วงติงหน่อยนะครับ
> ทำไม Dread Root ไม่เข้ามาก่อนพวกสัตว์ของเกรเข้ามาเหรอครับ? เพราะมันบอกว่า 'เมื่อจบ subturn โจมตีของเรา'
> ทำไมถึงไม่ร่ายอวตารก่อนเอาอิกดราซิลกลับเข้ากองครับ?
> Text น่าจะบอกจำนวน Turn ที่ค่าพลังบวกอยู่ของอวตารด้วยนะครับ


1. ผิดพลาดมหันต์เลยแหะ พอดีเดรทรูทผมดันอ้างอิง Text จากหนังสือ Theory ของผมในนั้นมันดันเขียนว่า
"เมื่อจบ Sub-Turn โจมตีของเขา" 'เขา' ก็ว่ามันตะหงิดๆตั้งกะอ่าน Text แล้วว่า การ์ดซัมมันมีใช้คำว่า เขาด้วยหรือ พอตอนอัพ
มัวแต่จะเอารูปลงอย่างเดียวเลยไม่ได้เช็ค Text ซะงั้น - -* รอบนี้คงต้องเลยตามเลยไปก่อนแล้วล่ะ สงสัยจะเป็นเพราะอาถรรพ์
ภาค Vr เพราะตอนอวสานภาคที่แล้ว ธนัท ก็ดันเอา Soul's Cost Discard Seal บนมือแทนที่จะใช้
เป็น Sacrifice Seal ในสนาม เพื่อเพิ่ม Mp ซะงั้น คิงปอร์ก็อีกคน Soul's Cost Discard เฉยเลย

คราวหน้าถ้าจะต้องดูเอาจากเบสข้อมูลใน เวบแทนแล้วล่ะมั้งนี่ หนังสือพิมพ์วืดซะขนาดนี้ แทงค์กิ้วค้าบ คราวหน้าจะไม่ให้หลุดมาอีก

2. จริงๆ แล้วตามสเตปก็ต้องร่ายก่อนนะแหละครับ ซึ่งตรงนี้มันข้ามไปเพราะจะเว้นช่วง ไปขึ้นตอนหน้า สรุปคืออาจารย์แกขว้างการ์ดไปแล้วแหละ แต่พูดขั้นตอนการอัญเชิญทีหลัง (แบบว่า อาจารย์บุษบารี แกชอบวางมาดน่ะ สังเกตุตั้งกะร่ายเดรทรูทจะมีคำเปรยก่อนเรียกด้วย)

3.ที่ไม่ได้เขียนกำกับไว้ด้วย ตรงส่วนนั้นคือตอนออกแบบ Text ตั้งใจจะใช้การ"ละไว้ในฐานที่เข้าใจ" แบบการ์ดเก่าๆสมัยแรกๆ
ให้มันได้รสน่ะครับ แบบสมัยก่อนจำได้ว่าก่อน คอมพลีมรูน มันจะเข้มขนาดนี้เคยมีการ์ด Text เก่าใบหนึ่งมันเขียนไว้แค่ว่าบวก
เท่านี้ แต่ไม่ได้ระบุ Turn

ซึ่งตรงนี้ พัลม่อนจัง แนะไว้แล้วว่า มันจะทำให้คนอ่านสับสนเอาก็เลยว่าจะเปลี่ยน Text ให้มันชัดเจนขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเลย
ตัดสินใจให้ความหมาย Text ของมันใหม่ คือ การบวกค่าพลังของ อิกดรากินอส ไม่ใช่การบวกแบบมูฟออกเสร็จรับค่าพลังแล้ว
ก็เลิกแล้วต่อกัน แบบ Obsidian Beetle ที่จะ มูฟด้วงเลเวล2 ออกแล้วรับพลังมาเลย

โดยตรงนี้ตามความหมายคือ ถ้าระหว่างเล่น มีการทำให้การ์ดที่ อิกดรากินอส มูฟไปถูกนำออกจาก Remove Zoneขึ้น
มาค่าพลังของ อิกดรากินอส จะถูกลดลง ไปด้วย ต่างกับ ออบซิเดียน ตรงที่ต่อให้เอาด้วงที่มันมูฟไปออกจาก Remove Zone
แล้วค่าพลังก็ยังบวกเท่าเดิมอยู่ดี

ดังนั้นตรงนี้จึงไม่ได้กำหนด Turn เอาไว้ให้ตายตัวเพราะ Turn จะกลายตัว Lock ค่าพลังของ อิกดรากินอส ไปให้คิดเทียบง่ายๆ
ก็ลองคิดว่ามันเป็น โกลเด้นท์เฟอร์กริฟฟิน ที่บวกค่าพลังตาม บีสต์ในสนาม
เพียงแต่วัตถุดิบที่เอามานับพลัง นั้นนับตามการ์ดที่ถูกรีมูฟออกไปด้วยผลของ อิกดรากินอส แทนแบบนั้นครับ

ปล. ซาบซึ้งใจสุดๆเลย ไม่ได้มีคนมาท้วงอะไรเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้นานมากๆแล้วนะเนี่ย
ปล.2 สงสัยส่วนไหนอีกถามได้เลยน่อ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Sub-Turn 41 The Crusade War Final

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ พุธ เม.ย. 06, 2011 8:34 pm

Sub-Turn 41 The Crusade War Final


“ Cost Mp 5…..กลีบของข้า ใบของข้า และชีวีแห่งข้า มอบแด่มารดาผู้โอบกอดโลกใบนี้ จิตวิญาณของแม่
ได้ลุกโชนขึ้นแล้ว จงมาอวตารแห่งมหาพฤกษา อิกดรากินอส(Yggdraginos, the Avatar of Yggdrasil) ”

ละอองแสงอันเป็นพลังเวทย์ ถูกปลดปล่อยออกมาจาก Note ทั้งของ เกร และอาจารย์บุษบารี
จนคละคลุ้งไปด้วยหมอกละอองแสง การ์ดผนึกที่ อาจารย์สาวเป็นผู้ร่ายออกมา คือต้นเหตุที่รีดเร้นเอาพลังเวทย์จากทั้งสอง
ฝ่ายเพื่อการปรากฏตัว ละอองแสงหุมนวนลงไปราวกับน้ำวน โดยมีจุดศูนย์กลางเป็นการ์ดผนึก

มันดูดซับเอาละอองแสงทั้งหมดเข้าไป และเปลี่ยนรูปร่าง ขยายขนาดของมันจนใหญ่โตมโหราฬ
พริบตาต่อมาเมื่อละอองแสงทั้งหมดซึมซับเข้าไปแล้ว เบื้องหน้าของ เด็กหนุ่ม
คือต้นไม้ยักษ์สูงจนกระทั่งยอดของมันทะลุหลังคาโดมไปแล้ว โชคยังดีที่สนามแข่งที่เรายืนอยู่
อยู่ใต้ช่องว่างของหลังคาโดมที่เปิดไว้พอดี ยอดของต้นไม้จึงไม่แทงหลังคาจนถล่มลงมาทั้งอาคาร
แต่หากพูดถึงความเสียหายต่อสนามแข่งตอนนี้ก็ มีรูบนพื้นที่เกิดจากการโจมตีของ เดรทรูทก่อนหน้านี้
สนามถึงได้เป็นหลุมเป็นบ่อเต็มไปหมด

ก๊าซซซซซซซ!!!!!!!!

เสียงคำรามอันกึกก้อง เรียกความสนใจให้ทุกสายตาจับจ้องไปยังยอดของต้นไม้ อะไรบางอย่างกำลังเลื้อยพันลงมา
ตามลำต้น นอกจากเสียงคำรามเมื่อครู่แล้ว ก็มีเสียงกระหึ่มของเครื่องจักร ดังแว่วมาตลอด
วินาทีต่อมา วัตถุขนาดใหญ่ได้เลื่อนลงมาปรากฏต่อสายตาผู้คนทั้งสนาม เสียงเครื่องจักรที่ดังกึกก้องออกมาเป็นเสียงเสียดสีกันระหว่างฟันเฟืองไม้ซึ่งถูกหุ้มยึดติดกันไว้ด้วย แผ่นไม้มีความเงางามราวกับเหล็กกล้า

จนถึงตอนนี้ร่างเจ้าของเสียงคำรามได้เลื้อยลงมาจนถึงช่วงลำต้นของ มหาพฤกษาแล้ววัตถุที่เข้าใจว่าเป็นเครื่องจักรนั้น
คือชิ้นส่วนที่ดูคล้ายกับมือกล จากชิ้นไม้มหึมามีส่วนที่ย้อยออกมาคล้ายกับนิ้วป้อมๆ ขดเข้าด้วยกัน
ที่บรรยายไปนั้น เป็นแค่เพียงส่วนที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมือ หรือ อาจจะเป็นแขนของมัน

หากจะให้นับถึงรายละเอียดอื่นๆของ มันคงจะพูดได้ไม่จบในวันเดียว แค่คำว่ามังกรสามหัวทำจากไม้
ทั้งดุ้นจะพอให้ใจความสำคัญได้รึเปล่า….คงจะยังงั้น


“ นี่คือ อวตารแห่งมหาพฤกษา อิกดรากินอส จิตวิญญาณแห่งอิกดราซิล ”

รูปภาพ

[Busbaree Status; Hand: Seal 1 , Mystic 1 Mp:4/8 Shrine 12/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]


“ อะบิลิตี้ของ อิกดรากินอส จะทำงานเมื่อมันถูกเรียกออกมา จะต้องส่งอิกดราซิลที่อยู่บนมือกลับเข้าไปยังสำรับ
จากนั้นจะกำจัดเผ่าพฤกษา ในชายน์ สนาม ออกไปตามใจชอบและค่า At กับ Df ของอิกดรากินอส
จะเท่ากับผลรวมค่า Df ของการ์ดที่กำจัดออกไป ใน ชายน์ ตอนนี้มี ไฮยาซินสไปรค์ Df 7 และ เดรทรูท Df 12
อย่างละสามใบ ค่าพลังทั้งหมดที่ได้รับจะเท่ากับ 57 หน่วย ”

อาจารย์บุษบารี ประกาศพร้อมกับ แสดงการ์ดผนึกซีลบนมือ ให้ดูว่าเป็น อิกดราซิล ก่อนจะใส่มันกลับลงสำรับ
แล้วสับ

[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 1 Mp:4/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]


“ ห..57 เลยเหรอ!? ”
เกร ถึงผวากับค่าพลังอันมหาศาลของ มังกรพฤกษา

“ การ์ดใบนั้น เป็นรางวัลสำหรับอันดับแปดของการแข่งแกรนทัวนาเมนท์ ปีที่แล้วสมกับที่ได้ยินมาเลย
มังกรพฤกษาอิกดรากินอส มังกรที่ว่ากันว่าคือจิตแท้จริงของอิกดราซิล ”
ศรี ให้รายละเอียด สายตาของเขายังคงเหม่อมอง ร่างโอฬารของมังกรพฤกษา

“ Cost Mp 3 โจมตีไปที่ โกลเด้นเฟอร์กริฟฟิน คอนทิเนนทัล เบรธ ” (Continental Breath = ลมหายใจแห่งทวีป)
อาจารย์สาว ประกาศ มังกรพฤกษา หันหัวทั้งสามของมันตรงเข้ามา แล้วอ้าปากสูดลมเข้าไปแรงดูดของมัน มากพอจะยกตัว
เขาให้ปลิวตามไปด้วยเลย

[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 1 Mp:1/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 2/15 ]

“ จ..จะปลิวแล้ว เหวอ ”

“ เอ๋? ” ทุกอย่างสงบนิ่งแล้ว ไม่มีแรงดูดอีกต่อไป ขาทั้งสองข้างของเขายืนติดพื้นได้อย่างมั่นคง
แต่นั่น…..เป็นจุดเริ่มต้นของการโต้ตอบ ที่จะตาม

ก๊าซซซซซ!!!!!!!!!!!

แรงลมซึ่งพัดพาออกมาพร้อมกับเสียงคำราม รุนแรงเสียจนฉีกพื้นเวทีให้ ลอกปอกเปิกออกได้เหมือนขูดเปลือกมันฝรั่ง
ในพริบตา กริฟฟินขนทอง สูญหายไปกับแรงลมโดยที่ไม่มีใครทันได้เห็นภาพร่างของมันถูกสายลมฉีกจนแหลกเละ
มีเหลือไว้เพียงแค่ละอองแสงจากการสลายร่างของมันเท่านั้น

[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 1 Mp:1/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:8/8 Shrine 5/15 ]

“ รอบของอาจารย์หมดแค่นี้ ผ่าน.. ”

“ ร..ของผม จั่วไพ่ ”
เกร จับมิสติกการ์ดขึ้นมา 2 ใบ ประสาทสัมผัสทั้งร่างของเขายังสะท้านจากเสียงคำรามอันรุนแรง เมื่อครู่ทำให้มือ
สั่นไปหมด

[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 1 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 4 Mp:8/8 Shrine 5/15 ]


{เอาไงดีล่ะเนี่ย 57 ไม่ใช่ค่าพลังเล่นๆแล้วนะ เยอะขนาดนี้ต่อให้ชุบ โกลเด้นท์เฟอร์กลับมาได้ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเพิ่มพลังตามไปสู้ยังไงไหว แถมทั้ง At ทั้ง Df เท่ากันแบบนี้ ถึงจะใช้เวอทูวิน(Whirl to Win) ที่อยู่บนมือก็ไม่มีประโยชน์}
เด็กหนุ่ม มองดูการ์ดบนมือที่จะใช้พลิกสถานการณ์แต่ก็มืดแปดด้านเต็มที ค่าพลังของมหามังกรพฤกษา
สูงล้ำเกินกว่าจะเอื้อมถึง

รูปภาพ

เดี๋ยวสิ…..At กับ Df เท่ากันเหรอ?

“ จริงด้วยยังมีวิธีนั้นอยู่นี่.. ”
เด็กหนุ่ม ฉุกคิดขึ้นได้

“ ผมให้ เซียร์ดีล(Seer’s Deal) ทำงานสังเวย(Sacrifice) เนเดีย(Naedia) ในสนาม 1 ใบจากนั้นจะจำเอามิสติกการ์ดที่ต้องการจจากสำรับขึ้นมาไว้บนมือได้ 1 ใบ ”

เด็กหนุ่ม ร่ายมิสติกการ์ดออกมา และเลือกให้ นกเนเดีย เป็นเครื่องสังเวยเพื่อการทำงานของ มิสติกการ์ด
ร่างของมันสลายเป็นละอองเวทย์ และควบแน่นกลับเป็นการ์ด ส่งตรงสู่มือของเขาก่อนจะถูกนำไปไว้ในช่อง ชายน์

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 1 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:8/8 Shrine 6/15 ]

“ การ์ดที่จะเอาขึ้นมาก็คือนี่ ”
เด็กหนุ่มแสดงการ์ดที่เลือกขึ้นมาจากสำรับ

“ สตาร์ชิลด์! ”
อาจารย์สาว สะดุ้งจนสีหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าคาดไม่ถึง

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 1 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 4 Mp:8/8 Shrine 6/15 ]

“ ถูกต้องนะคร้าบ~~ สตาร์ชิลด์ จะทำให้ อสูรถูกลดค่า At เท่ากับค่า Df ของตัวเอง ดังนั้น อิกดรากินอส ของ อาจารย์ ที่มี
ทั้ง At และ Df เท่ากันแบบนั้นก็จะถูกหักลบจนหมดในทันที ”
เด็กหนุ่ม ตอบ

“ แจ๋วไปเลย เกร! เย้!!!! ”
ริน เชียร์สุดเสียงอย่างออกนอกหน้าขณะที่ ศรี เพียงแค่ยิ้มน้อยๆกับวิธีแก้เกมหนนี้

“ Cost Mp 4 สตาร์ชิลด์ ทำงาน! ”
ทันทีที่ มิสติกการ์ดสำแดงเดช มหามังกรพฤกษา ก็มีท่าทีอิดโรยอ่อนแอลงทันที พลังของมันถูก
พลังของ สตาร์ชิลด์ ดูดซับไปจนหมดสิ้น

[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 1 Mp:8/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:4/8 Shrine 6/15 ]

“ ให้ เซเบอร์ฮอร์น ขึ้นไปที่ At Line Cost Mp1 แล้วโจมตี! ”
เด็กหนุ่มออกคำสั่งแก่ สุนัขเขาดาบ มันเริ่มออกวิ่งตั้งแต่พื่นที่แนวหลังจนบุกเข้าไปยังแนวของฝ่ายตรงข้าม
และโจนตัวพุ่งเข้าใส่ มหามังกรพฤกษาอย่างห้าวหาญ

“ Cost Mp 2 อินควิซิชั่น(Inquisition) ทำลายสตาร์ชิลด์ ทิ้งซะ! ”
อาจารย์สาว ขว้างการ์ดใบสุดท้ายบนมือออกไปนี่คือ วิธีตอบโต้สุดท้ายที่เหลืออยู่ของเธอแล้ว

รูปภาพ
[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 0 Mp:6/8 Shrine 0/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 3 Mp:3/8 Shrine 6/15 ]

“ กะแล้วว่า อาจารย์ต้องเตรียมรับมือไว้ ”
เกร พูดพร้อมกับร่ายมิสติกการ์ดบนมือสวนออกไปเช่นกัน

“ Cost Mp 2 อินควิซิชั่น ทำลายอินควิซิชั่น ของอาจารย์เรียบร้อยแล้วครับ ”
ค่าพลังของมหามังกรพฤกษา จึงยังเป็นศูนย์ เมื่อการปะทะกันของ มิสติกการ์ดทั้งคู่หักล้างกันไป
สุนัขเขาดาบ ก็ทะลวงแกนแกลางโคนคอที่เชื่อมทั้งสามหัวของ มหามังกรพฤกษาเข้าไว้ด้วยกันจนกลวงโบ๋
ไปแล้ว

[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 0 Mp:6/8 Shrine 4/15 ]
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:1/8 Shrine 6/15 ]

“ เพราะ อิกดรากินอส ออกจากสนามไปแล้วจึงคืนอสูรทั้งหมดที่กำจัดออกไปลงชายน์ไปด้วย…หึหึหึ อาจารย์แพ้หมดรูปแล้วล่ะ เธอเก่งมากเลย เกร ”

[Busbaree Status; Hand: Seal 0 , Mystic 0 Mp:6/8 Shrine 16/15 ]Lose
[Grea Status; Hand: Seal 1 , Mystic 2 Mp:1/8 Shrine 6/15 ]Win

………………………………………………
…………………………………….
…………………

“ บอส! บอส ครับ ”
เด็กหนุ่ม เกร ถูกปลุกขึ้นจากภวังค์ แห่งอดีต ตรงหน้าของเขาคือ ลูกน้องซึ่งเป็นเด็กวัยเดียวกัน
อีกมากมาย กำลังคุกเข่าให้ความเคารพอยู่บนพื้นสนามและเขาที่เป็นผู้นำ ซึ่งนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ ของสนามกีฬาเก่า
ที่นี่คือแหล่งกบดานของ พันนิชเมนท์

“ มีอะไร?.. ” เกร ถามออกไป ตัวแทนลูกน้อง คนหนึ่งเดินขึ้นมารายงาน

“ พวกเราทั้งหมดออกสืบอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่มีข้อมูลของ เทวทูตสีดำ ตกค้างอยู่ที่ไหนเลยครับ แต่ว่าพวก เบโลเอ บอกว่าเคยถูกพวก ครอสมาเรีย ทำร้ายมา ”

“ เบโลเอ..? ”
เกร เปรยอย่างฉงน ชื่อนี่ไม่คุ้นหูเขาเลย เหมือนจะเป็นชื่อคนต่างประเทศ ตัวแทนรายงานชี้ลงไปยัง ชายผิวดำวัยกลางคน
ในกลุ่มลูกน้องที่แออัดกันอยู่บนสนาม เบโลเอ แสดงอาการเกร็งออกมาเมื่อทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา

“ นายน่ะ…ทำไมไม่คุ้นหน้าเลย ” คำถามของ เกร กระตุ้นให้ ชายผิวดำ เกร็งมากขึ้นไปอีกแถมยังทำเลิ่กลั่ก
ประหม่าไปมาเหมือน เด็กๆ เกร หรี่ตาแคบลงเพื่อจะกวาดสายตามองหน้าพวกลูกน้อง มีคนที่ไมคุ้นหน้าคุ้นตา
เพิ่มขึ้นมาเยอะกว่าที่เขาคิดไว้ซะอีก หรือบางทีเพราะช่วงที่หยุดไปทำให้เขาลืมหน้าลูกน้องหรือ นั่นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ใบหน้าของลูกน้องที่สู้เป็นตายร่วมกันมา จะลืมได้ยังไง พวกนี้มันไม่ใช่ลูกน้องชุดเดิมของเขา

“ ช่วงที่นายไม่อยู่ มีคนมาขอเข้ากลุ่มเพิ่มน่ะ ” วาการุรุ ลูกน้องมือขวาของแก๊ง ที่ยืนอยู่ข้างๆเขาช่วยตอบให้
คลายความสงสัย
“ ช่าย~~…แถมเยอะด้วย ”
การุรุคนน้อง ตีหน้าบูดอย่างไม่พอใจ แม้จะพูดในเชิงที่ว่ามีคนให้ความร่วมมือเพิ่มเป็นสิ่งที่ดี
แต่การที่มีคนไม่รู้จักเข้ามาปะปน อยู่มากมายแบบนี้มันไม่เป็นที่สบอารมณ์ของ พวกเขาเอาซะเลย
เกร เองก็เช่นเดียวกันเขารู้สึกได้ถึงความไม่น่าไว้วางใจในกลุ่มเด็กหใม่พวกนี้ แต่ตัวเขาที่เคยทิ้งแก๊งไป
แล้วกลับมาตอนนี้ จะไปพูดอะไรได้เล่า

“ ไหน ลองเล่ามาสิ ”
“ อ…เอ่อ ค..ครับ! ” เบโลเอ ตอบเสียงประหม่าก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่ไปเจอมา

“ คือว่าเมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน พวกเรากำลังเดินอยู่แถวแม่น้ำ แล้วก็ถูกพวกครอสมาเรีย มันรุมเข้ามา… ”

“ ที่ไหน!! ”
เกร ตะคอกเสียงดังลั่นจนบรรดาลูกน้องสะดุ้งไปตามๆกัน
“ แม่น้ำที่ไหน..รีบตอบมาสิ เร็ว! ”
“ ค…ค…ค้าบบบ ท..ที่สะพานข้ามไปเมืองเก่า… ”
เบโลเอ ตอบทั้งน้ำตา สายตาของเกร ที่จ้องมาขณะที่ถามนั้นดุดันราวกับว่าหากตอบไม่ตรงใจ
อาจจะถูกเชือดเก็บไปเลยก็ได้

{ต้องใช่แน่ๆ…เจ้าพวกนั้นที่ฆ่า เบโอวูฟล์}
เกร กัดฟันเพื่อข่มความโกรธที่เล็ดลอดออกมา และพยายามปรับสีหน้าเพื่อไม่ให้ลูกน้องขวัญผวาไปมากกว่านี้

“ นี่แกเป็นใครกันน่ะ?! หยุดนะ!! ”
เสียงตะโกน ของลูกน้องที่เฝ้าอยู่ตรงประตูทางเข้าสเตเดี้ยมของสนามกีฬา ดังแว่วเข้ามา
ตอนนี้ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับเสียงนั่นแทนแล้ว ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่กับกลุ่มเฝ้าทางเข้า วิ่งเข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบ

“ เกิดอะไรขึ้น?! ”
วาการุรุ ถามออกไป

“ มีคนแอบดูพวกเราครับ ตอนนี้พวก ต๋อง กำลังตามมันไป ”
“ เห็นหน้ามันรึเปล่า ”
เกร ถาม

“ ไม่ครับแต่เธอใส่ชุดนักเรียนปักตราโรงเรียนเดียวกับหัวหน้าครับ ”
“ ผู้หญิงเหรอ?...ไปจับตัวมาอย่าทำให้บาดเจ็บซะล่ะ ฉันต้องการจะคุยเธอ เข้าใจนะ ”
เกร ออกคำสั่ง บรรดาลูกน้องพากันรับคำก่อนจะกรูกันออกไปตามจับ และ มีเขาวิ่งตามไปเป็นคนสุดท้าย
กองกำลังของ พันนิชเมนท์ กระจายตัวออกจากสนามกีฬา อย่างรวดเร็วราวกับผึ้งแตกรัง
แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางเพื่อกระจายพื้นที่ค้นหาให้ครอบคลุมทั้งซอย

…………………….
ย้อนกลับไป เมื่อสองสัปดาห์ ก่อนหลังจาก เบโอวูฟล์ สุนัขที่ เกร เลี้ยงไว้ถูกกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็น ครอสมาเรีย
ที่ยังหลงเหลืออยู่ รุมทำร้ายจนตาย อีกสิ่งหนึ่งที่สั่นคลอนหัวใจของ เขาจนต้องหันหน้าเข้าหาแก๊งอีกครั้งก็คือ……

“ มือสังหารของ URH(สหพันปฏิรูปมนุษย์ชาติ) อีกแล้วเหรอ มากันได้ไม่หยุดไม่หย่อนเลยนะ ”
มาริน่า เปรย มือของเธอตั้งอยู่ในท่าเตรียมดีดนิ้ว เส้นเอ็นนับสิบภายใต้การควบคุมของเธอ มัดตรึงร่าง
ของ เทวทูต ใช่แล้ว ไม่ได้อ่านผิดหรอก ที่เธอกำลังจับตัวไว้คือ มนุษย์ติดปีกสีดำ ซึ่งผู้คนในละแวกนี้

ขนานนามให้ว่า เทวทูตสีดำ ข่าวการออกอาละวาดของ เทวทูตสีดำ เริ่มแพร่กระจายหลังจากการแข่งขัน
ซีรีโมเน่คัพ นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ เธอ อยู่ในช่วงถูกตามล่ามากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะการได้ขึ้นเป็น มาสเตอร์ซีรีโมเน่
ชื่อของเธอกลายเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างนั้นทำให้ URH ง่ายต่อการส่งมือสังหารมาเก็บ และเทวทูตสีดำ ก็เป็นหนึ่ง
ในนั้น

“ ก…แก… ”
เทวทูตสีดำ สบถและพยายามออกแรงยื้อให้เป็นอิสระจากพันธะนาการ แต่ความพยายามนั้นก็ไร้ผล ไม่อาจจะหลุดจาก
เส้นเอ็นที่มัดแน่นด้วยพลังจิตได้

“ เตรียมใจไว้ได้เลย ไม่ใช่แค่ทำร้ายฉัน แต่ยังทำร้ายเพื่อนฉันด้วย ไม่มีทางปล่อยแกแน่ ”
ภาพของ ริน กำลังใช้มือซ้ายกุมแผลที่แขนขวาซึ่งอาบไปด้วยเลือดของเธอ สะท้อนอยู่ในแววตาที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง
และพริบตาที่ มาริน่า หันมามอง เทวทูต สายตาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นยเยือก แทบจะแช่แข็งลมหายใจของ
ผู้ถูกจ้องได้ เทวทูตหนุ่ม รู้สึกแบบนั้น เรี่ยวแรงที่เคยรีดเร้นออกมาเพื่อยื้อกับพลังจิตของเธอ มลายหายไปสิ้น

เส้นเอ็น จำนวนหนึ่งเลื้อยขึ้นไปรัดคอหอย และรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ร่างของเทวทูต ที่หมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงใดๆจะต่อกร
ได้กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มผมสีแดง ปีกสีดำที่เคยยื่นออกมา ก็หดหายไปเช่นเดียวกัน

สองสาวยืนมองด้วยความตกตะลึง ระหว่างที่มาริน่า ยังอึ้งอยู่ ริน จัดแจงแสตนบายน์ Note ของเธอและอัญเชิญ
ไบรน่าวอลคีรี่ ออกมาตัดเส้นเอ็นทั้งหมดที่มัด เด็กหนุ่มออกไป

“ ทำอะไรน่ะ ริน? ”
มาริน่า สะดุ้งกับสิ่งที่เธอทำ ริน ไม่ตอบและวิ่งเข้าไปรับร่างของ เด็กหนุ่มก่อนจะล้มลง

“ ทำใจดีๆไว้นะ ”

“ เฮ้อ~ นั่นน่ะมันนักฆ่าที่พึ่งจะเล็งคอหอยฉันไปเองนะ...แถมเมื่อกี้เธอก็พึ่งจะถูกมันกรีดแขนไปหยกๆ ”
มาริน่า ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ เธอมอง เด็กหนุ่มที่เคยเป็นเทวทูตสีดำจนถึงเมื่อครู่นี้ ก่อนจะจิกปาก
พูดห้วนๆอย่างหัวเสีย

“ เจ้าพวกสหพันบ้านั่นมันส่งเด็กมาเหรอเนี่ย…เห็นแล้วมันน่าหงุดหงิดจริงๆ ”

………………………
…….

ที่คฤหาสน์ของ มาริน่า
เทวทูตซึ่งกลายเป็นเด็กหนุ่ม ลืมตาฟื้นขึ้นมาหลังจากหมดสติไปอยู่นาน ตามเนื้อตัวยังมีร่องรอยถูกเอ็นรัด
พาดให้เห็นอยู่ และยังรู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตัวอยู่เป็นนิจ เขาลุกขึ้นมานั่งบนเตียงแทน และสอดส่ายสายตา
มองไปรอบๆห้อง ริน กำลังวิ่งจาก โซฟาที่อยู่ตรงสุดของมุมห้อง มาหาเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม

“ ค...โคโค เดะ.. ”(ここで >koko de. > Where)
เด็กหนุ่ม เอ่ยก่อนจะหยุดไปเสียกลางคัน เพราะกำลังพูดภาษาญี่ปุ่นออกไปตามความเคยชิน เจ้าตัว
รีบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เพื่อปรับน้ำเสียงและเรียบเรียงคำพูดใหม่อีกครั้ง

“ ที่นี่? ”
“ ค่อยยังชั่วหน่อยดีนะที่เธอไม่เป็นอะไรน่ะ ”
ริน เปรยด้วยความโล่งอก

“ ทำไม…ถึงช่วยผมไว้ ”
คำถามของเด็กหนุ่ม ทำให้เธอนิ่งไปซักพัก สายตาของเธอจ้องอย่างอาวรมาที่เขา จนทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมา

“ อย่าพูดอะไรที่น่าเศร้าแบบนั้นสิ เห็นคนจะเป็นจะตายอยู่ตรงหน้าแล้วจะให้นิ่งอยู่เฉยอย่างนั้นเหรอ ”
ริน ใช้มือของเธอลูบหัว เด็กหนุ่มเบาๆด้วยความเอ็นดู แม้จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาจากเธอแต่มันก็แฝงไว้ด้วย
ความมุ่งมั่นที่เข้มแข็ง จนเขายังอดที่จะนับถือไม่ได้ ที่นักเรียนหญิงธรรมดาๆ จะมีความสามารถมากขนาด
รู้สึกได้โดยไม่ต้องเห็นกับตาเลยหรือ

“ แกเป็นหนี้เธอครั้งใหญ่เลยล่ะ เพราะนอกจากจะช่วยจากฉันแล้ว ไอ้พวกที่ตามมาเก็บแกทีหลังก็ถูกเธอจัดการหมด ”
มาริน่า แทรกเข้ามา ขณะเดียวกันก็รับน้ำชาที่ ฟรานซิสก้า ยกมาเสิร์ฟ

“ ไดสุเกะ…นิวะ ไดสุเกะ สังกัดกองกำลังที่ 18 แห่ง St.Magnus ภายใต้บังคับบัญชาของ URH ”
พวกเธอมองหน้ากันอย่างฉงน ที่อยู่ๆเด็กหนุ่มก็บอกชื่อแซ่ขึ้นมาซะเฉยๆ

“ ขอรู้ชื่อของคุณ…ได้รึเปล่า ”
เด็กหนุ่ม ถามโดยไม่มองหน้าเธอ เพื่อจะซ่อนใบหน้าที่แดงแจ๋ด้วยความเขินอาย
ริน ยิ้มน้อยๆก่อนจะตอบด้วยเสียงสุภาพ

“ จ้ะ มะลิลี จงกลาง เรียกฉันว่า ริน ก็ได้ ”
“ ริน…จะจำเอาไว้จนกว่าจะตอบแทนหนี้ชีวิตนี้ได้ ”

วันต่อมาหลังจาก นิวะ ไดสุเกะ เข้าพักอาศัยที่คฤหาสของมาริน่า และแต่งตั้งเป็นองค์รักษ์ไปด้วยพร้อมกันในตัว
เป็นขอเสนอแลกกับที่อยู่อาศัยและสวัสดิภาพต่างๆ

ที่โรงเรียนมนต์วิทยา

“ ร..ริน แขนไปโดนอะไรมาน่ะ ”
“ อ๋อนี่น่ะเหรอ ถูกเทวทูตสีดำที่กำลังเป็นที่ลือกันเล่นงานเอาน่ะ ต..แต่ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกนะเพราะว่า มาริน่า ที่มาด้วยกันช่วยเอาไว้น่ะ ”
…………………………………………..
{ทั้ง เทวทูตสีดำ ทั้งครอสมาเรีย จะปล่อยเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ต้องสังเวยทั้งแก๊งไปฉันก็
จะลากคอพวกมันมาลงโทษให้ได้}

ห้วงภวังค์ของ ผู้นำแห่งพันนิชเมนท์ คลายออกด้วยเสียงตะโกนของบรรดาลูกน้องที่ ไล่ตามผู้สอดแนม มาจนถึงเขต
โกดังร้างนอกตัวเมือง ตู้คอนเทนเนอร์ มากมายถูกวางซ้อนกันเป็นชั้นๆในโกดังใหญ่ ช่องว่างที่เกิดจาก สิ่งกีดขวางเหล่านี้
สร้างทางเดินแคบๆ ไว้มากมายไม่ต่างจากเขาวงกต

บรรดาพันนิชเมนท์ กระจายกันไปตามซอกหลืบต่างๆของ โกดังเก่า แต่ไม่มีใครหา หญิงสาวผู้สอดแนมเจอเลย
แม้ซักคน

“ เจอรึเปล่า ”
เกร ตะโกนหลังจากตามเข้ามาภายใน โกดังพร้อมกันกับ การุรุและวาการุรุ

“ ไม่เจอเลยครับ แต่ว่าเราเห็นเธอวิ่งเข้ามาในนี้ น่าจะยังไม่ได้ออกไปครับ ”
ลูกน้องที่ไล่ตามออกไปเป็นชุดแรก รายงาน

“ กระจายกันออกไปค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ”
เกร สั่งก่อนจะกลับมาพูดกับ ลูกน้องมือขวาและซ้ายของตน

“ การุรุ วาการุรุ พวกนายสองคนเฝ้าทางออกไว้นะ ”
เกร สั่งก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในโกดังอีกครั้ง

…………………………
………………………………………….

ภายในมุมอับระหว่างตู้คอนเทนเนอร์ที่ซ้อนทับกันอยู่ ด้านในสุดของ โกดังร้างนอกเมือง เด็กสาว ขดตัวหลบสายตาจาก
กลุ่มแก๊งพันนิชเมนท์ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วโรงงาน เธอพยายามจะหอบหายใจ ให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้มีเสียงใดๆลอดผ่าน
ออกไป เป็นโชคของเธอที่ระหว่างวิ่งมาที่นี่ ฝนได้ตกลงมาแล้ว เสียงน้ำฝนกระทบหลังคาโกดัง จึงก้องกังวาน กลบเสียง
หอบของเธอ ภายในโกดังยังไม่มืดเท่าไหร่นัก แม้ฝนจะตกแต่ก็เป็นช่วงบ่ายแสงจากพระอาทิตย์ยังคง
สาดทะลุเมฆฝนเข้ามาในโรงงานได้

“ ท..ทำไม เกร ถึงกลับมาอยู่กับแก๊งล่ะ… ”
ริน พึมพำกับตัวเอง อย่างเงียบๆ การที่เธอแอบตามพวก เด็กสวมผ้าพันคอสีแดง หลังจากแยกกับ เกร
ระหว่างทางกลับบ้านแล้ว จะนำเรื่องที่ไม่คาดคิดเช่นนี้มาให้ เธอเพียงแต่คิดในแบบของเธอ
ว่าแก๊งเด็กผ้าพันคอแดงที่เดินเตร็ดเตร่ กันอยู่เป็นเพียงพวกป่วนเมืองที่แตกแยกออกจาก พันนิชเมนท์
แต่เธอคิดผิด เกร ที่เธอเคยคิดว่าเขาถอนตัวไปแล้วกลับเป็นผู้นำ การรวมกลุ่มนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

“ เจอแล้ว!! มันอยู่ข้างในซอกคอนเทนเนอร์ด้านในสุด ”
ลูกน้องคนหนึ่งตะโกน ตอนนี้เธอจนมุมแล้วไม่มีที่จะให้หนีไปอีก 1 ต่อร้อย ต่อให้เธอมีอสูรอัญเชิญ
ก็เป็นไปไม่ได้ยิ่งอีกฝ่ายคือเกร ที่ตอนนี้ก็อัญเชิญอสูรเป็นเช่นเดียวกับเธอแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ด้านฝีมือแล้ว
เธอโดนแซงไปไกลเลย

“ เหวอ!! นี่แก อ็อก.. ”

ลูกน้องคนหนึ่งร้องเสียงหลงหลังจากนั้นก็มีอีกหลายคนที่ร้องตามๆกันมา ด้วยสภาพ ภายในโกดัง
ที่มีแต่คอนเทนเนอร์ ทำให้เธอมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แน่นอน พวกพันนิชเมนท์ ที่อยู่บริเวณอื่นก็ไม่รู้เช่นกัน

“ ไปรวมกันที่ด้านในสุดซะ! ”
เกร ออกคำสั่ง ก่อนจะหยิบ Note ของเขาออกมา

“ ฮาร์ฟ สแตนบายน์ ” /Yes Sir, Get Set/
จี้ห้อยคอกลายเป็นปลอกแขนสวมกับแขนซ้ายของเขาเป็นที่เรียบร้อย

…………………………..
“ อะไร..เกิดอะไรขึ้นกันน่ะ ”
ริน ยื่นหน้าออกจากที่ซ่อนเพื่อมองหาต้นเหตุของเรื่อง และแล้วเธอก็สะดุ้งตกใจอีกครั้ง

“ ไง ”
เทวทูตสีดำ ผู้ยืนอยู่ตรงหน้าหันมาทัก ก่อนจะหันกลับไปซัดลูกกระจ๊อกที่เหลืออยู่รอบๆนี้จนสลบเหมือดหมดทุกคน

“ ด…ไดสุเกะ ”
“ ถ้าอยู่ในร่างนี้เรียกว่า ดาร์ค ดีกว่านะแบบนั้นมันจะช่วยให้แยกแยะง่ายกว่า เพราะถึงฉันจะเป็น ไดสุเกะ แต่ก็ไม่ใช่ไดสุเกะ
และในอีกทางฉันเองก็คือ ไดสุเกะ งงดีไหมล่ะ ”
“ เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะว่าแต่เธอมาที่นี่ได้ไง แล้วรู้ได้ไงว่าฉันอยู่นี่ ”

ดาร์ค ใช้ Note ของเขาฉายจอโฮโลแกรม แผนที่ให้เธอดูบนแผนที่มีจุดไฟสีแดง กระพริบอยู่ในจุดเดียวกับที่เธอและ
เขากำลังสนทนากัน

“ เครื่องส่งสัญญาณเหรอ…ติดเอาไว้ตอนไหนน่ะ ”
“ ก็ที่ Note ของเธอน่ะแหละ ว่าแต่เธอมีอะไรติดตัวมาบ้างรึเปล่าเอาที่จะใช้ปิดหน้าปิดตาได้น่ะ เพราะถ้าขืนให้พวก
มันเห็นหน้า เดี๋ยวจะโดนไล่ราวีเอาทีหลัง ”

ริน ควานมือหาทุกสิ่งในกระเป๋าหนังสือของเธอแต่ที่มีอยู่ก็มีแค่ ผ้าคลุมหน้าของครอสมาเรีย เท่านั้น
หากสวมสิ่งนี้แล้วออกไปตอนนี้ มันคงจะเป็นการจุดชนวนสงครามระหว่างแก๊งขึ้นมาอีกก็ได้
แต่ตอนนี้เธอมีแต่ต้องสวมมันเท่านั้น เพราะไม่อยากให้ เกร รู้ว่าเป็นเธอด้วย

ริน สวมผ้าคลุมหน้าแล้วจึงคลานออกจากที่ซ่อน ดาร์ค อุ้มเธอขึ้นมาและให้เธอ เกาะช่วงไหล่ของเขาเอาไว้

“ เอาล่ะจะไปแล้วนะ เกาะแน่นๆล่ะ ”
ปีกสีดำสยายออกจนสุด ลากเอาร่างของทั้งสองให้โผขึ้นไปสู่อากาศ

“ นั่นมัน เทวทูตสีดำ! ”
บรรดาลูกน้องในแก๊ง ที่เห็นร่างของดาร์ค บินขึ้นจากกองคอนเทนเนอร์ พูดขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน
ทว่าความแปลกใจนั้นกลับเพิ่มพูนยิ่งขึ้น เมื่อลำแสงสีขาวพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของ ดาร์ค
แต่ เขาหักตัวหลบได้ทัน พร้อมกับหันกลับมายังต้นทางของการโจมตี
อสูรอัญเชิญ เซนทอร์สีขาว กำลังกวัดแกว่งดาบในมือ โดยมีแสงแล่นปลาบไปมาทุกครั้งที่ตวัดดาบ

“ นั่นมัน เซนทอร์พาลาดิน(Centaur Paladin) ”
ริน อุทาน เธอมองลงไปยังร่างของ เซนทอร์สีขาว บนหัวของมัน เกร กำลังยืนบังคับบัญชาอยู่บนหัวของเซนทอร์

รูปภาพ

“ นี้เป็นการเอาคืนจากฉัน เจ้าเทวทูตสีดำ รับไป ”
เซนทอร์พาลาดิน ตวับดาบฟาดลำแสงอีกสองสามสายออกไปอย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้ ดาร์ค ไม่อาจหลบให้ได้อีกแล้ว

“ ออกมา เจรัลดีเน่(Geraldine, the Valkyrie) ”
รูปภาพ

อสูรนางฟ้าหุ้มเกราะ พุ่งเข้ามารับลำแสงด้วยโล่ และสะท้อนมันออกไปได้
ลำแสงกระเด็นไปโดนหลังคาโกดัง จนถล่มลงมาส่วนหนึ่ง ประจวบกับมีฟ้าแลบเกิดขึ้นพอดี
แสงจากฟ้าแลบ ทำให้มองเห็นร่างที่ ดาร์คอุ้มอยู่อย่างชัดเจน สิงที่ทุกคนรวมทั้งเกรเห็น ไม่ใช่
นักเรียนหญิงของมนต์วิทยา หรือ ริน แต่ที่พวกเขาเห็นคือ มาเรียแห่งครอสมาเรีย ด้วยผ้าคลุมหน้า
ที่มีสัญลักษณ์ของพระแม่มาเรีย อันโดดเด่น ซ้ำยังใช้อสูรอัญเชิญ เข้าต่อกร

พวก พันนิชเมนท์ หยุดทำทุกสิ่งที่กำลังทำ และจ้องมองไปที่เดียวกัน พวกเขายืนตัวแข็งทื่อ
ไม่มีใครพูดอะไรออก ไม่อาจบอกได้ว่าเพราะอะไร จะเป็นเพราะ เกร เองก็ใช้อสูรอัญเชิญ
ขึ้นมาโดยที่พวกเขาไม่รู้มาก่อน หรือ ผู้ที่มาสอดแนมคือ มาเรีย และ เทวทูตสีดำ ก็อยู่ที่นี่ด้วย
ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นดูจะสับสนไปหมด

“ จังหวะนี้หล่ะ ”
ดาร์ค สบถพร้อมกับ เร่งความเร็วเต็มที่บินหนีหายเข้าไปในเมือง

“ ครอสมาเรีย…เทวทูตสีดำ….. ”
เกร พึมพำทุกสิ่งทุกอย่างในหัวของเขาเริ่มปะติปะต่อเข้าด้วยกัน ความจริงที่ออกมาคือ
เทวทูตสีดำเป็นพวกของ ครอสมาเรีย และพวกนั้นช่วงชิงคู่หูและทำร้ายคนรัก ของเขา

เรื่องออกมาเป็นแบบนี้ และเขาจะต้องยกพวกตีกับ ครอสมาเรีย อีกครั้งงั้นหรือ ประวัติศาสตร์กำลัง
จะซ้ำรอยเดิม ริน จะต้องรับเคราะห์เช่นเดียวกับ พี่สาวของเขาด้วยรึเปล่า คำถามมากมายก่อตัวทับถม
และโหมกระหน่ำ อยู่ในใจของเด็กหนุ่ม

……………………………………………………………
………………………..
…………..

เที่ยงของวันต่อมา

เกร ใช้เวลาวันหยุดวันนี้ของเขาหมดไปกับการนัด ทั้งภูเขา และ เทนโตะ โดยสถานที่นัดคือ คลับฟิสเนต
ที่ไม่ค่อยมีคนมาใช้กันซักเท่าไหร่และใกล้จะปิดตัวในอีกไม่นาน นอกจากนี้ยังเป็นที่ๆพวกเขากับศรี มาว่ายน้ำ
ตอนช่วงหน้าร้อนด้วยกันบ่อยๆ

“ ทำไมจู่ๆถึงได้อยากเจอพวกเราขึ้นมาล่ะ ”
ภูเขา ถามหลังจากสั่งรายการเครื่องดื่มกับพนักงานแล้ว พวกเขาทั้งสามกลังประชุมอยู่ในร้านกาแฟของคลับ
ซึ่งไม่มีลูกค้าคนอื่นเลยนอกจากพวกเขา สามคน

“ เพราะมีแค่พวกคุณสองคนเท่านั้นที่ผมจะถามได้…ผมอยากจะรู้เกี่ยวกับ ครอสมาเรีย พอจะบอกได้รึเปล่าว่า
หัวหน้าของพวกนั้นเป็นใคร ”
เกร ถามเสียงสุภาพ เขาไม่ต้องการให้ทั้งคู่โกรธ โดยที่ยังดึงข้อมูลอะไรมาไม่ได้เลย จึงสำรวมน้ำเสียงอย่างที่สุด
ภูเขา มองเขาอยู่ซักพักก่อนจะถอนหายใจออกมา

“ จะถามเรื่องนี้เองหรอกรึ ว่าแต่นายเถอะกลับไปยุ่งกับแก๊งอีกแล้วรึไง อุตส่าห์มีแฟนดีๆกับเพื่อนดีๆแล้ว
ทำไมถึงได้กลับไปยุ่งกับเรื่องแบบนั้นอีก ฉันล่ะคิดไปว่านายที่ขึ้นมาเป็น มาสเตอร์ซีลีโมเน่ ได้เหมือนกันกับฉัน
จะไม่กลับไปยุ่งเรื่องพวกนั้นแล้วนะเนี่ย ”

เป็นเพราะภูเขา ไม่ได้เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันจึงยังไม่รู้ว่า ริน โดนทำร้ายและนี่คือเหตุผลที่เขาจะใช้มัน
เพื่อล้วงเอาข้อมูลจากทั้งสอง

“ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน สุนัขที่ผมเลี้ยงไว้ถูกพวกครอสมาเรีย ฆ่าตายแล้วก็ รินถูก เทวทูตสีดำ ที่น่าจะเป็นพวก
ของมันด้วยทำร้ายมา ”
เขาก้มหน้านิ่งและไม่ยอมให้สบสายตา ทั้งภูเขา และ เทนโตะ พากันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่

“ ด..เดี๋ยวก่อนเรื่อง หมาน่ะพักไว้ก่อนแล้วกันแต่เทวทูตสีดำมันมาเกี่ยวอะไรด้วยอ่ะ ”
เทนโตะ ถามแม้จะใช้พลังอ่านใจ มองเกรจนทะลุปรุโปร่งแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังชวนสับสนอยู่ดี

“ เมื่อวาน พวกเราไล่ตามคนที่มาสอดแนมการประชุม ไปจนถึงเขตโกดัง คนที่มาสอดแนมคือ มาเรีย และเทวทูตสีดำ
ก็เป็นคนมาช่วย ”

“ นายแน่ใจรึเปล่าว่านั่นใช่มาเรีย น่ะ ”
ภูเขา จ้องมาที่เขาตาเขม็ง เพราะนี่ไม่ต่างกับว่า เกร ซักพวกเขาเป็นพยานเลย

“ เธอสวมผ้าคลุมหน้ามีตราพระแม่ติดอยู่แล้วก็ใช้อสูรอัญเชิญ ที่สำคัญเธอใส่ชุดนักเรียนของมนต์วิทยาด้วย ”

คำว่า ’ชุดนักเรียนมนต์วิทยา’ ดูจะทำให้ทั้งคู่สะดุ้งขึ้นมาบ้าง สำหรับ เกร แล้วนี่เป็นการฟันธงได้เลยว่า
ที่เขาพูดไปคือลักษณะของมาเรีย แน่นอน

“ แล้วเรื่องสุนัขของนายน่ะ มีอะไรยืนยันว่าเป็นฝีมือของครอสมาเรีย ”
ภูเขา พยายามเบี่ยงประเด็น

“ พวกลูกน้องของผม ที่ชื่อ เบโลเอ ยืนยันมาว่าอย่างนั้น แล้วก็พวก ครอสมาเรีย ยังเก็บตราประจำตัวของผมที่ติดเอาไว้กับปลอกคอของมันไปด้วย ”

“ ถ้างั้นฉันขอถามนายหน่อย ถ้านายรู้ว่ามาเรียเป็นใครแล้วอยู่ที่ไหน นายจะทำยังไงต่อไป ”
ภูเขา ถามเพื่อลองใจ ของเขา

“ อยากจะขอเจรจาด้วย ”
เกร หันขึ้นมาสบตากับเขาตรงๆ

“ เจรจาอะไร ”
“ จะให้ส่งตัวพวกที่ฆ่าสุนัข แล้ว ก็เทวทูตที่ทำร้าย ริน ให้กับพวกเรา ”
“ ทำไมถึงคิดว่าพวกนั้นจะฟังคำขอแบบนั้นล่ะ ”
เกร เงียบไปซักครู่ ก่อนจะให้คำตอบ

“ ผมคิดว่า ครอสมาเรีย มีการรวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆ บางทีพวกที่ก่อการอาจจะไม่ได้ทำตามคำสั่งของ
มาเรีย ก็ได้และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอ มาสอดแนมพวกเรา แต่เพราะพวกเราไล่เธอไปซะก่อนก็เลยไม่ได้คุยกัน.. ”

“ แต่งเรื่องได้น่าสนุกดีนี่ ฉันไม่คิดหรอกว่านายจะคิดไปได้ไกลขนาดนั้น หรือถ้านายคิดยังงั้นจริงๆ นั่นเท่ากับว่า
นายกำลังหนีจากความจริง ขอปฏิเสธก็แล้วกัน ”
ภูเขา ตัดบทขึ้นกลางคัน เท่านี้เขาก็เข้าใจเจตนาของ เกร ที่ตั้งใจจะล้วงคอพวกเขาแต่แรกแล้ว

“ ทำไมกันล่ะ! พวกคุณเองก็ถอนตัวจากครอสมาเรีย มาแล้วทำไมยังจะต้องหวงแหนมันอยู่อีก ”
เกร กระแทกตัวขึ้นยืนตะคอกใส่ ทั้งโต๊ะเงียบไปซักพักเพราะ พนักงานที่จะเอาเครื่องดื่มมา เสิร์ฟ พากันผวาการโต้ตอบของ
พวกเขา เกร ตัดใจแล้วกลับไปนั่งตามเดิม รอให้พนักงานนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ จนเสร็จแล้วจึงเริ่ม ถามต่อ

“ จะบอกผมไม่ได้เลยเหรอ ผมน่ะไม่อยากจะให้มันซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ไม่อยากจะให้ ริน ต้องมาเกี่ยว
พันไปด้วย ”
เกร ก้มหัวลงขอร้องจนหน้าแนบติดกับโต๊ะ กระนั้น ภูเขา ก็ยังนิ่งเฉยกับคำขอร้องนี้

“ จะทำแบบนั้นไปฉันก็ไม่ตอบหรอกนะ ทั้งหมดนี่มันเกี่ยวพันลึกซึ้งกว่าที่นายคิด ”
ภูเขา ลุกจากเก้าอี้ และคว้าแก้วน้ำ ติดไปด้วย ก่อนจะเรียกให้ เทนโตะ กลับด้วยกัน

“ ถ้านายอยากจะรู้ล่ะก็ไม่ลองถาม คนๆนี้ดูล่ะ ”
เทนโตะ หันมาพูดกับเขาและยื่นกระดาษที่จดรายการเครื่องดื่มที่สั่งไว้ โดยไม่ให้ ภูเขา รู้ตัว ก่อนจะเดินตามออกไป
หลังจากทั้งคู่ไปไกลแล้ว เขาจึงพลิกกระดาษ ขึ้นมาอ่าน นอกจากรายการเครื่องดื่มที่สั่งไป มีเบอร์ติดต่อ
ถูกเขียนทิ้งไว้ ด้วยความสงสัยและความอยากรู้ เกร หยิบ Note ของเขาขึ้นมา
และเปิดจอโฮโลแกรมสำหรับใส่คำสั่ง ก่อนจะป้อน เบอร์ติดต่อลงไป เบอร์ใกล้เคียงต่างๆ ถูกแสดงออกมา
และลดลงไปเรื่อยๆจากลิสต์ที่เขามีจนในที่สุด ชื่อของเจ้าของเบอร์ ที่ได้มานั้นเขาเองก็มีเมมไว้อยู่แล้ว

[ปอร์- Phenomenon Party- 089-337-45XY]

………………………………………………..
……………….

“ เบโลเอ เนี่ยคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินมาก่อนแฮะใช่ เบโลเอ นั่นรึเปล่า ”
เทนโตะ ถามขึ้นระหว่างเดินบนทางเท้า หลังออกจากคลับ ภูเขา ทำท่านึกอยู่นานก่อนจะแพล่มขึ้นมาเบาๆ
“ แล้วมันเบโลเอ ไหนกันเล่า.. ”

………………………………………………..
……………….
……..

ห้องทำงานผู้จัดการสูงสุดแห่ง Phenomenon Party

“ แหมๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะมาหาฉันถึงที่นี่ เป็นเกียรติ จริงๆที่ได้พบกับเธออีกครั้ง ”
ชายชุดขาวสวมสิ่งที่ดูเหมือนเสื้อคลุม ของนักบวช – ปอร์ เอ่ยเสียงระรื่น พร้อมกับเชิญชวนให้ เกร
นั่งลงที่ โซฟาหน้าโต๊ะทำงาน

{เป็นเกียรติ งั้นเหรอแค่ได้ยินชื่อแกฉันก็ไม่อยากมาแล้ว}
เกร มองเขาด้วยสายตาเย็นชา ตั้งแต่ พี่สาวของเขา ตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้ก็เพราะชายคนนี้เป็นสาเหตุ

“ แล้ววันนี้เธอมีเรื่องอะไรล่ะ ”
ปอร์ ถามสายตาของเขามอง เกร อย่างเข้าใจที่จริงการที่ เกร จะมาหาเขานั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรกแล้วก็ได้
หรือไม่ก็เขากำลังรออยู่โดยที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ ก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน ไม่มีใครรู้หรแกว่าเขาคิดอะไรอยู่

“ เที่ยงที่ผ่านมา ผมไปถามบางอย่างจากคนๆหนึ่งมา พวกเขาบอกว่าคุณอาจจะรู้คำตอบที่ผมกำลังต้องการ ”
“ โอ้ อย่างงั้นเองหรอกรึ อยากรู้จังว่าใครกันหนอ? ”
คำพูดกลับกลอกนั้นเหมือนจงใจ จะบอกว่าเขารู้เห็นเป็นใจกับการที่ เขามาในวันนี้ แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญตอนนี้ เกร ต้องการเพียงคำตอบเท่านั้น แม้ว่านั่นจะมาจากปากของคนที่เขาเกลียดที่สุดก็ตาม

“ ผมอยากจะรู้….ใครคือ มาเรย แห่งครอสมาเรียแล้วเธออยู่ที่ไหนกัน ”

ดวงตาของ ปอร์ หรี่แคบลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แสยะออกที่มุมปาก แต่เพียงชั่วพริบตา ใบหน้าเจ้าเล่ห์นั้น
ได้กลายเป็นความใสซื่อบริสุทธิ จนไม่อาจจับได้ถึงความชั่วร้ายเมื่อครู่แม้แต่น้อยนิด

“ ถ้าเรื่องที่อยู่ฉันคงตอบเธอไม่ได้แต่ฉันว่าเธอคงจะรู้ดีกว่าฉันแน่ หากได้รู้ตัวจริงของมาเรีย ...มะลิลี จงกลาง
อ้อไม่สิ ถ้าให้เรียกว่า ริน อาจจะคุ้นหูเธอกว่าก็ได้ ”

คำตอบของปีศาจร้าย บาดลึกลงในใจของ เด็กหนุ่ม เพียงเสี้ยววินาทีราวกับว่าหัวใจของเขาถูกช่วงชิงไป
ไม่มีคำพูดใดๆเล็ดลอดออกมา ความนึกคิดทั้งหมดหายไปเหมือนถูกกลืนลงไปในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง
หรือแม้แต่แสงสว่างก็ยังเป็นภาพลวงตา

………………………………….
หลังจากที่ เกร กลับไปแล้ว ปอร์ เดินกลับไปที่เก้าอี้ทำงาน และทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายอกสบายใจ

“ ว่างรึเปล่าคะพี่.. ”
ประตูห้องถูกเปิดออก เด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับเขา ได้ก้าวเท้าเข้ามา เธอมีผมสีดำยาวสลวยและสวมใส่ชุดกระโปรงวันพีช
สีม่วงทับเสื้อรัดรูปไว้อีกชั้น ดวงตาของเธอนิ่งเรียบและเฉียบคม จนดูน่ากลัว กิริยาท่าทางสงบเสงี่ยมทำให้ดูลึกลับ

“ ตลกดีใช่ไหมล่ะ อุตส่าห์ควานหาแทบตายสุดท้ายคนที่ตามหาคือคนใกล้ตัวน่ะ ”
ปอร์ พูดเจือด้วยเสียงหัวเราะแห้งๆ ขณะหมุนเก้าอี้กลับหลัง เพื่อทอดสายตาชื่นชมทิวทัศน์ หลังกระจก
ภาพของมืองและผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ เหมือนเดิมซ้ำๆกันและไม่เปลี่ยนแปลง ปลุกเร้าความต้องการของปีศาจร้าย
ในตัวของ ปอร์ และยังเป็นสิ่งที่เดียวที่ช่วยฉโลมหัวใจของเขา ไม่ให้เต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อมนุษย์อันเอ่อล้น
จากหัวใจที่รวดร้าวในอดีต

“ มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอคะท่านพี่….เรราเจ น่ะ ”
เด็กสาวถาม
“ แหมๆ จิงค์ เนี่ยน้า~~ พี่ก็ต้องบอกว่าสำคัญสิ…ใช่แล้วสำคัญมากเลยล่ะ ”
ปีศาจร้ายในคราบของพี่ชายเธอ ตอบด้วยเสียงอันแหบแห้ง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเธอ

“ เพื่อการนั้นสงครามคือสิ่งจำเป็น หากให้แก่นพลังของ เรราเจ ถูกวางไว้หลางสงครามแล้วล่ะก็มันจะเติบโตขึ้น
สงครามระหว่างผู้ศรัทธาต่างมุมมอง ผู้หนึ่งอุทิศตนเพื่อคนทุกข์ยาก อีกหนึ่งคือผู้ลงทัณฑ์และพิพากษา
ความเห็นที่ไม่ลงรอย จะนำพามันมา สงครามศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คือโปรเจค สงครามครูเสด(Crusade War) ยังไงละ ”

…………………………………………………………..
………………………….

สายลมพัดพาเมฆฝนกลุ่มใหม่เข้าปกคลุมทั้งกรุงเทพฯ แสงตะวันเริ่มอ่อนแรงและใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที
หลังเดินออกจากสถานีวาร์ปแล้ว เกร เด็กหนุ่มผู้ถูกทำร้ายทางจิตใจจนร่วงหล่นสู่ห้วงภวังค์
ยังคงเดินไปอย่างไร้จุดหมาย บนเส้นทาง อันคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่พึ่งเสร็จจากงานและเดินทางกลับบ้าน

“ ก..โกหก เป็นไปไม่ได้ ริน น่ะเหรอจะเป็นมาเรีย ”
“ ฉันไม่ได้โกหกหรอกนะ เธอไม่เคยคิดแบบนี้บ้างรึไงว่ามาเรียจะเข้ามาตีสนิทกับคนแบบเธอทำไม
ถ้าไม่ใช่ว่าเธอเป็นหัวหน้าของพันนิชเมนท์ มาเรีย คงไม่แม้แต่จะมองเธอแน่นอน คิดดูถ้าสามารถ
ดึงตัวหัวหน้าของพันนิชเมนท์ให้ถอนตัวจากแก๊งได้ มันจะเป็นอย่างไง ไม่มีคนขัดขวางเส้นทางสะดวก ประโยชน์ร้อยแปดพันเก้าแบบนี้ ยิ่งรู้ด้วยว่าหัวหน้าแก๊ง เป็นเด็กหลอกง่ายแบบนี้ ใครเล่าจะอดใจไหว ”

บทสนทนา ชุดสุดท้ายที่ใช้โต้ตอบกับ ปอร์ ยังคงก้องอยู่ในหัว แม้จะพยายามลบมันออกไปก็ตาม
ยิ่งนึกย้อนกลับไปแล้ว ที่ ภูเขา ไม่ยอมบอกเขาก็คงเพราะแบบนี้ พวกนั้นรู้อยู่แต่แรกแล้ว
บางทีการช่วยเหลือพี่สาวของเขาคราวนั้น ก็อาจจะเป็นการจัดฉากด้วยก็ได้

“ ใช่ เกร กีก้าเสลฟ หรือเปล่า? ”
คำถาม จากชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่เดินสวนเข้ามา เขาสวมแว่นกันแดด นอกขากนี้ยังมีคนอื่นๆ ที่ดูมีพิรุธ
ยืนรายล้อมไปทั่วท้องถนน สัญชาตญาณเตือนให้เขาระวังตัวเอง คนพวกนี้มีจุดประสงค์บางอย่าง

“ ช่วยไปกับเราหน่อยได้ไหม ”
ชายสวมแว่นกันแดด ยื่นมือจะเข้าไปจับตัวไว้ แต่ เกร ปัดมือของเขาทิ้งและออกวิ่งสุดแรงฝีเท้าที่มี
พุ่งฝ่าฝูงชนออกไป บรรดาคนที่ต้องการจับตัวเขา พากันวิ่งออกจากฝูงชน ไล่ตามมาติดๆ

{นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่}
เกร คิดขณะที่วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

…………………………………………..
…………………………………………………………
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งสาเหตุของการไล่ล่าตัว เกร ได้อยู่ในมือ ของ มาริน่า อัลโตมาเร่ เอลิซาเบท มาริโอเน็ตต้า
มันคือหมายเรียกจับกุมของทางการที่มีผลให้ควบคุมตัว เกร กีก้าเสลฟ ให้แก่ทางการ

ตอนนี้ ศรี ริน และ มาริน่า ทั้งสามจึงอยู่พร้อมหน้ากันที่ โรงเรียน เพื่อหารือเกี่ยวกับหมายจับที่ออกมา
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันน่ะ ทำไมเกร ถึงได้กลายเป็นผู้ต้องสงสัย ”
ศรี ถามพร้อมกับมอง มาริน่า ด้วยสายตาฉงนระคนงง งวย ริน ที่มาด้วยกันก็มีสีหน้าวิตกกังวลไม่แพ้ความสับสนของเขาเลย

“ กรมปราบปรามสืบเรื่องการลักลอบนำเข้ายาเสพติด แล้วก็มีหลักฐานว่าเป็นฝีมือของแก๊งป่วนเมือง
เกร เกี่ยวข้องกับแก๊งที่ว่าด้วย ตอนนี้คงมีคนของหน่วยปราบปรามไปตามเก็บแล้วล่ะมั้ง ”
มาริน่า ตอบเสียงเรียบเธอเป็นคนเดียวที่ไมแสดงสีหน้าหรือท่าทางที่บ่งบอกถึงความกังวลในเรื่องนี้ออกมาให้เห็นเลย

ในขณะที่ ศรี ถึงกับเข่าอ่อนไปแล้ว ทั้งช็อคและอยากจะปฏิเสธสิ่งที่ได้ยิน เพื่อนของเขาถูกเหมารวมไปข้องแว้ง
กับ ยาเสพติดงั้นหรือ เหนือสิ่งอื่นใด ริน คือคนที่รับกับเรื่องนี้ไม่ได้ที่สุด เธอวิ่งหนีออกจาก ห้องเรียนที่พวก
เขาใช้ประชุมชั่วคราวไปทันที

“ทำไมถึงพูดได้หน้าตาเฉยแบบนี้ล่ะ เกร เป็นเพื่อนของพวกเรานะ ”
ศรี มองมาริน่า ด้วยสายตาที่คาดหวังว่าเธฮจะมีซักเล็กน้อยที่จะเห็นแก่เพื่อนบ้าง และแล้วเขาได้กลายเป็นฝ่ายประหลาดใจเสียเอง ที่ตอนนี้ เธอเองนั่นแหละคือคนที่หวั่นไหวที่สุด สายตาที่ดูวิตกกังวลยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ซึ่งเขาไม่เคยเห็นเธอ
เป็นเช่นนี้มาก่อน คนที่ได้ชื่อว่าเป็นผีดูดเลือดแสนเย็นชา อย่างเธอจะแสดงอาการทางสีหน้าออกมาได้ ดูเหมือนว่าเธฮไม่อยากให้ ริน ได้เห็นความหวาดวิตกนี้ เพราะจะยิ่งเป็นห่วง เกร เข้าไปอีก กระมัง

“ถ้าไม่ทำแบบนี้คนที่จะต้องรับเคราะห์...ก็คือ ริน นะ ”
แม้เธอจะมีสีหน้าที่วิตกกังวลแต่ถ้อยคำของเธอก็ยังดูเรียบเฉย ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงของมาริน่า ก็มีความสั่นสะเทือน
เจืออยู่ด้วย

“ เดี๋ยวก่อน ริน มาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ”
“ ที่ทางการสงสัยน่ะไม่ได้มีแค่แก๊งพันนิชเมนท์ ที่ เกร มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ครอสมาเรีย เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ”

มาริน่า พูดโดยไม่มองตาเขา เธอดูมีบางอย่างที่เก็บเงียบไว้

“ แล้วตกลงที่เกี่ยวกับคดีเป็นแก๊งพันนิชเมนท์ เหรอ? ”
ศรี ถามไปเขาคาดหวังว่าเธอจะพูดในสิ่งที่ยังไม่ได้บอกแก่เขา ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาเองก็พึ่งรู้ว่า เกร มีความเกี่ยวข้องกับ
แก๊งพันนิชเมนท์ บางทีทั้งน้องสาวของเขาและเธอ อาจจะรู้อยู่ก่อนแล้วก็ได้ นี่จะเป็นเพียงเขาคนเดียวเลยรึเปล่าที่ไม่เคยรู้
เบื้องลึกเบื้องหลังของ เหล่ามาสเตอร์ซีรีโมเน่ ด้วยกันเลย

“ ไม่ใช่หรอกเรื่องนั้นเพราะฉันผลักดันให้สรุปไปว่าอย่างนั้น พันนิชเมนท์เป็นแค่แก๊งป่วนเมืองธรรมดา
พวกที่เกี่ยวกับคดีจริงๆ คงจะเป็นพวกใช้ชื่อครอสมาเรียมาแอบอ้างนั่นแหละ แต่ว่าถ้าปล่อยให้สืบสาวเรื่องขึ้นมาถึงตรงนั้น
ริน ที่มีส่วนในการก่อตั้งครอสมาเรีย อาจจะถูกลากไปด้วย ”

มาริน่า พยายามจะให้ เขาเข้าใจถึงเหตุผลที่เธฮทำลงไปแบบนี้ แต่มันเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้นเลยสำหรับ ศรี
การขายเพื่อนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ยิ่งแล้วกับ คนที่มีความสำคัญต่อ ริน ที่เป็นน้องสาวแล้ว มันจะเป็นเรื่อง
ที่มีผลกระทบมากที่สุดสำหรับเขา

“ เพราะงั้นเธอก็เลยจะให้ เกร เป็นเครื่องสังเวยเพื่อ ริน เนี่ยนะ ”

“ ก็มันช่วยไม่ได้นี่ ฉันไม่รู้ว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไงถ้าปล่อยให้เรื่องมันไปถึงตัว ริน แล้วจะยิ่งแก้ต่างได้ลำบาก
แต่ถ้าให้ พันนิชเมนท์ เป็นแพะรับบาปอย่างดีที่สุดก็ถูกกักกันไว้ตรวจสอบความเกี่ยวข้องเท่านั้น ถ้าผลออกมาก็คง
จะรู้ได้เองว่าผิดตัวน่ะ ถึงตอนนั้นก็น่าจะแยกตัวคนร้ายจริงๆออกจาก ข้อสงสัยที่ว่าแก๊งในเมืองมีความเกี่ยวข้องไปได้ ”

มาริน่า ตะคอก

“ แล้วถ้าเกิดทางการสรุปว่าผิดจริงขึ้นมาล่ะ เธอจะรับผิดชอบยังไง เกร ต้องรับโทษประหารเลยนะ ”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
“ แต่นี่เป็นทางเดียวที่เราจะซื้อเวลาได้นะ ”

หลังจากฟังคำตอบของเธอแล้ว ศรี ก็ไม่พูดอะไรอีก และเตรียมจะเดินออกจากห้อง

“นั่นนายจะไปไหนน่ะ ”
“ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ ไปช่วยไงล่ะ”

“ นายคิดจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับทางการรึไง”
“ไม่ใช่! ถ้าตอนนี้ เกร ตอบโต้พวกทางการก็จะยิ่งผิดหนักเข้าไปอีกไม่ใช่เหรอ ถึงต้องรีบไปช่วยห้ามไง จะไม่ยอมให้จบแบบนี้หรอก มันต้องมีวิธีช่วยสักวิธีแหละน่า ระหว่างนี้ถ้าทางการคิดจะรวบรัดอะไรมาเธอก็ช่วยยื้อเอาไว้ทีนะ ”

ศรี ตอบด้วยสายอันมุ่งมั่น ไม่ว่ายังไงผลลัพธ์แบบนั้นตัวเขาจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด

……………………………………………………..
…………………

ช่วงหัวค่ำอากาศเย็นลงกระทันหันและ เม็ดฝนพรั่งพรายลงสู่เมืองหลวง ถนนนองไปด้วยน้ำฝน
ผู้คนบนถนน พากันเดินเข้าหาที่อาคารหรือกันสาดของร้านค้า เพื่อหลบฝน แต่ยังคงมี เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่วิ่งฝ่ากลาง
ม่านสายฝน โดยมีคนที่ไล่ตามเขาอีกสิบกว่าคน

ข้างหน้าของ เกร สุดหัวมุมถนนคือสี่แยกที่คราคร่ำไปด้วยรถติด เขาเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ทิ้งห่างพวกคนไล่ตาม
และเลี้ยวที่สี่แยก ตอนนี้เขาสายไปจากสายตาของผู้ไล่ตามแล้ว ทันทีที่พวกเขาวิ่งมาถึงสี่แยก และหักเลี้ยว
ตามมา เกร หายไปจากเส้นทางแล้ว เบื้องหน้าคือตลาดสดที่บรรดาแม่ค้ากำลังเก็บข้าวของสินค้ากันอย่างเอ็ดตะโรวุ่นวาย
จนมองไม่ออกว่าใครเป็น

“ อ้อมไปดักข้างหน้า ”
ชายสวมแว่นกันแดด สั่งพร้อมกันถอดแว่นที่ชุ่มไปด้วยคราบน้ำฝน และออกวิ่งนำกลุ่มไปอีกเส้นทาง

….
ภายในตรอกแคบๆหลังหัวมุมสี่แยกที่ เกร เลี้ยวมา เด็กสาว ยื่นหน้าออกมากวาดสายตามองไปรอบห่อนจะหันกลับเข้าไป
พูดกับ เด็กหนุ่ม

“ พวกนั้นไปหมดแล้วล่ะ ”

เธอ มอง เกร ซึ่งกำลังหอบหายใจแรง ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขาจ้องมาที่เธออย่างเหม่อลอย
ก่อนจะพึมพำออกมา
“ ริน… ”

“ ไม่เป็นไรนะ ฉันจะช่วยนายเองตอนนี้ต้องหาทางกลับไปที่ โรงเรียนก่อน มาริน่า กับพี่ต้องหาทางทำอะไรได้แน่.. ”
ริน ต้องชะงักไปเพราะ เธอถูกเขาจับหัวไหล่ทั้งสองข้างผลักให้ไปติดกำแพง

“ สนุกมากใช่ไหม…. ”
“ ก…เกร ”
“ เข้ามาตีสนิทแล้วแทงข้างหลัง จากนั้นก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทำเหมือนว่าตัวเป็นคนรับเคราะห์ แล้วตอนนี้อะไรอีกล่ะ
ฉันโดนคนไม่รู้จักตามล่าเอาเป็นเอาตาย นี่ก็เป็นฝีมือเธอด้วยงั้นสิ ”
สายของ เด็กหนุ่ มองมาที่เธออย่างแข็งกร้าว เขามองเธอเหมือนกับมองสิ่งที่น่าขยะแขยง และยังคงพูดประชดประชันต่อ
อย่างเฉยชา

“ สนุกมากเลยล่ะสิที่เห็นฉันวิ่งหัวหมุนเหมือนตัวตลกของเธอแบบนี้น่ะ!... ”

เพียะ!!!

วินาทีต่อมา หน้าของเขาได้หันไปตามแรงหวดของมือที่เธอใช้มันตบเข้าอย่างจัง ความรู้สึกชาแผ่ซ่านไป
ทั้งช่วงหน้าซีกซ้ายเด็กหนุ่ม นิ่งค้างไปชั่วครู่และปล่อยมือ ออกจากเธอ สายตาของเขาว่างเปล่า
เหมือนถูกดูดเอาชีวิตไป เขามองใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาของเธอ และรู้สึกเจ็บปวดลึกๆอยู่ภายใน
เธอจ้องตอบมาประมาณ 10 วินาที และปลีกตัวหนีจากเขาไป 5 วินาทีต่อมา เด็กหนุ่มดึงสติกลับมาได้
และพบว่าเขาทำสิ่งที่บ้าที่สุดในชีวิตออกไปเสียแล้ว

“ นี่เรา….พูดบ้าอะไรออกไป… ”
ตอนนี้เขาไม่เหลือใครจริงๆแล้ว กลายเป็นคนที่โดดเดี่ยวโดยสมบรูณ์

…………………………………………………….
……………………………………
………………….

เวลาล่วงเลยมาจนถึง 2 ทุ่ม สายฝนยังคงโปรยปรายโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
/Get Call/
เสียงสายเรียกเข้าดังจาก Note ของ เกร และเมื่อเขาเปิดมันเพื่อรับสาย คนที่ติดต่อมาคือ ผู้ซึ่งเคยเป็นลูกน้องของ
เขา

/แกเองเหรอ มีอะไร/
เกร สบถถามเขาไม่มีอารมณ์จะมาพูดกับใครหรอกในเวลาแบบนี้

/ก็ไม่มีอะไรมากนักหรอกแค่จะบอกจากนี้ไปพันนิชเมนท์ไม่ต้องการแกอีกแล้ว ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีกแล้วล่ะนะ
เพราะทุกคนเขารู้หมดแล้วล่ะว่าแก กับ มาเรีย เป็นนกสองหัวให้กันอยู่ หึๆๆ แล้วก็ขอบใจสำหรับแก๊งของแกนะเดี๋ยวฉันจะสานต่อมันเองเด็กแบบแกก็กลับไปนอนดูดนมแม่ซะไป๊/

เสียงอันน่ารังเกียจ เมื่อถูกพูดด้วยสำเนียงที่คุ้นหู ทำให้เด็กหนุ่มฉุกคิดขึ้นมา ว่านี่คือเสียงเดียวกับ
คนที่โทรมาขู่จับตัวพี่สาวของเขาไปไม่ใช่หรือ

“ เฮ้ย! นี่แก เสียงแบบนี้อย่าบอกนะว่าแก… ”
/โอ๊ะๆๆ พึ่งจะมารู้ตัวเหรอเนี่ย ช่าย~~ พวกเราคือ ครอสมาเรีย…/

สายถูกตัดไปหลังจากคำว่าครอสมาเรีย โลกของ เกร มืดสนิท ความสั่นสะเทือนภายในใจ กัดกร่อน
จนร้าวราน แทบจะแหวกออกมาจากอก

…………………………………………………..

ภายในสนามของโรงเรียน เนื่องจากเป็นวันหยุดจึงไม่มีทั้งนักเรียน และอาจารย์ อยู่ที่นี่ หน่วยปราบปราม
หนึ่งกองกำลังประมาณ 20 คนจึงเข้ามารวมพลที่นี่ได้โดยไม่มีปัญหา

“ พวกเราหน่วยที่ 17 แห่งกรมปราบปราม รายงานตัวครับ!! ”
หัวหน้าหน่วย สวมชุดเครื่องแบบสีกากีหมวกเหล็กและเสื้อเกราะกันกระสุนเช่นเดียวกันกับ
ลูกน้องในหน่วย จะมีก็แต่สีของหมวกเหล็กที่เป็นสีน้ำเงินต่างจากหมวกเหล็กสีเขียวของคนอื่นๆ

เขานำกองกำลังมาที่นี่เพื่อรายงานตัวกับ ผู้รับผิดชอบในการจับกุมตัว มาสเตอร์ซีรีโมเน่ เกร กีก้าเสลฟ
ซึ่งก็คือ มาริน่า ที่เป็นมาสเตอร์ซีรีโมเน่ เช่นเดียวกัน

{ขอโทษนะศรี ดูเหมือนมันจะไม่ทันเวลาซะแล้วล่ะ}
เธอก้มหน้ารำพึงกับตัวเองเบาๆ แม้จะใช้ทุกวิถีทางแล้วก็ตามแต่เพราะ เกร หนีการจับกุม
ทำให้ทางการกดดันลงมา และสั่งให้พวกเขาทุกคนที่เป็น มาสเตอร์ซีรีโมเน่ นอกจาก เกร เข้าร่วมการจับกุมในครั้งนี้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Sub-Turn 41 The Crusade War Final P2

โพสต์โดย Wargreamon เมื่อ พุธ เม.ย. 06, 2011 8:35 pm

………………………………………………………
…………………………….

ท่ามกลางสายฝน เด็กหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง หัวใจของเขาบอบช้ำด้วยเรื่องราวต่างๆมากมาย เขาเดินไปอย่างไม่มีจุดหมาย
บนท้องถนนที่ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงเสียงฝนที่คอยขับกล่อมปลอบโยนหัวใจอันบอบช้ำ

{เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้…เราไม่เคยมีใครอยู่เคียงข้างในเวลาที่ต้องการเลย แม้แต่พี่}

เป็นเพราะ พี่สาวของ เกร ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวที่มีอยู่กันเพียงสองคน ทุกวันทุกคืน
มีเพียงความเหงาที่อยู่เป็นเพื่อน ตลอดเวลาแม้หลังจากนั้น จะมีเบโอวูฟล์ มาอยู่ด้วย
ก็ตามแต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็ม หัวใจอันเปล่าเปลี่ยวนี้ได้

เมื่อก่อตั้งพันนิชเมนท์ ขึ้นและคิดว่าจะไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีก แต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่ตัวเขาสร้างขึ้น
เพื่อจะหนีจากความจริงหนีจากปัญหาต่างๆที่รุมเร้า บัดนี้ตัวเขาไม่เหลือใครอีกแล้ว แม้แต่คนที่คอยปลอบโยนและอยู่
ด้วยกันมาตลอด เขาก็สลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี จากความเหงาหงอย ได้กลายเป็นความโดดเดี่ยว ตัวเขานั้นอ้างว้างและ
เปล่าเปลี่ยว เป็นดั่งแก้วที่มีรู ไม่ว่าจะเติมน้ำลงไปเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเต็มได้

{จะว่าไป การุรุ กับ วาการุรุ สองคนนั่นก็ทิ้งเราไปด้วยเหมือนกันรึเปล่า….ถ้าฉันบุกไปที่กบดานเสียตอนนี้
จะต้องเจอผลลัพธ์แบบไหนกัน….กลัวที่จะตายรึเปล่าฉันน่ะ…จะหนีต่อไปอีกเหรอ…..หนีไปที่ไหนล่ะไม่มีแล้ว}

เด็กหนุ่ม แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีหม่นหยาดน้ำฝนเย็นเจี๊ยบ ปะทะเข้ากับใบหน้า แต่ทั้งอย่างนั้นมันกลับทำให้รู้สึก
ปรอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก ร่างกายที่รู้สึกเบาขึ้น เหมือนวางภาระที่แบกรับไว้ลงจากบ่า
การตัดสินใจอย่างแน่วแน่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที เกร ชักฝีเท้าทั้งหมดที่มีวิ่ง
ฝ่าสายฝน ออกไปทางเลือกของเขา……เผชิญหน้า

“ จะไปไหนเหรอ เกร ”
เสียงเรียก ดึงให้เขาหยุดฝีเท้าที่ใส่เต็มแรงกระทันหันจนเกือบจะลื่นล้ม เขาหันไปมองเจ้าของเสียง
จูงมือเด็กชายวัย 13 ปีมาด้วยทั้งสองอยู่ใต้ คันร่มสีดำที่กางร่วมกันมา
เจ้าของเสียง มองเขาด้วยสายตาที่เฉยเมย แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงที่แสดงออกทางสีหน้า

“ นาย…คิระ.. ”
ชื่อเดียวที่ เกร จะนึกออกหลังจากได้เห็นใบหน้าที่ซ่อน อยู่ใต้คันร่ม คือเพื่อนมาสเตอร์ซีรีโมเน่ ที่เรียนอยู่ที่เดียวกัน

“ ฉันกำลังจะพาน้องชายไปกินข้าวไปด้วยกันมั้ย.. ”
คิระ ออกปากชวนเรียบๆ

“ ฉันแปลกใจมากเลยนะที่นายมาชวนกินข้าวแบบนี้ แต่ขอผ่านก็แล้วกัน ขอบใจที่ชวนนะไว้วันหลัง
ฉันขอพานายกับน้องไปเลี้ยงซักมื้อละกัน ”
เกร ปฏิเสธ และแกล้งตีสีหน้าปกติ

“ เกร..มีเรื่องที่อยากจะบอกไว้ซักหน่อย….ถึงพวกเราจะเป็นมาสเตอร์ซีรีโมเน่ ถึงจะมีอายุครบ 15 ปีแล้ว
แต่พวกเราก็คือเด็ก ที่นี่ไม่ใช่สมรภูมิ แววตาแบบนั้นไม่ควรจะแสดงออกมาหรอกนะ ไม่สิมันไม่ควรจะมีเลยต่างหาก ”

คิระ จ้องมาที่เขา และมองลึกลงไปในแววตาที่หม่นหมองที่ซูกซ๋อนอยู่หลังสีหน้ากำมะลอของเขา

“ แววตาของนายบอกว่าเตรียมใจไว้แล้ว นายคิดจะไปตายที่ไหนรึไงกัน ”

เกร พยายามจะหลบหน้า

“ ขอร้องล่ะอย่าห้ามฉันเลย…. ”

คิระ ไม่พูดอะไรอีกและปล่อยให้เขาออกวิ่งต่อไป

“ วันนี้อยากกินอะไรล่ะ อาคม ”
คิระ ถามน้องชาย แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องแผ่นหลังที่ค่อยๆหายลับไปของ เกร

………………………………………………..
………………..
บนท้องถนน ไดสุเกะ นิวะ DNA-Changer สายพันธุ์เทวทูต ในร่างของหนุ่มน้อยผมสีแดง กำลังเดิน
เตะแอ่งน้ำที่เจิงนองอย่างเซงๆ ขณะที่หลบฝนอยู่ใต้กันสาดของร้านค้าแห่งหนึ่งไปด้วย

“ ฝนตกแบบนี้น่าเบื่อชะมัด หือ ”
สายตาของ เขาหันไปสะดุดกับอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มที่ กำลังวิ่งฝ่าสายฝนอยู่ที่ถนนฝั่งตรงกันข้าม

“ นั่นพี่ชายที่ สู้กับ พี่สาวเมื่อวานนี่ กำลังจะไปไหนกันน่ะ ”
ไดสุเกะ เปรยและมองไปยังทิศที่ เกร มุ่งหน้าไป

“ นั่นมันใกล้ๆโกดังร้างเมื่อวานนี่ รู้สึกจะเป็นสนามกีฬาที่ไม่ใช่แล้วล่ะมั้ง ”

…………………………………………………..
…………………….

ณ ร้านฟาสฟูด แห่งหนึ่ง ริน ที่หนีมาได้อาศัยนั่งหลบฝนในร้าน เธอนั่งโต๊ะตัวที่ติดริมหน้าต่าง
ภายในร้านแน่นขนัดไปด้วยคนที่มาหลบฝนและกลายเป็นลูกค้าไปโดยปริยาย

“ ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ ”
คู่พี่ชายน้องชาย เดินเข้ามาถามเธอ

“ เชิญค่ะ….คิระ ”
หลังจากเอ่ยปากรับได้ไม่ทันจะขาดคำ เธอก็ต้องสะดุ้ง เพราะพี่ชายที่มาขอนั่งด้วย คือ คิระ กับอาคม น้องชายของเขานั่นเอง
คู่พี่น้องนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ

“ ทำไมถึงมานั่งอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ ”
คิระ ถาม

“ ……………………. ”
ริน ไม่อาจจะหาคำตอบใดมาอธิบายได้ เธอจึงได้แต่เงียบ ขณะเดียวกันก็มีเด็กหนุ่มอีกคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ อาคม
เดินเข้ามาขอนั่งด้วยเพราะโต๊ะพวกเขายังว่างอีกที่

“ ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ ที่นั่งแถวนี้เต็มไปหมดแล้ว เอ๋ พี่สาวนี่ ”
ไดสุเกะ อุทานด้วยความแปลกใจ ที่มาเจอเธอที่นี่

………………………………………………………….
…………………
สายฝนพัดโหมราวกับพายุ ความหนาวเย็นพุ้งเข้าปะทะร่าง ของผู้ที่แหวกผ่าน ดาร์ค หรือ ไดสุเกะ ในร่างเทวทูตสีดำ
อุ้ม ริน ไว้ในอ้อมกอด พาบินฝ่าลมฝนที่กรรโชกนี้เพื่อไปให้ถึง สนามกีฬาเก่า อันเป็นที่กบดานของพันนิชเมนท์

“ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าระหว่างเธอกับ เกร เกิดอะไรขึ้นแต่ตอนนี้หมอนั่นกำลังจะทำลายตัวเอง ”
“ ถ้าเป็นที่อยู่ของ พี่ชายล่ะก็ ผมพอจะรู้อยู่ ก่อนจะมาที่นี่ผมก็เจอเขามาด้วยน่าจะไม่ผิดหรอก ”

คำพูดของคิระ และ ไดสุเกะ คือตัวจุดชนวนให้ เธอ และ ดาร์ค(ไดสุเกะ) ตกลงปลงใจฝ่าลมฝนกรรโชก
นี้เพื่อไปยับยั้ง เกร ไว้
“ บางที เกร อาจคิดจะใช้พลังของแก๊ง สู้กับพวกทางการ ต้องรีบไปห้ามแล้ว ”
…………………………………………….
…………………………………………………………..

ขณะเดียวกัน ที่โรงเรียนมนต์วิทยา

“ นี่มันหมายความว่ายังไงน่ะมาริน่า ”
ศรี ขึ้นเสียง ความสงสัยและกระวนกระวาย ผุดขึ้นเต็มอก เมื่อกองกำลังปราบปราม ซึ่งนำโดยมาริน่า
มาหาเขาและบอกให้ มาร่วมมือเพื่อจับตัว เกร

“ นี่เป็นคำสั่งเร่งรัดจากเบื้องบน ให้พวกเรา มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ทุกคน จับกุมตัว เกร กีก้าเสลฟ ”
มาริน่า อธิบายพร้อมกับ กางเอกสารขอความร่วมให้เขาดู

“ อย่าขัดขืนเลยศรี ถ้าเธอทำแบบนั้นฉันจะต้องจัดการฐานไม่ให้ความร่วมมือนะ ”
มาริน่า พยายามเกลี้ยกล่อมแต่ ศรี ก็ยังขัดขืนคำสั่ง เขาหยิบ Note ขึ้นมาเตรียมสแตนบายน์

“ มาริน่า ถึงยังไงซะฉันก็จะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะถึงที่สุดหรอกนะ ” /Get Set/
ศรี ประกาศพร้อมกับ แสตนบายน์ Note เป็นปลอกแขน เมื่อไม่มีทางเลือก มาริน่า จึงต้องสู้กับ ศรี ตามหน้าที่

“ ซาคเครดซอร์ดบอนดิ้ง(Sacred Sword Bounding) ”
ดาบยักษ์สี่เล่ม ตกลงจากฟ้า ทิ่มลงสู่พื้นดิน ขวางทาง มาริน่า และกองกำลังปราบปราม เอาไว้พอดิบพอดี
อสูรจักรกลสีขาวโรยตัวลงมาพร้อมกับพาผู้อัญเชิญของมัน ติดสอยมาด้วย

รูปภาพ

“ ฉันคือผู้ยืนอยู่บนจุดสุดยอดของทุกสรรพสิ่ง ผู้กวัดแกว่งดาบแทนพระผู้เป็นเจ้า จงเรียกฉันว่า คิระ ”

คิระ กระโดดลงจากหลังของ อสูร มาปรากฏตัวต่อหน้าเธอ

“ ที่นี่ฉันจัดการเองนายรีบไปหา เกร ที่สนามกีฬาเก่านอกเมืองเถอะ ริน ก็กำลังไปที่นั่นด้วย ”

“ ขอบใจนะ คิระ ”
ศรี ขอบคุณและเตรียมจะไปตามที่บอก

“ ช่วย เกร ให้ได้ล่ะแล้วก็ระวังด้วยสายตาของเขาเหมือนคนที่เตรียมใจไว้พร้อมแล้ว ถ้าฉุกละหุก
ขึ้นมาก็อาจจะทำอะไรโดยไม่คิดก็ได้ ”

คิระ เตือน ก่อนจะโบกมือให้ ศรี รีบไปส่วนตัวเขาก็หันมาเผชิญหน้ากับ มาริน่า ต่อ

“ นี่นายรู้ตัวรึเปล่าว่าทำแบบนี้ เท่ากับเป็นการกบฏแล้วนะ ”
มาริน่า ขู่

“ แล้วเธอจะไม่สนใจ ฎีกาที่เขียนส่งไปให้ รอยัลไนท์ พิจารณาเองนี่แล้วเหรอ ”
คิระ กล่าวพร้อมกับ กางเอกสารรับรองจากเบื้องบนสูงสุดให้เธอดู

“ เดี๋ยวก่อนหมายความว่า ฎีกา นั่นผ่านการพิจารณาแล้วเหรอ แต่ว่าฉันพึ่งส่งไปเมื่อกี้เองนะ ”
มาริน่า อุทานด้วยและดีใจด้วย อย่างไม่คาดฝันมาก่อน

“ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นฝีมือใคร แต่ต้องขอบคุณคนๆนั้นล่ะที่ช่วยผลักมันให้เข้าที่ประชุมทันทีเลยน่ะ ”
คิระ เปรย ก่อนจะอ่านเนื้อหาในเอกสาร

“ ยกเลิกการจับกุมตัว เกร กีก้าเสลฟ และ จงให้ความร่วมมือกับ มาสเตอร์ซีรีโมเน่ ทุกคน จับตัวคนร้ายตัวจริงให้ได้ ”

………………………………………………………………………..
…………………………
ภายในสนามกีฬาเก่า พันนิชเมนท์ ทุกคนอยู่กันอย่างพร้อมหน้า และทุกสายตาเพ่งเล็งมาที่ อดีตหัวหน้าแก๊ง
ที่พึ่งจะกลับมา พวกลูกน้องทั้งหลายดูแปลกไป ไม่ใครทีเขารู้จักหรือมักคุ้นเลย ที่ยืนอยู่รอบๆมีแต่คนแปลกหน้า

“ นี่มันอะไรกันทำไมในคืนนี้ที่นี่ ถึงได้มีแต่คนที่ฉันไม่รู้จักมักคุ้นหรือเคยเห็นหน้าอยู่เต็มไปหมด ”

เหล่าพันนิชเมนท์ พากันแหวกทางออก และสุดทางคือ เบโลเอ ที่นั่งอยู่บนอัฒจันณ์ ประจำของเขา

“ เรื่องมันก็ง่ายนิดเดียว เริ่มจากการเข้าแก๊งแค่หาผ้าสีแดงมาผูกมาพันแล้วก็ขอเข้าร่วม ง่ายเสียจริงๆ
จากนั้นพวกที่จงรักภักดี พวกหัวเก่า ก็ค่อยๆจัดการเขี่ยทิ้งทีล่ะคนทีล่ะคน แค่นี้แหละ
จากครอสมาเรีย ก็จะกลายเป็นพันนิชเมนท์แล้ว ”

เบโลเอ เผยแผนการณ์อันต่ำช้าให้เป็นที่ประจักษ์ เป็นความเลินเล่อ ของเขาเองที่ปล่อยให้คนเข้าร่วมโดยไม่เคยตรวจสอบ
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่แล้วที่เกลือเป็นหนอน ยิ่งไปกว่านั้น เบโลเอ ได้โยนสิ่งๆหนึ่งลงมาตรงหน้าที่เขายืนอยู่
มันคือตราสัญลักษณ์แห่งพันนิชเมนท์ ที่เขาเป็นคนห้อยไว้กับ เบโอวูฟล์ และมันหายไปหลังจากถูกฆ่า

“ เพื่อให้แนบเนียนที่สุด ไอ้นี่ช่วยเราได้เยอะเชียวล่ะ ต้องขอบคุณหมาของแกล่ะนะ เพราะมันทำให้คิดแผนนี้ขึ้นมาได้โดยเฉพาะเลย แค่โชว์ เจ้านี่ให้ดูแล้วก็บอกว่าหัวหน้าให้งานลับๆมา ขอความร่วมมือหน่อย แค่นี้ก็เรียกพวกหัวเก่ามาเก็บได้สบายๆ ”
เบโลเอ แกล้งดัดเสียงสูงๆเป็นการเย้ยหยัน ระหว่างที่ตรานั้น ได้ถูกเก็บขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทาไปด้วยความโกรธของ เกร

“ เอาล่ะทุกท่านยินดีต้อนรับสู่งานฉลอง งานประหารอดีตผู้นำที่ไม่ได้เรื่อง และขอเปิดงานด้วยสิ่งนี้ขอตั้งชื่อว่า พวกไร้ค่า ฮ่าๆๆๆๆ ”
เบโลเอ ประกาศเสียงดัง ก่อนจะผายมือไปยัง กลุ่มลูกน้องที่ยืนกันแน่นขนัดทางขวาพวกมัน แหวกทางออก
เผยให้เห็นเหล่า ลูกน้องของ เกร ที่ยังเหลือทุกคนอยู่ในสภาพบบอช้ำปางตายกันหมด แม้กระทั่ง การุรุ และ วาการุรุ
เองก็พ่ายแพ้แก่จำนวนของพวกมันและการเล่นทีเผลอ

“ กรอด…. ฉันจะไม่ปล่อยแกไว้อีกแล้ว ”
เกร ขบฟันด้วยความโกรธพร้อมกับวิ่งตรงเข้าไปหมายจะจัดการกับ เบโลเอ ที่อยู่ด้านในสุด
พวกพันนิชเมนท์ ที่ตอนนี้กลายเป็นศัตรูไปแล้ว แห่กันเข้ามารุมเหมือนพนักงานกินเงินเดือนที่ร้อนเงินในชั่วโมง
เร่งด่วนไม่มีผิด เกร จัดการซัดคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาโดยไม่ระวัง ก่อนจะชิงเอา แชลงในมือของมันมา
และฟาดพวกที่เข้ามาแบบไม่ระวังให้ล้มกระเด็นออกไป

แค่ แชลงธรรมดาๆ แต่นี่คืออาวุธที่ถนัดที่สุดและมีความร้ายกาจยิ่งยวดเมื่อมันอยู่ในมือของ อดีตผู้นำพันนิชเมนท์
บรรดาลุกน้องพันนิชเมนท์ ที่เคยแห่กันเข้ามาหากันหยุดชะงัก เมื่อเขาพยายามจะ แสตนบายน์ Note
ทว่า มันกลับไม่ทำงาน

“ เสียเอาตอนนี้เนี่ยนะ ”
เกร สบถแต่ถึงจะไม่มีอสูรอัญเชิญ แค่แชลงที่อยู่ในมือนี้ก็เพียงพอแล้ว
เกร ล้มเลิกที่พยายามจะติดตั้ง Note และถือแชลงควงไปมาอย่างชำนาญ ฟาดและ
แทงเข้าที่จุดสำคัญของศัตรูให้ลงไปนอนกองในทีเดียว เกรยังคงเดินหน้าต่อไป จนเบื้องหลังของเขา
เกลื่อนไปด้วยพวกทรยศ นอนกุมข้อมือเพราะถูกบิดหัก บ้างก็นอนคู้ตัวหลังจากการโดนแทงเข้าจุดสำคัญ
บ้างก็สลบไปเพราะเอาหน้าจูบเข้ากับหมัดของเขา

และเป็นเพราะ ครอสมาเรีย ที่มารวมตัวกันอย่างหลวมๆนี้ ไม่เคยได้ต่อสู้โดยการร่วมมือกันอย่างจริงจัง
จึงไม่มีความสามัคคีในการบุกเลย พวกมันแห่กันเข้ามาพร้อมๆกันแทนที่จะมาที่ละสองสามคน แล้วก็ขัดแข้งขัดขากัน
เสียเอง นั่นคือช่องว่างที่ทำให้ เกร ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ โดยที่พันนิชเมนท์หลายคนถูกอัดลงไปนอน คนแล้วคนเล่า

จนตอนนี้พวกมันไม่กล้าที่จะบุกเข้ามาอย่างบ้าบิ่นอีกแล้ว เมื่อ เกรเดินเข้าไปใกล้ พวกมันก็พากันแหวกหนีออก
จะมีบางคนที่บ้าบิ่นพอจะบุกเข้ามาแล้วก็ถูกอัดลงไปนอนตามคนอื่นๆ
ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่ใช่แค่พวกพันนิชเมนท์ ที่ถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว พันนิชเมนท์คนหนึ่ง
ผ่านการป้องกันของเขามาได้ และฟาดด้วยไม้หน้าลงที่หน้าผากซ้ายใบหน้าของเกร อาบไว้ด้วยเลือด
ที่ซึมจากแผลที่หน้าผาก ชะตากรรมของพันนิชเมนท์คนนั้น จึงถูกจัดการให้ลงไปนอนรวมกับพวกมันอีก
ตามระเบียบ เพราะบาดแผลทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้าลง ความคล่องตัวเป็นหนึ่งในอาวุธหลักของเขา

แต่ตอนนี้มันลดทอนลงไปแล้ว ไม่เพียงแต่ร่างกายช่วงบนที่รับความเสียหายแต่ช่วงขาของเขาเองก็ถูก
รุมกระหน่ำด้วยเช่นกันเขาช้าลงไปมาก ถึงอย่างนั้น เกร ก็บุกเข้าไปใกล้จะถึงตัว เบโลเอ แล้ว

“ ว้อยยยยยย ไอ้พวกโง่จัดการมันซีวะ มันมีแค่คนเดียวนะว้อย รุมเข้าไปพร้อมๆกันเด๊ะ! ”
เบโลเอ ร้องจะเป็นจะตาย สายตาขึงความโกรธ ของเกร พุ่งมาที่เขาราวกับเป็นจิตสังหารที่กดดัน
จนมัน ต้องถอยร่นหนีขึ้นอยู่บนสุดของอัฒจันณ์ แต่ด้วยความเก่าและผุของมันเกินกว่าที่จะรับน้ำหนักตัว
ของ เบโลเอ ได้จึงพังร่วงลงมาทันที เบโลเอ ล้มกลิ้งลงมาอยู่บนพื้น และเมื่อลุกขึ้น เกรเดินมาอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว

“ ย….อย่านะเว้ยย!!! ”
เบโลเอ กรีดร้อง ขณะที่ เกร เงื้อแขนที่ถือแชลงขึ้นสุดหมายจะฟาดให้ตายในทีเดียว แต่ขาของ
เกร ก็รับภาระมามากเกินไปแล้ว วันนี้ทั้งวันนอกจากจะวิ่งหนีการตามล่าของทางการและวิ่งมายังที่นี่
ประจวบกับระหว่างที่แหวกเข้ามาจนถึงตัว เบโลเอ พวกพันนิชเมนท์ ก็โจมตีเข้าที่ ช่วงขาของเขา
อยู่ตลอด ปลายแชลง พลาดไปเพียงไม่กี่มิล ก่อนที่ เกร จะล้มทรุดลง ขาของเขายืนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

เบโลเอ แสยะยิ้มจนเห็นฟันที่สกปรกจนดำอย่างน่ารังเกียจ และรีบลุกขึ้นก่อนจะปีนกลับขึ้นไปบนอัฒจันณ์
มันกลับลงมาอีกครั้งพร้อมกับ ปืนพกที่ใส่กระสุนไว้พร้อมจะเป่าหัว เกร

“ ก่อนจะลาจากกันฉันจะบอกอะไรดีๆให้แกนะเจ้าหนู ที่กบดานแกนี่เยี่ยมจริงๆ มันใช้เป็นแหล่งพักสินค้า
ของเราได้อย่างดีเลย แน่นอนทั้งปืนและยา ฮ่าๆๆ ฉันจะขอรับช่วงต่อแก๊งของแกไว้ก็แล้วกันนะ ลาก่อน ”
ยังไม่ทันที่ เบโลเอ จะได้เหนี่ยวไกปืน ประตูสนามซึ่งทำด้วยเหล็กทั้งบานส่งเสียงลั่นขึ้นมา ดึงความสนใจของพวก
เขาทั้งหมดไปที่ประตู มีอะไรบางอย่างกระแทกบานประตูจนบุบเข้ามา เพียงสองสามครั้งของการกระแทกต่อมา บานประตู
ก็ลอยละลิ่ว เข้าไปกระแทกหน้า เบโลเอ จนล้มกลิ้งลงไปอีก

“ ประตูบ้านี่ลูกกุญแจมันขึ้นสนิมพังไปแล้วนี่หว่า หลอกให้สะเดาะกุญแจอยู่ได้ตั้งนาน ”
เสียงตะโกนบ่นดังมาจากอีกฟากของประตู เทวทูตสีดำ คือผู้ที่ถีบประตูเหล็กเข้ามาจนพังราบ
ริน วิ่งตามเข้ามาพร้อมๆกันและภาพตรงหน้าทำให้เธอต้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
เธอคิดว่าข้างในที่อยู่กันตอนนี้คือ เกร ที่กำลังจัดเตรียม พันนิชเมนท์ เพื่อจะออกไปก่อความวุ่นวายแต่
แล้วกลับกลายเป็น เกร เสียเองที่กำลังต่อสู้กับ พวกพันนิชเมนท์

ระหว่างที่ภายในสนามกำลังสับสนกันอยู่ ศรีที่พึ่งตามมาถึง ก็วิ่งเข้ามาร่วมสมทบด้วยอีกคน

“ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันน่ะ ”
ศรี ถามด้วยความฉงนกับเหตุการณ์ภายใน ที่ตอนนี้มี ที่น่าประหลาดใจกว่านั้น นอกจาก เกร ที่สู้อยู่กับพันนิชเมนท์
เพียงคนเดียว แต่หลังจากริน และ ดาร์ค พังประตูเข้ามา พวกพันนิชเมนท์ก็เริ่มสู้กันเอง

“ นี่มันเกิดบ้าอะไรวะ พวกแกสู้กันเองทำไมเนี่ย!!! ”
เบโลเอ ตะโกนอย่างหัวเสีย แทบจะเป็นบ้า เมื่อเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังฟื้นจากที่โดน
ประตูกระแทกไป

“ อยากได้คำตอบล่ะก็ฉันจะให้แกเอง ”
เสียงที่ฟังคุ้นหูและชวนสยองสำหรับ เบโลเอ ดังขึ้น ก่อนจะกินหมัดเข้าไปเต็มๆจนตาปูดเป็นลูกมะเขือ

“ ภ..ภูเขา…ไหงแกมาอยู่ที่นี่.. ”
เบโลเอ พึมพำ ที่หวดหมัดใส่หน้าเขาไปเมื่อครู่คือ ภูเขา นั่นเองขณะเดียวกันรอบๆ พวกพันนิชเมนท์ที่
เคยเป็นครอสมาเรีย ก็ถูกโจมตีด้วยพลังจิตจนตัวลอยเคว้งไปมากลางอากาศ

“ ฉันไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ นั่นไงเทนโตะก็มา วิธีการก็เหมือนกับแกนั่นแหละ หาผ้าสีแดงมาผูกแล้วก็ขอเข้าร่วม
โชคดีที่ฉันเป็นมาสเตอร์ซีรีโมเน่แล้ว ถึงได้พาเจ้าหน้าที่ในความควบคุม มาร่วมงานเลี้ยงของแกได้เต็มงานเลยไง ”

ภูเขา เฉลยตอนนี้การปะทะข้างในสนามกีฬาวุ่นวายกันมาก ทั้งเจ้าหน้าที่ของภูเขา และ พวก พันนิชเมนท์ ที่ทรยศ
เข้าปะทะกันจนมั่วไปหมด
ท่ามกลางความสับสนนี้ ริน และ ศรี รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของ เกร ที่ล้มอยู่ก่อนใครเพื่อน

“ เกร ทำใจดีๆไว้นะ ”
ศรี ประคองร่างที่โชกไปด้วยเลือดของเพื่อน ส่วนรินประคองมือของเขาไว้ ก่อนที่ทั้งสามจะทันพูดอะไร
ก็มีกลุ่มผู้มาใหม่อีกกลุ่มแล้ว นั่นคือกองกำลังปราบปราม ที่นำโดย มาริน่า และ คิระ

“ เจอรึเปล่าภูเขา ”
มาริน่า ตะโกน ถามเข้าไปยังกลุ่มที่ชุลมุนกันอยู่ ครู่ต่อมา ภูเขา เดินลากร่างหมดสติของ เบโลเอ ออกมาพร้อมกับ ปืนพกและถุงยาเสพติด ส่งให้ หัวหน้าหน่วยปราบปราม

“ ได้ทั้งตัวคนร้ายและของกลางพร้อมเลย ข้างใต้อัฒจันณ์ นี่เพียบเลยล่ะ ”
ภูเขา กล่าว มาริน่า สั่งหน่วยปราบปรามให้กระจายกันไปยับยั้งความวุ่นวาย และ เข้ายึดของกลางทันที

“ คราวก่อนที่แกทำร้ายร่างกายพลเมืองเอาผิดไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานแต่คราวนี้ดูเหมือนแกจะโดนแถมไป
อีกกระทงล่ะนะเรื่องลักลอบค้าอาวุธเนี่ย หนนี้แกโดนส่งกลับแอฟริกาไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ ”
ภูเขา ขู่ใส่ตบท้ายอีกหนเป็นอันจบประวัติความเลวทรามของ เบโลเอ ไปในทันที


“ ….… ”
เกร พูดไม่ออก ขณะที่ ริน และ ศรี มองมาที่เขาด้วยความเป็นห่วงตลอดวันทั้งวันนี้
เขาถูกทอดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า และเหลือเพียงตัวคนเดียว แต่ตอนนี้มือที่จับเขาไว้ไม่ให้
ตกลงไปในความมืดมิด เสียงเรียกของพวกพ้องที่ไม่ยอมให้เขา ต้องตาย ความช่วยเหลือ ที่พังทลายความมืดมิด
เข้ามา ไม่มีสิ่งใดจะเอื้อนเอ่ย เพื่อเปรียบเปรยกับความตื้นตันที่ ล้นปรี่ออกจากแก้วที่ไม่เคยถูกเติมเต็มได้

“ ขอโทษนะ เกร ฉันน่ะไม่ได้ตั้งใจจะปิดเธอไว้หรอก แต่ฉันกลัว…กลัวถ้าเธอรู้ว่าฉันคือ มาเรีย แล้วเธอจะหายไปจากฉัน ”
เด็กสาว เอ่ยน้ำตาคลอเบ้า เกร ไม่ตอบอะไรและไม่ต่อว่าเธอแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ยิ้มให้เธออย่าง อ่อนโยน

“ งานนี้ต้องขอบคุณ มาริน่า เต็มๆเลยนะที่ช่วยเขียนฎีกา ให้ไม่งั้นฉันคงเอาผิดเจ้า เบโลเอ ไม่ได้แน่ๆ งานนี้
นายเป็นหนี้เธอครั้งใหญ่เลยล่ะ เกร ”
ภูเขา ตามเข้ามาร่วมวงด้วย

“ เพราะไม่มีใครคอยคุยกับพวก รอยัลไนท์เลยนอกจากฉันกับภูเขา ก็เลยต้องวิ่งวุ่นกันแบบนี้ ”
คิระ ตามมาด้วยเช่นกัน

“ ว่าแต่ แล้วน้องเธอล่ะ ”
ริน ถามเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้

“ พากลับไปส่งที่บ้านก่อนจะไปห้ามทัพ ศรี กับ มาริน่า แล้วล่ะ ก็เลยให้ภูเขา ล่วงหน้ามาแฝงตัวเข้ากลุ่มของพวกมัน
ซะก่อน ”
คิระ ตอบ

ปัญหาทุกอย่างดูเหมือนจะคลี่คลายไปด้วยดี แต่แล้วปัญหาใหม่ก็มาถึง อสูรเวหาสีแดง ตนหนึ่งโฉบลงมายังกลุ่มของ
พวกเขาก่อนจะลากเอา ตัวเกร บินหนีไปด้วย

“ ตะกี้มัน เวอวินด์การ์กอยล์ (Whirl Wind Gargoyle) นี่ ”
มาริน่า พูดหลังจากแหงนมองร่างของมันหายลับขึ้นไปบนรูโหว่ของหลังคาสนาม

รูปภาพ

“ เจ้านั่นมันจับตัวเกร ไปแล้ว! ” /Get Set/
ศรี สบถพร้อมกับแสตนบายน์ Note ของตน ก่อนจะร่ายการ์ดผนึกเรียก อัศวินมังกรทาลิวิลย่า (Thaliwilya) ออกมา
รูปภาพ

“ ฉันกับ ริน จะตามไปเอง มาริน่า คิระ แล้วก็ภูเขาจัดการเรื่องที่นี่ต่อไปเถอะ ”
ศรี กล่าวก่อนจะขึ้นไปขี่หลังของ อัศวินมังกร ส่วนรินนั้นให้อุ้มไว้ เมื่อพร้อมแล้วศรี จึงสั่งให้ออกบิน
ตามหลัง การ์กอยล์ ขึ้นไปบนหลังคาสเตเดี้ยมของสนามกีฬา

แรงลมพัดเอาน้ำฝนเข้าปะทะกับใบหน้าจนเย็นชุ่ม นับเป็นทัศนวิสัยที่ลำบาก พวกเขาลงจอดบนหลังคา แต่มันเก่าผุเสียจนเกือบจะทะลุลงไปทันทีที่เหยียบ ริน แสตนบายน์ Note ของตัวเองและเรียก อสูรออกมาเผื่อตัวเองด้วยเพราะหลังคาไม่สามารถจะเหยียบลงไปได้

“ ออกมา คาออส(Chaos, Feodora’s Dragon) ”
ริน อัญเชิญมังกรดำออกมา และย้ายไปขี่มันแทนที่จะให้ อัศวินมังกรอุ้มเธอไว้ เบื้องหน้าพวกเขา ชายลึกลับ ยืนสงบนิ่งอยู่
บนหลังของการ์กอยล์อีกตัว หันมาทางพวกเขา

รูปภาพ

“ โอ้ ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะ มาเรีย แล้วก็คุณพี่ชาย ทาลิวิลย่ามาสเตอร์ ผู้ใช้อัศวินมังกรที่เก่งที่สุดบนผืนปฐพี ”
ชายลึกลับ ทักทาย เขาสวมชุดขาวและคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวเหมือนนักบวชที่ชุ่มไปด้วยน้ำฝน ริน จำเขาได้เป็นอย่างดี
เพราะ เขาคือบุรุษที่เชิญชวนให้เธอได้พบกับ เกร นั่นเอง ชายลึกลับผู้นี้คือ ปอร์ แห่ง พีโนเมน่อน ปาร์ตี้

“ นาย..ผู้บริหารสูงสุดบริษัท พีโนเมน่อน ปอร์ …. ”
ศรี เปรยอย่างทึ่งๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะไปเจอเข้ากับ เกร ที่ตอนนี้ถูก พันธนาการไว้ด้วยเครื่องจักรประหลาดๆ
มันตรึงส่วนข้อเท้าและข้อแขนของ เกร ไม่ให้ขยับตัวได้เลย

“ แหมๆ แย่จริงเชียวอุตส่าห์ เอาเครื่องยับยั้งอนุภาคมนตรามาทำการทดสอบถึงที่นี่แท้ๆแต่สุดก็แพ้ราบคาบอยู่ดีไร้ประโยชน์กันซะจริงน้า~~ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ขีดจำกัดการทำงานของมัน ว่าทำได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว ”
ปอร์ พูดเป็นทำนองว่าเสียดายแต่ถึงยังงั้น ใบหน้าของเขายังคงเจือไว้ด้วยรอยยิ้ม

“ เกร! ”
ด้วยสัญชาตญาณทำให้ ริน เรียกชื่อ เกร ออกมาเธอรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังกัดกินชีวิตของ เกร แผ่ออกมาจาก
เครื่องจักรพันธนาการ

“ คุณจะทำอะไรเขาน่ะ ”
ศรี ถามออกไปแรงกดดันจากชายผู้นี้ แม้แต่เขาที่มั่นใจว่าผ่านความกดดันต่างๆนานามามากมายเพื่อรับเอาฉายา ทาลิวิลย่ามาสเตอร์ มาแล้ว ยังถึงกับเกร็ง

“ ถามว่าทำอะไรงั้นเหรอ แหมๆเอาไงดีน้า แหมๆแต่ว่านะหนุ่มน้อยคนนี้คงสงสัยจะแย่อยู่แล้วว่าเพราะอะไรถึง
ได้โดนฉันตามรังความนอยู่ตลอดเวลา แหมๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนอะไรหรอกนะเดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดกันเลย ”

ปอร์ พูดเสียงระรื่น

“ ทั้งหมดก็ต้องเริ่มจากที่ เกร เป็น ฮีโรอิก ประมาณนั้นล่ะ โอ๊ะคงสงสัยล่ะสิว่ามันคืออะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย
แต่ข้ามมันไปก่อน สาเหตุหลักๆก็คือฉันต้องการ เรราเจ และเพื่อการนั้น เกร คือกุญแจสำคัญ เพื่อที่จะให้ เรราเจ ปรากฏตัว
ได้อย่างสมบรูณ์จำเป็นต้องมีสงคราม ”

“ สงคราม…การปะทะกันของครอสมาเรีย กับ พันนิชเมนท์ หรือว่าเป็นฝีมือแกด้วยใช่ไหม ที่ดึงเอากลุ่มอาสาของพวกฉัน
ไปรวมกับพวกนอกรีตน่ะ ”
ริน ตะคอกเธอ โกรธอย่างสุดขีด เธอไม่เคยรู้สึกเกลียดชังใครเท่านี้มาก่อน ความพยายามของเธอ
ถูกใช้เป็นเครื่องมือเช่นเดียวกับที่ เกร เองก็ถูกใช้ให้ชักนำพันนิชเมนท์เข้าปะทะกับ ครอสมาเรีย

“ ปิ๊งป่อง แหมๆ แต่แค่เกิดสงครามอย่างเดียวมันไม่พอหรอก ฉันบอกไปแล้วว่าเพราะเขาคือ ฮีโรอิก ซึ่ง
เป็นเผ่าวีรชน ที่ว่ากันว่าควบคุมเทพเจ้าได้อย่างอิสระ และฉันจะใช้พลังนี้นี่แหละเอา เรราเจ มาครอบครอง ”
ปอร์ หันกลับไปเพื่อชื่นชมสีหน้าที่ชิงชังของ เกร

“ นี่อย่าบอกนะว่า การปรากฏตัวของ เรราเจ เมื่อ ครึ่งปีที่แล้วก็เป็นฝีมือคุณด้วยน่ะ ”
แม้ว่ามันจะเชื่อไม่ลงก็ตามทีที่ เขาจะเตรียมการมันได้หมดทุกอย่าง แต่ศรี ถามออกไปแบบนั้น

“ นั่นเป็นหนึ่งในแผนการทดลองขั้นแรกซึ่งมันก็ล้มเหลว เพราะลำพังแค่พลังของเวทยาการที่เรามีนั้นมันยังไม่เพียงพอ
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ค่าซะทีเดียวเพราะมันทำให้ได้ข้อมูลของ เรราเจ มามากพอที่จะฟันธงกับแผนการณ์ใหม่นี้ได้เลย
ด้วยการฝังแก่นพลังของ เรราเจ เอาไว้ในร่างของผู้เป็นฮีโรอิก อารมณ์ที่กระตุ้นเร้า
อย่างรุนแรงต่อคนผู้นั้น จะทำให้ เรราเจ แข็งแรงขึ้น และด้วยการเซ่นสังเวย เรราเจ ก็จะคืนชีพโดยสมบรูณ์ และเป็นเบี้ยหมากใต้บัญชาการของฉัน นั่นก็คือ โปรเจคสงครามครูเสด ยังไงเล่า ”

“ คุณต้องการ เรราเจ ไปเพื่ออะไรกัน ”
ศรี ถาม ริน หันมามองเขาเหมือนจะถามว่าเชื่อด้วยเหรอ กับสิ่งที่ฟังดูเพ้อเจ้อแบบนั้น

“ สำหรับจุดประสงค์ของผํนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องบอกพวกเธอหรอกนะ รู้รึเปล่าว่าทำไมฉันถึงได้เปิดเผย
แผนการณ์และเฉลยเบื้องหลังทั้งหมดที่ทำมาต่อหน้า เขาและพวกเธอ.. ”
ปอร์ ผายมือไปยัง เกร ที่ถูกพันธนาการ แน่นอนว่า เกร จะต้องเคียดแค้นและมองด้วยสายตาที่โกรธเคืองอย่างสุดใจ
แต่นั่นก็เป็นไปตามที่เขาคาดหวังเอาไว้ เพื่อดึงให้ เกรโกรธจนถึงขีด เพื่อกระตุ้นเร้าต่ออารมณ์ให้พุ่งจนถึงจุดระเบิด

ถึงแม้ตอนนี้ เกร จะยังไม่ได้แผดเสียงหรือร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง นั่นเป็นเพราะร่างกายของเขาถึงขีดจำกัด
จนไม่อาจขยับเขยื้อน หรือ เอ่ยปากเพื่อก่นด่า ใดๆอีกต่อไปไหวแล้ว แต่ภายในจิตใจนั้นโหมกระหน่ำด้วยพายุ
ร้ายอันบ้าคลั่งซึ่งกำลังเติมเต็มชีวิต ให้แก่ แก่นพลังของ เทพอสูรที่ปอร์ เลี้ยงไว้ในจิตใจของเขา

“ ไม่ยอมให้คุณได้ทำตามที่หวังหรอก ทาลิวิลย่า ทำลายเครื่องที่จับ เกร ซะ เกรทออฟดราก้อน(Great of Dragon) ”
ศรี ยืนยันอย่างมั่นใจ และเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดแผนการณ์ของ ปอร์ อัศวินมังกรในความควบคุมของเขา
สร้างรูปร่างของมังกรขึ้นด้วยประจุแสงจำนวนมากมายที่รวบรวมมาจากรอบตัว และยิงส่งออกไปอย่างรุนแรงประหนึ่ง
ปืนใหญ่ โดยเล็งเข้าที่ส่วนของเครื่องจักรและเข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ ทว่า ตัวเครื่องของมันกลับไม่ได้รับความเสียหายใดๆเลย ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

ทั้งเขา และ ริน แม้กระทั่ง เกร ที่ติดอยู่กับเครื่องนั่นยัง รู้สึกทึ่งจนตาค้าง เครื่องนั่นมันทำด้วยอะไรกัน คงเป็นคำถาม
ในใจของพวกเขา ปีศาจร้าย หัวเราะร่า ก่อจะตอบเสียงระรื่น

“ จะทำอะไรก็ไม่สะทกสะท้าน ร้อก เครื่องนั่นทำด้วยโลหะเคลือบพิเศษสะท้อนอนุภาคเวทมนต์ทุกชนิด ยิ่งการโจมตีของอสูรที่เกิดจากมนตรา น่ะไม่ระคายผิวมันหรอกนะ ไม่คิดเลยรึว่าฉันที่เป็นผู้คิดค้น เกมนี้ขึ้นมาจะไม่หาทางรับมือยามเผชิญ
หน้ากับพวกเธอที่ใช้มันเป็นเครื่องมือต่อกร ”

ในเมื่อทั้ง ศรี และ ริน ต่างก็ทำอะไรกับเครื่องจักรของเขาไม่ได้ ปอร์ จึงเปิดจอโฮโลแกรมจาก Note ของเขา
แล้วใส่ข้อมูลคำสั่งลงไปให้ เครื่องเริ่มทำงาน แกนของเครื่องที่ ติดอยู่กับหลังของ เกร เริ่มหมุนอย่างช้าๆ
และเร็วขึ้นทุกจังหวะวินาที

ในขณธที่ ศรี คอยมองหาจังหวะที่จะพลิกเกมความได้เปรียบนี้ ริน กลับเลือกที่จะบุกโจมตีใส่ ปอร์ โดยตรง
ด้วยมังกร คาออส ของเธอลูกไฟนิลกาฬ หลายสิบลูกถูกยิงออกมาอย่างตอ่เนื่อง กากอยลมหมุน บินเข้ามาแทรกและ
หมุนควงสว่านจนเกิดแรงลมหมุนพัดลูกไฟที่ยิงมากระจายออกไป ลูกไฟเหล่านั้น ตกลงไปบนหลังคา
และลุกไหม้อย่างรวดเร็ว

“ ไฟกำลังลามลงมาแล้วรีบอพยพทุกคนออกไปจากที่นี่เร็วเข้า! ”
มาริน่า สั่งหลังจากเห็นแสงไฟสว่างวาบลงมาจากเพดาน เธอ กับ ภูเขา และ คิระ ต่างเร่งให้อพยพคนทั้งหมดที่ยังติดค้างอยู่ภายในสนามกีฬา ออกไปข้างนอกให้เร็วที่สุด

ขณะเดียวกันบนหลังคาของสนามกีฬา การปะทะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้ ปอร์ ได้อัญเชิญ กากอย
ออกมาเพิ่มอีกถึงสามตัว ทั้ง ศรี และ รินต่างก็รับมือกับมันเป็นพัลวัล ด้วยสภาพพื้นที่ต่อสู้ที่อาจจะถล่มลงไปทับใครตาย
ก็ได้ทุกเมื่อแบบนี้พวกเขาไม่สามารถอัญเชิญอสูรออกมาได้มากกว่านี้ อีกแล้ว จึงต้องกอปร กับกากอย ทั้งสี่อย่างยากลำบาก
ในขณะที่ พิธีของ ปอร์ คืบหน้าไปทุกขณะ

“ เท่านี้ก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว อัญเชิญ เรราเจ !!! ”
ปอร์ ลั่นเสียงอย่างมีชัย เครื่องจักรของเขากำลังดึงเอาบางอย่างออกมาจากร่างของ เกร ที่กำลังดิ้นทุรนทุราย
ด้วยความทรมาน มันคือเงา ใช่แล้วเงามากมายหลั่งไหลออกมาจากร่างของ เกร และแผ่ออกจนมีขนาดใหญ่โต
สูงกว่าตึกระฟ้า ในเมืองที่เห็นอยู่ลิบๆเสียอีก

ทุกคนทั้งที่สู้กันอยู่บนหลังคาและ กลุ่มที่กำลังอพยพอยู่ด้านล่าง ต่างมองมายังที่จุดๆเดียวกัน ที่เงายักษ์ซึ่งกลายเป็น
อสูรเทพ นี่คือ ผู้ลงทัณฑ์ที่สั่นคลอนมหาอำนาจทั้งโลกด้วยเวลาเพียงสามวัน เทพผู้กวาดล้างตะวันออกกลาง
ผู้สยบสงครามปฏิวัติเผ่าพันธุ์ในสเปน ที่ซึ่งมาริน่า เองก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เธอจำมันได้ดีอย่างไม่มีวันลืม

ถึงวันที่อสูรเทพตนนี้สิ้นชื่อในการต่อสู้ที่ สเปน กับอสูรเทพที่เธอเองก็เป็นครอบครองเช่นเดียวกัน แต่ตอนนี้
มันมาอยู่ที่นี่อีกครั้งต่อหน้าเธอ ในตอนนี้หากเธฮจะเรียก อสูรเทพของเธอ ออกมาเพื่อเผชิญหน้าก็ย่อมได้แต่เมืองทั้งเมือง
อาจจะต้องหายไปแทน ด้วยพลังทำลายของ พวกมัน

“ เยี่ยมจริงๆนี่ล่ะที่ต้องการพลังอันมหาศาลในที่สุดมันก็จะตกเป็นของฉัน ”
ปอร์ ยิ้มระรื่นเขาอดใจไม่ไหวอีกต่อไปแล้วที่จะได้มันมาครอบครอง พลังทั้งหมดของ เรราเจ ราวกับจะดึง
เอาธาตุแท้ของปีศาจร้ายในกายเขาออกมา จนถึงตอนนี้ ทั้ง ศรี และริน ยังคงเข้าไม่ถึงตัวเขา
ทั้งสองรับมือกับ กากอย อย่างยากลำบาก ขณะที่ เกร ถูกทรมานจนสำลอกออกมาเป็นเลือด

ยามที่เงาของ เรราเจ ออกจากร่างของเขาหมด ความตายจะมาเยือนหรือบางทีเขาอาจจะตายเสียก่อนที่มันจะออกมา
จากตัวเขาหมดเสียด้วยซ้ำ…แวบหนึ่งความคิดก็พลันเข้าในหัวของ เกร ถ้าสมมติ ลองสมมติว่าตัวเขาขาดใจตายไปก่อนที่
พิธีจะสำเร็จล่ะ บางที พลังของ เรราเจ ที่ยังตกค้างอยู่และออกไปไม่หมดอาจจะหายไปพร้อมๆกับชีวิตของเขา
แต่จะเลือกวิธีนี้ได้แน่หรือเปล่า ตัวเขาเองไม่กลัวที่จะตายเลยรึยังไง

{แต่ถ้ายังอยู่ต่อไปนี้ เรราเจ ก็จะออกมาจากร่างของเราอย่างสมบรูณ์ และถึงตอนนั้นมันก็จบอยู่ดี..}
ห้วงคะนึงแห่งความคิด บีบเข้ามาให้เขาเลือก จะรอต่อไปจนทุกอย่างจบลง แต่ช้าออกไปอีกแค่ไม่กี่อึดใจ
หรือจะเสียสละเพื่อสิ่งที่ปกป้องได้คงอยู่ไว้ตลอดกาล

“ อ๊า!!!!! ”
ริน กรีดร้องเธอกำลังจะเสียหลักตกจากหลังของ คาออส ที่ถูกกากอย ทั้งสองตัวพุ่งกระแทกใส่จนบินส่ายไปมา
ศรีพยายามจะเข้าไปช่วยแต่ก็ถูกสกัดโดยกากอย อีกสองตัวที่เขากำลังติดพันกับพวกมันอยู่
ขณะเดียวกัน ปอร์ ได้เริ่มทดสอบจะออกคำสั่งกับ เรราเจ แล้ว

แม้จะยังปรากฏตัวออกจาก ร่างของ เกรได้ไม่สมบูรณ์ แต่มันก็มีพลังที่มากมายจนสามารถสยบ อสูร ที่
เหล่ามาสเตอร์ซีรีโมเน่ อีกสามคนข้างล่าง ส่งขึ้นมาช่วยได้ในทันที วินาทีนี้ เกร ได้ตัดสินใจในที่สุด
เขาหันไปแล้วก็เจอกับ ริน ที่ควบคุม คาออส บินเข้ามาใกล้เขาที่สุด เกร รวบรวมเสียงทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ตะโกนออกไปเพื่อเรียกเธอ

“ ริน!!! โจมตีมาที่ฉัน!! ”

เธอหันมามองด้วยความฉงนและตั้งใจจะเอ่ยถามสาเหตุ แต่สายตาของเขา กลับจ้องตรงมาที่เธออย่างมุ่งมั่น
ราวกับปาฏิหารย์ หรืออะไรก็ตามที่ดลใจให้เธอ สามารถเข้าใจที่เขาต้องการจะบอก ผ่านสายตาของเขา
ซึ่งมันเป็นอะไรที่เธอไม่อยากทำและ อยากจะปฏิเสธ เธออยากจะบอกออกไป “ ต้องมีหนทางอื่นสิ แต่ไม่ใช่แบบนี้ฉันจะไม่ทำเด็ดขาด ” แต่เธอก็ไม่ได้พูดมันออกไป

- ไม่มีเวลาอีกแล้วตอนนี้มีแต่เธอเท่านั้นที่จะทำมันได้ -
- แต่ถ้าทำแบบนั้น นาย…ก็อาจจะต้องตายนะ ยังไงฉันก็ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก -

ไม่ใช่คำพูดที่ลั่นด้วยวาจาของทั้งคู่หากแต่เป็นการรับรู้ผ่านเพียงแค่การส่งสายตาให้กัน

“ ริน…ผมเชื่อในตัวเธอนะ... ”
เกร เอ่อยอย่างอ่อนแรงน้ำเสียงนั้นเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันก็สื่อไปถึงเธอได้

“ คาออส..โจมตีไปที่นั่นซะ ”
ริน กัดฟันสั่งทั้งน้ำตา คาออส อ้าปากออกกว้าง ลมหายใจอันร้อนผ่าวแผ่ออกมา จากข้างในตามมาด้วยลูกไฟนิลกาฬ
ลอยออกไป ร่างของ เกร ตกอยู่ในกองเพลิงสีดำในทันที แม้ตัวเครื่องที่พันธนาการร่างของเขาไว้
จะไม่ได้รับความเสียหาย แต่ร่างกายของ เกร ที่ก็ไม่อยู่ในสภาพที่มันจะทำงานต่อได้ จึงเกิดรวนขึ้นมา
ควันมากมายพวยพุ่งออกตามข้อต่อของมัน และระเบิดเป็นชิ้นๆ
ผลกระทบร้ายแรงลามไปถึง เรราเจ ทันทีมันหยุดค้างอยู่ในท่าเดิมราวกับเป็นรูปปั้น

“ อ..อะไรกัน ”
ปอร์ ผวาจนเกือบเสียหลักตกจากหลัง กากอย และยิ่งกระวนกระวาย เมื่อรู้ว่าเครื่องทำพิธีของเขา ระเบิดกลาย
เป็นซากไปแล้ว

อีกด้าน ศรี ได้ล่อการ์กอยล์ ให้ลงมาในสนาม ซากจกาหลังคาที่ถล่มลงมา ช่วยจำกัดความคล่องแคล่วของพวกมันลง
ไปได้มากโข

“ ฮูดินี่(Houdini) ”
ศรี ร่ายมิสติกการ์ด โซ่ครวนนับสิบ พุ่งแหวกออกจากหลุมอากาศรอบๆตัว และตรึงร่างของ กากอย ทั้งสองตัวจนขยับหนี
ไม่ได้ ก่อนจะใช้ มังกรพลังงานของ ทาลิวิลย่า ซัดใส่จนแหลกสลายในครั้งเดียว

รูปภาพ

“ ทีนี้ก็เหลือแต่เจ้านั่นแล้วสินะ… ”
ศรี เปรยและเตรียมจะควบคุมให้ ทาลิวิลย่า กลับขึ้นไป สายตาของเขากลับไปสะดุดเข้ากับสิ่งที่ตกลงมาพร้อมกับ
กองไฟใหญ่ ที่กำลังร่วงหล่นอยู่หน้า เขาจำมันได้ทันทีที่เห็นนั่นคือ เครื่องพันธนาการ ที่ ปอร์ ใช้ตรึง เกร เอาไว้แต่ตอนนี้
ไม่มี เกร อยู่ในนั้น ศรี ควบคุมทาลิวิลย่า บึ่งตรงเข้าไปยังกองไฟนั่นโดยไม่สนว่าจะอันตรายแค่ไหน

เขาพยายามเพ่งหาทุกจุดที่เป็นไปได้ว่า เกร จะตกลงไปแต่ก็ไม่มี ระหว่างที่เขากำลังมองหาอยู่นั้น สิ่งหนึ่งที่กระเด็นตกลง
มาอยู่บนมือของเขาพอดี มันทำให้ดวงตาของเขาเบิกโผลง และร่างกายสั่นเทาสันหลังเย็บวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาที
สิ่งที่อยู่บนมือของเขา คือ เหรียญตรารูปค้อน ตราสัญลักษณ์ของ พันนิชเมนท์ ศรี จำได้จากที่เคยเห็นมันคล้องอยู่บนคอ
ของ เบโอวูฟล์สุนัขของ เกร ตัวเหรียญมี รอยไหม้จางๆติดอยู่ด้วย มืออันสั่นเทาหยุดสั่นและกำเหรียญไว้แน่น

“ แบบนี้แล้วมันจะมีความหมายอะไรอีก ”
ศรี พึมพำขณะเดียวกันก็ใช้มือดึงการ์ดซีลออกจากสำรับ และร่ายมันออกมา ประกายไฟแลบแปลบปลาบไปรอบการ์ดผนึก
วินาที ต่อมาอัศวินมังกรขนาดใหญ่ ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้า

(Thaliwilya, the Transformise)
รูปภาพ

“ ทั้งที่พูดไปแล้วแท้ๆว่าจะไม่ยอมให้มันจบแบบนี้ แต่นายนี่มัน… ”
ศรี พูดน้ำเสียงสั่นเครือ ความโศกเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นคาวามโกรธ และกลายเป็นพลัง ในอีกสามวินาทีต่อมานั้น
ทั้งเขาและ เหล่าอัศวินมังกร ทะยานขึ้นจากสนามกีฬา ตรงเข้าจู่โจมใส่ เรราเจ ที่หยุดนิ่งไปแล้ว

“ ธันเดอร์ดราก้อนเบลด!!! ”

อัศวินมังกร ชูดาบขึ้นสุดแขนอัญเชิญอัสนีให้มาสถิตย์ คมดาบเปล่งแสงและอาบไว้ด้วยพลังทำลายของสายฟ้าที่เหลือล้น
ยามเมื่อ ลำแสงสายฟ้าอันรุนแรง ฉีกร่างของ เทพอสูร จนแหลกละเอียด คือเวลาเดียวกับที่ ปอร์ ทรุดเข่าล้มลง
อย่างสิ้นหวัง ดวงตาเบิกค้างและหยุดนิ่งไปราวกับวิญญาณโดนถอด ออกจากร่าง

……………………………………
…………………
…….

ปัจจุบัน พ.ศ.2702

สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาโดยไม่มีท่าว่าจะหยุด จากมุมมองกระจกด้านข้างรถแท๊กซี่ ผมเห็นร้านและห้องแถวมากมาย
ตั้งเรียงรายตลอดสองฝั่งถนน การเดินทางเพื่อจะไปรับตัว โคทาโร่ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
ตอนนั้นหลังจาก เรราเจ หายไป ปอร์ ก็หายตัวไปจากที่เกิดเหตุด้วย เราไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดเขาได้ และโศกนาฏกรรม
คราวนั้นก็ถูกบันทึกและออกสื่อไปแค่ว่าเป็นอุบัติเหตุ ธรรมดาๆเท่านั้น สถานะของพวกเรา เหล่ามาสเตอรืซีรีโมเน่

ถูกลดทอนความสำคัญลงไปมาก นี่คือส่วนที่ผมคิดว่ามันตรงกับที่ ปอร์ว่าไว้ มันคือสงครามครูเสด เพราะหลัง
สงครามระบบศักดินา ก็ล่มสลายลง เหมือนพวกเราที่ถูกทอนอำนาจลงไป
เรื่องราวต่อจากวันนั้น เป็นก้าวต่อมาที่ทำให้ทุกอย่างเป็นอย่างวันนี้ พวกเรารู้ถึงความต้องการของ ปอร์

เพื่อยับยั้งมัน ผมออกจากบ้านและเดินทางตามหาสิ่งที่จะใช้ต่อกรกับ เรราเจ นั่นเป็นช่วงต้นปีของพ.ศ. 2700
พอดี กว่าครึ่งปีที่ ออกเดินทางและในที่สุดผมก็ได้พบกับพลังของ อาแมนคริส แต่ผมไม่สามารถอัญเชิญมันได้
แม้จะออกหาวิธีต่างๆมากมายด้วยข่าวคราวที่ รินส่งมาให้เป็นระยะๆ ทำให้ทราบความเคลื่อนไหวของ

ปอร์ เมื่อเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ ผมตัดใจและฝากมันไว้กับ ธนัท แทนทุกอย่างที่เกิดตามมาหลังจากนั้น
อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ปาฏิหารย์ ธนัท สามารถทำในสิ่งที่พวกเราทั้ง 6 คนทำไม่ได้ จนตัวเองก็ยังอดคิดว่าหาก
ธนัท โตเร็วกว่านี้อีกสัก 3 ปี ผลสรุปอาจจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้

แท๊กซี่ จอดลงตรงหน้าทางเข้าซึ่งตรงสู่ คลับ X-Sport ข้างทางโดยรอบเป็นพื้นที่ว่างที่ยังไม่มีใครมาตั้งถิ่นฐาน

“ เดี๋ยวผมกลับมานะ ”
ศรี บอกคนขับ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ วิ่งฝ่าฝนไปจนถึงอาคารคลับอย่างรวดเร็ว
เขามองไปรอบๆมันคือคลับเก่า ที่เขา ริน และ เกร เคยมาเที่ยวด้วยกันอยู่ช่วงหนึ่ง มันปิดกิจการไปเพราะไม่ค่อยมีลูกค้า
จนตอนนี้ มันตกเป็นของ ชายที่ยืนเผชิญหน้ากับเขาอยู่ในตอนนี้ ชายผู้น่าจะตายไปจากโลกนี้ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว
เกร หิ้วปีกโคทาโร่ มาส่งให้กับเขา

“ เจ็บมากรึเปล่า ”
ศรี ถามด้วยความเป็นห่วง โคทาโร่ ส่ายหัว และเดินเข้าไปหา ศรี จับแขนขึ้นหิ้วปีกประคองไม่ให้ล้ม ก่อนจะหัน
กลับไปพูดกับ เกร

“ ขอบใจที่ช่วยดูแลเจ้าน้องชายนะ ”
“ ไม่เป็นไร ”

ทั้งคู่เงียบกันไปพักใหญ่ ศรี ใช้มือขวาที่ยังว่างอยู่ล้วงกระเป๋า เอาเหรียญตาแห่งพันนิชเมนท์ ที่หยิบติดมือมาด้วยส่งคืนให้
เกร

……………………………………………..
……………………………
………….

พ.ศ. 2699

ณ ห้องทำงานของปอร์ ที่บริษัท พีโนเมน่อน ปอร์ เปิดประตูห้องออกและเดินโซซัดโซเซ อย่างหมดแรง
เข้าไปนั่งเก้าอี้ประจำติดกับหน้าต่าง โดยไม่สน น้องสาวของเขา ที่มองด้วยสายตาสมเพช

“ คนที่บอกเรื่องของ เกร กับ มาเรียให้เจ้า เบโลเอ คือเธอใช่ไหม ”
ปอร์ เอ่ยถามเสียงแหบ แต่เธอไม่ได้ตอบเขาและยังคงมองเขาอย่างฉงน ไม่ใช่เรื่องที่เขาถามเธอแต่เป็นความฉงน
ต่อสิ่งที่เปลี่ยนพี่ชายผู้เคยสุขุมเยือกเย็นให้ตกอยู่ในสภาพอิดโรยขนาดนี้ได้ เธอแอบสะใจอยู่นิดหน่อย
ในที่สุดพี่ของเธอก็ได้รับบทเรียนเสียบ้าง

“ ฮึ่ม ทำหน้าแบบนั้นแสดงว่าเธออีกล่ะสิที่ทำให้ Note ของ เกร พังไปด้วยจนทำให้ต้องเร่งแผนการณ์มาทำกลางความเสี่ยงมากมายแบบนั้น ”
ปอร์ หันมาตะคอกกับเธอ

“ ก็คงจะใช่ล่ะมั้งคะ.. ”
“ ทำแบบนั้นทำไม ”

เธอ เดินตรงไปที่ประตูและเดินออกไปโดยไม่ตอบคำถามใดๆแก่เขาอีก หลังจากนี้กว่าเขาจะรู้ในสิ่ง
ที่จิงค์ ทำไปก็หลังจากพ่ายแพ้ให้แก่ ธนัททาธิเวศ ในอีก 1 ให้หลัง

……………………………………………………..
……………………….
ปัจจุบัน พ.ศ. 2702


“ ทำไมถึงเอามาคืนให้ล่ะ? ”
เกร ถามหลังจากยืนมองหน้ากับ ศรี อยู่หน้าคลับมานี่ก็ปาเข้าไปร่วม 5 นาทีแล้ว จนโคทาโร่ ที่ต้องยืนเขย่งขา เริ่มจะเมื่อย

“ จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่ยกโทษให้นายหรอกนะ ที่หนีไปตอนนั้นทำให้รินต้องเป็นทุกข์ขนาดไหน แต่ว่า…ฉันยังเชื่อใจนายได้ใช่รึเปล่า? ”

หลังจากนั้นพวกเขาก็เงียบกันไปอีกพักก่อนที่ เกร จะให้คำตอบ

“ ฉันยังเชื่อเสมอมานั่นล่ะทั้งนาย ทั้ง ริน และเพื่อนๆทุกคน จนถึงตอนนี้แม้ว่าฉันจะเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม
แต่นี่ก็คือสายสัมพันธ์เพียงเส้นเดียวที่เชื่อมอดีตของฉันไว้กับอนาคตของพวกนาย ”

“ ตอบได้ดี…ไว้คราวหน้าฉันจะมาเที่ยวที่นี่บ้างก็แล้วกันถึงตอนนั้นก็ช่วยต้อนรับทีนะ ”
ศรี พูดก่อนจะลาก โคทาโร่ เดินฝ่าฝนกลับไปที่รถ เกร รอจน แท๊กซี่ที่จอดอยู่วิ่งเลยอออกไปจากคลับ
แล้วจึง คิดจะเดินกลับเข้าไปในคลับ

“ ไม่ต้องแบกรับเอาไว้คนเดียวก็ได้ ความรับผิดชอบไม่ใช่ของที่จะโยนให้ใคร แต่ก็สามารถแบ่งเบาซึ่งกันและกันได้...เขาว่างั้นน่ะ ”
เทนโตะ โผล่มาบอกด้วย เทเลพอตท์ ก่อนที่ เกร จะกลับเข้าไปพอดี

“ ถึงไม่ต้องอ่านใจแบบนายฉันเข้าใจดี…ก็พวกเราน่ะรู้จักกันมานานแล้วนี่ ”
เกร พูดก่อนจะ เดินไปหา เทนโตะ

“ ไปเยี่ยมการุรุ กันเถอะ ”

…………………………………………………
………………………….
…………….

ภายในห้องพักของโรงพยาบาล ทั้งปิโย พี่สาวของเขา วาการุรุ ต่างก็รออยู่ในห้องแล้ว จนถึงตอนที่ เทนโตะ พาเขามาที่นี่
การุรุ ทั้งตัวพันด้วยผ้าพันแผล จนแทบจะจำไม่ได้เลยทีเดียว

“ ฉันเตือนนายไว้แล้วแท้ๆน้า~ ว่าอย่าไปพึ่งไปยุ่งกับ ธนัท น่ะ ”
เกร พูด

“ ก็เค้าไม่รู้นี่ว่า ทานาทอส จะตื่นขึ้นแล้วน่ะ ไม่งั้นไม่ไปให้เจ็บตัวหรอก เกร น่ะแหละรู้อยู่แล้วล่ะสิไม่ยอมบอกกันมั่งเลย ”
การุรุ ทำท่าทางน้อยใจเมื่อถูกว่า ขณะที่พวก เทนโตะ อึ้งกันไปบ้างเมื่อรู้ข่าวจากปากของการุรุ

“ ก็เพราะงั้นไงถึงห้ามไม่ให้ไปยุ่งน่ะ ”
เกร เปรยพลางเป่าปากอย่างรำคาญ เสียงเคาะประตูดังขึ้น พวกเขาหยุดพูดคุยและหันไปมองที่ประตู มัน
ถูกเปิดออกโดย เด็กสาววัย 18

“ การุรุ อยู่ห้องนี้รึเปล่าน่ะ? ”
“ พาลุ.. ”

บัดนี้พลพรรค กีก้าเสลฟ รวมพลเสร็จสิ้น !!

To Be Continue
…………………………………………..

………………………………………………..

Next Sub-Turn
ไดสุเกะ:ขอร้องล่ะ ธนัทคุง ได้โปรดช่วย อิส ทีเถอะ
ธนัท:เอ๋! เอ๋! เอ๊!! นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ ไหงไดสุเกะ มาขอร้องกันแบบนี้ล่ะเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ
ไดสุเกะ:ตอนนี้น่ะ อิส กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายอยู่น่ะ
ธนัท:งั้นก็เรื่องใหญ่แล้วสิเนี่ย ดีล่ะพวกเรารีบไปช่วยกันเถอะ
ชุติการ: แล้วนายจะไปยังไงไม่ทราบ อิส น่ะอยู่ที่ อัลวิส นะ
โคทาโร่:โอกาสนี้ล่ะใช้ สิทธิ์ของชมรมอาสาสมัครเลยสิ

ธนัท:จริงด้วยงั้นรีบคืนชีพชมรมอาสามสมัครกันเลยเถอะ หา! ว่าไงนะถ้าจะอนุมัติคืนชีพต้องให้นักเรียนเกิน 1000
คนลงชื่อยอมรับงั้นเหรอ แล้วก็ถ้าจะไปที่อัลวิส ก็ต้องหามาสเตอร์ซีรีโมเน่ มารับรองอนุญาติ สามคน ด้วย
เอ มี ท่านประธาน พี่ ริน แล้วพี่ศรี โอเคครบ

ลูเซีย: แย่ล่ะพี่ศรี ออกเดินทางไปอีกแล้ว
ธนัท: ว่าไงนะ!!
ฟ้าย: ตอนต่อไป รวมพลัง Sub-Turn 42 VR!!
เกร:ชื่อตอนยังตอนอวสานเลยแหะ
โคทาโร่:อ๊ะนี่ไงมาสเตอร์ซีรีโมเน่ อีกคน
ธนัท:ประทับตราเร็วสิ
เกร: หา?
ธนัท:ประทับเดะ ประทับเร็วเข้า~~~~

………………………………………………………..
……………………………

ตัวอย่างตอนต่อไปยาวไปหน่อยแฮะ บทนี้ใช้ ……………………… (ขีดขั้น) ตัดเหตุการณ์สลับไปมาเยอะมาก รู้สึกว่าจะเยอะกว่าถูกเรื่องและทุกบทที่เคยเขียนเลย อสทิตย์หน้าก็จะเข้าสงกรานต์แล้ว เพราะงั้น อาทิตย์หน้าเชิญพบกับ
CVSE 4 หรือตอนสุดท้ายของ Crisis Valkyrie Special Edition นั่นเอง มาเอาใชช่วยให้ เรกกะ กับ เฟนท์
ครองคู่ เอ้ย.. กอบกู้ เทอร่ากันเถอะ ส่วน ตอนถัดไปของ Vr ที่มีชื่อว่า VR ก็อาทิตยุถัดไปจากนั้นนะคร้าบ~~~
เป็นการเริ่มต้นก้าวสู่ภาค ดาร์คเดว่า กันซักทีล่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wargreamon
0
 
โพสต์: 224
Cash on hand: 250.00

Re: SMN VR TAG TURN!!:Sub-Turn 41 The Crusade War Final

โพสต์โดย MetalGaruruMoN เมื่อ พุธ เม.ย. 06, 2011 9:39 pm

ย๊าวยาว ได้อ่านกันตาแหกพอด - -* ว่าแล้วก็แวะมาแปะ Time Line ไม่ให้คนอ่านสับสนกันซักหน่อย

ยึดเอา พ.ศ.2702 เป็นปัจจุบันน้า~~

2698 4ปีก่อน ครอสมาเรีย ก่อตั้ง ศรี ครองแชมป์ Grantounament โค่นภูเขา ภูเขาไปเข้า ครอสมาเรีย มีข่าวลือ ออก มา
2699 3ปีก่อน ครึ่งแรก พันนิชเมนท์ ปะทะ ครอสมาเรีย ชมรมอาสาสมัครครอสมาเรียปิดชมรม เกรย้ายมาเรียน มนต์วิทยา
2699 3ปีก่อน ครึ่งหลัง Ceremony Cup
2700 2ปีก่อน ครึ่งแรก Crusade War ศรี หายตัวไปตอนจบ
2700 2ปีก่อน ครึ่งหลังSmn Vr!! ภาคแรก
2701 1ปีก่อน -
2702 ปัจจุบัน

ช่วงปี 2698 เป็น Detail ย่อยๆที่มีพูดถึงใน VR ภาคแรก ที่บอกว่า ภูเขา มีข่าวลือเกี่ยวกับกลุ่มที่ทำอะไรในทางไม่ดี
ก็คือครอสมาเรีย นี่ล่ะ ว่าไปบทที่ 41 นี่ก็เฉลยที่มาที่ไปของ ไดสุเกะ ที่ภาคแรกอยู่ๆก็มา เป็นลูกไล่ให้มาริน่า ซะเฉย
ขณะที่ โคทาคุง ออกตามหาอยู่ ไปจนถึงรายละเอียดการต่อสู้ของ ศรี กับ เรราเจ ที่ไม่สมบูรณ์ แผนการณ์ของ ปอร์
และจุดเริ่มต้นการทรยศขของ จิงค์ อีก สรุป สาระทั้งหมดที่ปูมาตลอด 2-3 ซับที่แล้ว พี่แกจับยัดลงหมดทีเดียวเลย

ทำไมไม่แบ่งให้มันกระจายๆกันจะได้เท่าๆกันเหวย~~~(อารมณ์ว่ามัน อู้งานประมาณสามบทก่อน)
ภาพประจำตัวสมาชิก
MetalGaruruMoN
0
 
โพสต์: 75
Cash on hand: 50.00

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง SMN FanCard FanArt & FanFic

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron