Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน พุธ มี.ค. 04, 2026 12:26 am

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 25 การยอมรับ @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episodeต่าง ๆ ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 25 การยอมรับ @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ เสาร์ ก.พ. 07, 2026 4:07 pm

Chapter 25 การยอมรับ


ภายในค่ายผู้อพยพของซิสเตอร์อลาน่าเวลานี้ขยายเนื้อที่เพิ่มขึ้นถึงห้าเท่าจากเมื่อตอนแรกเริ่ม บรรดาทหารผู้บาดเจ็บและผู้คนจากทั่วทวีปที่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากสงครามต่างหลั่งไหลมาที่แห่งนี้ เพราะชื่อเสียงของซิสเตอร์อลาน่าที่ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ต่างเล่าขานถึงสถานที่ที่คนทุกเชื้อชาติอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา

กิจการที่เริ่มจากแค่กระโจมรักษาคนป่วยแค่สี่กระโจม เวลานี้กลับเติบโตอย่างรวดเร็วจนเพิ่มขึ้นมาถึงยี่สิบกระโจมและกำลังขยายออกไปเรื่อยๆ มีทั้งโรงครัว สวนเพาะปลูก โรงเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตไข่และนมหล่อเลี้ยงคนในค่าย กระโจมสอนหนังสือเด็ก โรงไม้สำหรับผลิตสิ่งของเครื่องใช้ในค่าย โดยบรรดาคนที่อพยพมาที่นี่ต่างก็นำความสามารถที่มีมาแต่เดิมของตนมาใช้ในค่ายด้วยความเต็มใจ ต่างคนต่างก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยไม่สนใจเชื้อชาติศาสนาแต่เดิมของตน เพราะเห็นตัวอย่างการทุ่มเทแรงกายแรงใจของซิสเตอร์อลาน่าเป็นแบบอย่าง

ขณะที่ซิสเตอร์อลาน่ากำลังจดบันทึกเรื่องราวต่างๆภายในค่ายเพื่อรายงานความเป็นไปต่างๆในค่ายให้คาร์ดินัลมาร์สิลิโอ้และซิสเตอร์โรซาน่าทราบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอต้องปฏิบัติทุกเดือนตามเงื่อนไขที่คาร์ดินัลกำหนด จู่ๆเธอก็รู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง จึงได้เงยหน้าขึ้น แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นเด็กชายที่คุ้นตากำลังยิ้มกว้างเท้าคางจ้องมองเธออยู่

“โฮลี่!” ซิสเตอร์อลาน่าอุทานอย่างยินดี ทั้งประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอเด็กชายในค่ายอพยพ “หนูมาได้ยังไงจ๊ะ?”

โฮลี่ยิ้มจนตาปิด “สวัสดีครับซิสเตอร์ จริงๆผมก็ลงเรือมาพร้อมซิสเตอร์นะครับ เดินไปเดินมาในค่ายนี้ก็บ่อย แต่ซิสเตอร์น่าจะกำลังยุ่ง เลยไม่ได้สังเกตเห็นผม”

ซิสเตอร์อลาน่าพยักหน้าช้าๆ โฮลี่คงจะติดตามคณะนักบวชคณะใดคณะหนึ่งที่ออกเดินทางมาช่วยที่ฟีเลเซียเช่นกัน ซ้ำคาร์ดินัล มาร์สิริโอ้ก็มอบหมายให้คณะนักบวชชายผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยดูแลเรื่องต่างๆในค่าย โฮลี่ก็คงจะติดสอยห้อยตามมาด้วย

“ขอโทษนะจ๊ะ ฉันมัวแต่ยุ่งกับค่ายผู้อพยพนี้ ไม่ทันได้สังเกตจริงๆ” ซิสเตอร์อลาน่ากล่าวด้วยความรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรเลยครับซิสเตอร์ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย” โฮลี่ยิ้มกว้าง “ที่จริงผมก็ไม่ได้ตั้งใจมากวนซิสเตอร์ทำงานนะครับ แต่เห็นว่าอะไรๆเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เลยอยากมาทักทายซิสเตอร์สักหน่อยครับ ผมไม่อยู่รบกวนซิสเตอร์นานหรอกนะครับ”

ซิสเตอร์อลาน่ายิ้มกว้าง “ฉันยินดีต้อนรับเธอเสมอจ๊ะ โฮลี่”

“จริงสิ วันนี้ผมได้ยินพวกที่เพิ่งมาจากแอนดิซองเขาพูดกันถึงข่าวมงคลที่แอนดิซอง ซิสเตอร์ได้ข่าวรึยังครับ?” โฮลี่ยันตัวขึ้นยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำมือป้องปากเหมือนกำลังบอกเรื่องลับที่สำคัญมากอย่างน่าเอ็นดูจนซิสเตอร์อลาน่าอดยิ้มขำไม่ได้

“ข่าวอะไรรึจ๊ะ?” ซิสเตอร์อลาน่าสงสัย เธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับการดูแลผู้บาดเจ็บทั้งวัน จึงไม่ได้สนใจข่าวใดๆรอบตัว

“ข่าวเรื่องแอนดิซองกำลังจะจัดงานอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าหญิงรัชทายาทวิโอเรียกับท่านแม่ทัพอองเดรไงครับ” โฮลี่กล่าวยิ้มๆ

“หืม?!” การแต่งงานของสองคนนี้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเธอจริงๆ เท่าที่เธอจำได้ จริงอยู่ว่าวิโอเรียแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าพึงพอใจในตัวอองเดร ทว่าอองเดรเองก็แสดงออกอย่างเปิดเผยเช่นกันว่าไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับวิโอเรียหากไม่จำเป็น “ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหมจ๊ะ หรือเธอฟังมาผิดรึเปล่าจ๊ะ?”

“ไม่ผิดหรอกครับซิสเตอร์” โฮลี่กล่าวพลางหัวเราะคิกคัก เท้าคางพูดต่อ “เดี๋ยวข่าวก็ต้องเข้าหูซิสเตอร์บ้างแหละครับ ข่าวนี้ใหญ่มากใครๆก็พูดถึง จริงสิ วันนี้ผมว่าซิสเตอร์น่าจะได้เจออะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษนะครับ ข่าวว่ากองทัพฟูดินันที่ผลัดเปลี่ยนเดินทางมาจวนจะถึงแล้ว”

“อะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษคืออะไรจ๊ะ” ซิสเตอร์อลาน่ายิ้มถาม เรื่องวิโอเรียและอองเดร หากเป็นเรื่องจริง อีกไม่นานเดี๋ยวซิสเตอร์โรซาน่าคงจะแจ้งเธอให้ทราบ

“ก็เห็นว่าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกองทัพมาใหม่ แล้วท่านฮารีซันจะเดินทางมาที่ค่ายนี้ก่อนด้วย ก็น่าจะมีอะไรๆน่าสนใจใช่ไหมละครับ ไม่งั้นจะตรงมาที่นี่ทำไม?” โฮลี่วิเคราะห์เป็นฉากๆ

“รู้จักท่านฮารีซันซะด้วย มีข่าวนู่นนี่เยอะจริงๆ เธอนี่แอบฟังผู้ใหญ่เขาคุยกันสินะ” ซิสเตอร์อลาน่าแสร้งตำหนิอย่างเอ็นดู

“ผมไปดีกว่า ไม่อยู่รบกวนซิสเตอร์แล้ว” โฮลี่พูดปนหัวเราะพลางโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

“ซิสเตอร์อลาน่าคะ” ซิสเตอร์คนหนึ่งเดินเข้ามาเรียก “ท่านฮารีซันให้ทหารเซนทอร์มาแจ้งว่าอีกครึ่งชั่วยามจะมาถึงเขตฟีเลเซีย และจะขอเข้าพบซิสเตอร์ค่ะ”

“ได้สิจ๊ะ เดี๋ยวซิสเตอร์ช่วยจัดเตรียมที่พักและสำรับไว้ต้อนรับท่านฮารีซันด้วยนะจ๊ะ เดินทางมาไกลน่าจะเหนื่อย แล้วช่วยให้ใครมาตรวจนับยารักษาโรคต่างๆด้วย ท่านฮารีซันน่าจะนำสมุนไพรต่างๆจากฟูดินันมาเพิ่มให้ค่ายของเรา จริงสิ เดี๋ยวซิสเตอร์ช่วยไปส่งโฮ....” ซิสเตอร์อลาน่าหันไปทางเด็กชายแต่ก็ปรากฏว่าเด็กชายไม่อยู่เสียแล้ว “อ้าว ไปไหนเสียแล้ว เด็กคนนี้นี่ ไวจริงๆ”

“ซิสเตอร์หมายถึงใครรึคะ?” ซิสเตอร์เอ่ยถามพลางมองไปรอบๆกระโจมที่ว่างเปล่า

“หมายถึงเจ้าหนูโฮลี่หน่ะ”

“เจ้าหนูโฮลี่รึคะ?”

“จ๊ะ เด็กช่วยพิธีกรรมที่มากับคณะนักบวชชายหน่ะ ฉันคิดว่าจะให้ซิสเตอร์ช่วยไปส่งเขา แต่ไม่รู้ไปไหนเสียแล้ว ช่างเถอะจ๊ะ เขาน่าจะคุ้นเคยกับค่ายนี้พอสมควร เดี่ยวซิสเตอร์ช่วยไปเตรียมตามที่บอกนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันตามไป”

“ค่ะ” ซิสเตอร์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยใดๆอีกก่อนนะเดินออกจากกระโจมไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 577
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 25 การยอมรับ @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ เสาร์ ก.พ. 07, 2026 4:09 pm

เพียงไม่นาน คณะของฮารีซันก็เดินทางมาถึงค่ายของซิสเตอร์อลาน่า อิสฮานมองไปรอบๆด้วยความสนใจใคร่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างช่างดูแปลกตาไปหมด เขาที่อยู่ในป่าฟูดินันมากนานจนคุ้นชินกับความแตกต่างด้านเผ่าพันธุ์ของฟูดินันแล้วแต่เขาไม่เคยเห็นคนที่ผิวขาวผมทองดวงตาสีฟ้าบ้างก็สีเขียวหรือเทา ทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ช่างดูแตกต่าง นี่คงจะเป็นชาวฟีเลเซียและแอนดิซองตามที่เขาเคยได้ยินพวกพ่อค้าเร่เล่าถึง แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากที่สุดคือเขาได้เห็นคนที่ดูเหมือนชาวซาโลมอยู่ภายในค่ายด้วย และทุกคนต่างก็ช่วยกันทำงานต่างๆภายในค่าย ชาวฟูดินันนวดแป้ง ชาวซาโลมนำแป้งเข้าเตาอบ ในขณะที่ชาวฟีเลเซียหรืออาจจะแอนดิซองนำขนมปังที่อบเสร็จแล้วออกมาเรียงบนถาด ที่นี่มันคือที่ไหนกัน อิสฮานตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
ฮารีซันหันมาเห็นสีหน้าของอิสฮานก็ยิ้มกว้างด้วยความเข้าใจ เขาก็เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ทุกคนที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกต่างก็มีอาการเช่นนี้แทบทุกคน ก็ใครจะกล้าจินตนาการว่าชนชาติศัตรูที่กำลังเข่นฆ่ากันกลางสนามรบจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเช่นนี้ได้

“เหมือนไม่ใช่สถานที่บนโลกนี้เลยใช่ไหมล่ะ” ฮารีซันยิ้มตบไหล่อิสฮานเป็นสัญญาณให้ออกเดินต่อ ซึ่งอิสฮานก็พยักหน้ารับก้าวเดินตามฮารีซัน สายตายังคงมองบรรยากาศโดยรอบอย่างไม่อยากจะเชื่อตาตัวเอง

ฮารีซันเดินนำอิสฮานตรงไปยังกระโจมรักษา ที่ซึ่งเหล่าซิสเตอร์กำลังช่วยกันทำแผลและดูแลผู้ป่วยอยู่

“ยินดีต้อนรับค่ะ ท่านฮารีซัน” เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้อิสฮานรีบหมุนตัวกลับไปทางต้นเสียง ทันใดนั้นเขาก็ได้เห็นหญิงสาวที่งดงามในชุดนักบวช ทว่าท่วงท่าสง่างามไม่ต่างจากชนชั้นสูง บรรยากาศรอบตัวดูสูงส่งแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

“ซิสเตอร์อลาน่า ไม่ได้พบกันนาน เป็นอย่างไรบ้างครับ ครั้งนี้ข้านำสมุนไพรมาเยอะเลย” ฮารีซันเอ่ยทักอย่างยินดีพลางส่งรายชื่อสมุนไพรให้

“ขอบคุณค่ะ คนในค่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน สมุนไพรเริ่มจะไม่พอแล้ว ดีที่ท่านฮารีซันมาพอดี” ซิสเตอร์อลาน่ายิ้มอย่างยินดี

อิสฮานตาเบิกกว้างเมื่อได้ยินชื่อซิสเตอร์อลาน่า นี่คือเจ้าหญิงแห่งแอนดิซอง ผู้สละบัลลังก์เพื่อมาเป็นนักบวชคนนั้นน่ะรึ ท่าทางตื่นตะลึงของอิสฮานเรียกความสนใจจากซิสเตอร์อลาน่าเมื่อเธอหันมามองเขาพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด
อิสฮานยืนนิ่งประสานตากับดวงตาสีฟ้าคู่งามที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและเต็มไปด้วยความรักอย่างมากล้น สายตาเช่นนี้เขาเคยเห็นจากเสด็จแม่เท่านั้น สตรีตรงหน้าเขาทั้งที่ไม่รู้จักเขาเลย แต่กลับมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักเช่นนี้ ยิ่งกว่านั้นรอยยิ้มที่อ่อนโยนทำให้เขารู้สึกได้รับความเมตตาอย่างไม่มีเงื่อนไข เกิดความสงบขึ้นในจิตใจอย่างอธิบายไม่ได้

“ซิสเตอร์อลาน่า นี่คืออิสฮาน เขาเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ข้ารีบเดินทางมาพบท่าน” ฮารีซันเอ่ยขึ้น “เขาเป็นสมาชิกในครอบครัวของข้า เวลานี้เขาโตพอสมควรแล้ว ครอบครัวของเราจึงอยากจะฝากฝังเขาให้อยู่ช่วยงานท่านที่นี่”

ซิสเตอร์อลาน่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของชายหนุ่มรุ่นเยาว์ ก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ได้สิจ๊ะ สวัสดีจ๊ะ อิสฮาน ระหว่างที่เธอเดินเข้ามาที่นี่ เธอได้เห็นบรรยากาศโดยรอบแล้ว เธอยินดีที่จะอยู่ที่นี่ไหมจ๊ะ?”

“คะ ครับ” อิสฮานพูดได้เพียงเท่านั้น คำตอบสั้นเพียงคำเดียวของอิสฮานแทบจะหลุดออกมาจากลำคออย่างไม่
ตั้งใจ เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเอ่ยออกไปเพราะความสมัครใจ หรือเพราะไม่อาจต้านทานสายตาอ่อนโยนคู่นั้นได้

ซิสเตอร์อลาน่ามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา รูปร่างหน้าตาของเขาไม่เหมือนชาวฟูดินันนัก แม้ฮารีซันจะบอกว่าเป็นคนในครอบครัว แต่ก็ไม่มีความคล้ายคลึง ดวงตาสีเข้มมีรอยหม่นลึกซึ่งไม่ควรปรากฏในดวงตาของผู้ที่ยังเยาว์เช่นนี้ เป็นแววตาของคนที่แบกสิ่งหนักหนาเกินวัย เจือความโหยหาและความทุกข์แสนสาหัส ซิสเตอร์อลาน่าขมวดคิ้วน้อยๆ อาจจะเป็นพระพรที่นางได้รับจึงสามารถมองเห็นความรู้สึกที่ซ่อนเร้นในแววตาของผู้คนได้ชัดเจนกว่าคนอื่นๆ แม้จะมีความสงสัยว่าเหตุใดชายหนุ่มอายุน้อยตรงหน้าจึงมีความทุกข์ท่วมท้นเพียงนี้ได้ ช่างน่าสนใจจริงๆ

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้เธอคงเดินทางมาเหนื่อย” ซิสเตอร์อลาน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อยากพักผ่อน หรือ อยากเดินสำรวจรอบๆว่าอยากทำงานด้านไหนดี”

อิสฮานชะงัก เขาคาดว่าจะถูกซักถามความเป็นมาหรืออะไรมากมายที่สุดจะคาดเดา คำตอบมากมายที่เขาเตรียมไว้มีเต็มหัวไปหมด แต่ไม่มีเลย ไม่มีการปฏิบัติต่อเขาในฐานะแขก หรือคนสำคัญ เขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งในค่ายนี้
“ข้าอยากช่วยงานครับ”

“เช่นนั้น ไปล้างหน้า ล้างมือ แล้วไปช่วยงานเบาๆที่โรงครัวก่อนดีไหมจ๊ะ”

ซิสเตอร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน นางไม่ถามถึงที่มา ไม่ถามถึงอดีต ไม่ถามแม้แต่เหตุผล เพราะในค่ายแห่งนี้ไม่มีใครถูกต้อนรับด้วยคำถาม มีเพียง “การยอมรับ” เป็นสิ่งแรก

“ดะ...ได้ครับ” เขาตอบช้าๆ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะออกเดินตามซิสเตอร์ผู้ช่วยไป

ซึ่งซิสเตอร์อลาน่ามองตามพลางยิ้มบางลงอย่างคนที่เริ่มเข้าใจบางสิ่ง จึงหันกลับไปสบตาฮารีซัน

“ท่านไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลเขาสุดความสามารถ”

ฮารีซันถึงกลับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น ซิสเตอร์อลาน่าเห็นเช่นนั้นจึงส่ายหน้าหัวเราะออกมาเบาๆ

“ท่านไม่เล่า ฉันก็จะไม่ถาม ฉันแค่เห็นว่าแววตาของเขาเก็บซ่อนความทุกข์ไว้มากมายเหลือเกิน หวังว่าฉันจะช่วยบรรเทาใจเขาได้บ้าง”

สายตาของซิสเตอร์มองตามหลังชายหนุ่มไปด้วยความเมตตา
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 577
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 25 การยอมรับ @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ เสาร์ ก.พ. 07, 2026 4:09 pm

ชีวิตในค่ายผู้อพยพไม่เหมือนสิ่งใดที่อิสฮานเคยพบ เช้าตรู่วันแรก เขาถูกปลุกด้วยกลิ่นขนมปังอบใหม่ และเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งผ่านกระโจม หญิงชราจากฟีเลเซียสอนเขานวดแป้ง ชายชาวซาโลมที่แขนขาดไปข้างหนึ่งสอนเขาก่อไฟโดยไม่ให้ควันคลุ้ง เด็กสาวจากแอนดิซองสอนเขาอ่านอักษรของแอนดิซองที่เขียนไว้ตามกระโจมต่างๆ ไม่มีใครถามว่าเขามาจากไหน ไม่มีใครถามว่าเขาเป็นใคร อิสฮานเริ่มเข้าใจช้าๆว่า ที่นี่… ไม่ใช่ที่ซึ่งอดีตตามมาหลอกหลอน แต่เป็นที่ที่อดีตถูกวางลงชั่วคราว เพื่อให้มนุษย์ยังหายใจและดำเนินชีวิตต่อได้

ในทุกเช้า ซิสเตอร์อลาน่าจะเดินตรวจค่ายด้วยตัวเอง ไม่ใช่ในฐานะผู้นำ แต่ในฐานะผู้รับฟัง เธอเดินทักทายผู้คนด้วยรอยยิ้มเสมอ และจะมาคุยกับเขาทุกวัน บางวันก็จะให้เขาติดตามไปทุกที่ในค่ายเพื่อทักทายพูดคุยรวมถึงช่วยรักษาคนป่ายเล็กๆน้อยๆในค่าย

“เมื่อคืนหลับสบายไหมจ๊ะ”

เสียงนั้นทำให้อิสฮานสะดุ้งเล็กน้อย เขาเงยหน้าจากถังน้ำที่กำลังล้างผักอยู่ จึงพบซิสเตอร์อลาน่ายืนอยู่ข้างๆ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

“ค…ครับ” เขาตอบอย่างเกร็งเล็กน้อย เม้มปากหลุบตาต่ำ เขาไม่รู้เป็นอะไรถึงรู้สึกราวกับว่าสายตาของซิสเตอร์สามารถมองลึกไปถึงก้นบึ่งของจิตใจได้ ซิสเตอร์มองขอบตาที่คล้ำลงของเด็กหนุ่มก็ยิ้มน้อยๆ

“เช่นนั้นทำไมขอบตาถึงดำคล้ำราวกับอดนอนนักละจ๊ะ” นางถามราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

มือของอิสฮานหยุดชะงัก เพราะเมื่อวานมีชาวซาโลมที่หนีสงครามมาด้วยสภาพที่ไม่ดีนัก หนึ่งในนั้นคือเด็กน้อยที่ร้องไห้กอดร่างไร้วิญญาณของมารดาบนเกวียน ทำให้จิตใจของเขาหดหู่จนฝันร้ายกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง เขาฝันถึงเปลวไฟ เสียงกรีดร้อง และดวงตาของเสด็จแม่ที่มองเขาครั้งสุดท้าย

“อันที่จริง ข้าฝันร้ายจนไม่กล้านอนต่อครับ”

ซิสเตอร์อลาน่ายิ้มให้กำลังใจ “อยากเล่าความฝันให้ซิสเตอร์ฟังไหมจ๊ะ?”

อิสฮานเม้มริมฝีปากแน่น ส่ายหน้าช้าๆ มองซิสเตอร์อลาน่าที่ยังคงยิ้มให้เขาอยู่

“ถ้าวันไหนฝันร้ายมากจนนอนไม่หลับอีก มาหาซิสเตอร์ได้เสมอนะ ไม่ต้องเล่าก็ได้ แค่นั่งอยู่เฉยๆก็พอ ซิสเตอร์จะนั่งเงียบๆเป็นเพื่อน”

อิสฮานเบิกตาขึ้นด้วยความตื่นตะลึงเพราะคำพูดนั้น หัวใจของอิสฮานสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม เขามองซิสเตอร์อลาน่าด้วยดวงตาที่แวววาวเอ่อคลอ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนอ้าแขนต้อนรับให้เขา โดยไม่บังคับให้เขาเปิดบาดแผลของตน เขาพยักหน้าช้าๆ กำแพงสูงที่เขาก่อไว้ค่อยๆเกิดรอยร้าวให้กับสตรีตรงหน้า มีคนที่ยอมรับผู้อื่นโดยไร้เงื่อนไขเช่นนี้ด้วยหรือ
ขณะเดียวกันไม่ไกลจากจุดที่ซิสเตอร์และอิสฮานพูดคุยกันอยู่นั้น มีสายตาของชายอีกผู้หนึ่งลอบมองเขาอยู่โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด



ฟาริด Farid, Zalom's Headman General มาถึงค่ายในยามบ่ายของวันที่สามหลังจากคณะของกษัตริย์ฮารีซันเดินทางมาที่ค่ายผู้อพยพ เขาอยู่ในฐานะผู้คุ้มกันกองเสบียง เดิมเขาเป็นนายพลหน่วยล่าสังหารของกองทัพซาโลม หลังจากที่ เบลสเซจ ยึดอำนาจและสังหารแม่ทัพใหญ่ราโชยู เขาก็หลบหนีการกวาดล้างขั้วอำนาจเก่าของกษัตริย์ปีศาจร่อนเร่อยู่ในทะเลทรายเป็นเวลาหลายเดือน จนได้ยินข่าวค่ายผู้อพยพที่เปิดรับคนทุกชาติ แม้แต่ชาวซาโลมก็ได้รับการต้อนรับ แรกเริ่มเขาไม่เชื่อ ใครจะยินยอมต้อนรับชนชาติศัตรู ด้วยความอยากรู้จนอดใจไว้ไม่ไหว อีกทั้งเขายังหนีการไล่ล่ามาจนเข้าใกล้เขตชายแดน วันหนึ่งเขาจึงตัดสินใจลอบข้ามชายแดนเข้ามาประชิดค่ายเพื่อแอบสังเกตการณ์ดู จนเมื่อได้เห็นความเป็นอยู่ในค่าย เห็นการช่วยเหลือของบรรดาซิสเตอร์ โดยเฉพาะซิสเตอร์อลาน่าที่เขารู้ในภายหลังว่านางเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรแอนดิซองที่แสนรุ่งเรืองและมั่งคั่ง กลับสละฐานันดรและมาลำบากอยู่กลางสมรภูมิรบเช่นนี้ เขาที่เป็นเด็กคนหนึ่งในเมืองเล็กๆห่างไกลในอาณาจักรซาโลม เขาถูกจับมาฝึกเป็นทหารสอนการฆ่าฟันมาตั้งแต่เด็ก แต่ลึกๆในใจ เขาโหยหาความสงบสุข และโลกที่ไม่มีการสู้รบฆ่าฟันอีก ทำให้เขาเกิดความศรัทธาในตัวซิสเตอร์อลาน่า และ ขอเข้ามาทำงานรับใช้ในค่ายนี้ในที่สุด

ฟาริด สวมเสื้อคลุมสีหม่น เดินคุมขบวนเสบียงกลับเข้าค่ายด้วยความกระฉับกระเฉง อากาศที่นี่นับว่าเย็นสบายมากสำหรับชายที่มาจากดินแดนทะเลทรายอันร้อนระอุเช่นเขา เขากวาดตามองสำรวจความเรียบร้อยรอบค่ายตามความเคยชิน แต่สายตาของนักรบไม่อาจซ่อนสิ่งที่เคยเห็นมาได้ ทันทีที่สายตาของเขาปะทะกับอิสฮาน โลกทั้งใบก็เหมือนหยุดหมุน

ฟาริดยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจติดขัด เด็กหนุ่มตรงหน้าอาจสวมเสื้อผ้าธรรมดา มือเปื้อนดินยืนช่วยแบกถุงเสบียง แต่ไม่มีทางผิด ใบหน้าเช่นนี้ ดวงตาเช่นนี้

“ฝ่าบาท…” คำเรียกนั้นหลุดออกมาแผ่วเบาแทบจะไร้เสียง

หลังจากที่เฝ้าแอบมองอยู่หลายวัน ฟาริดจึงตัดสินใจ เขาต้องหยั่งเชิง ฟาริดยืนมองชายหนุ่มที่กำลังช่วยแบกถังน้ำอยู่ไม่ไกลนัก ท่ามกลางความวุ่นวายของค่ายผู้อพยพ ชายหนุ่มผู้นั้นพยายามทำตัวกลมกลืนดูไม่โดดเด่น หากมองเพียงผิวเผิน ทว่าบางสิ่งบางอย่างในท่วงท่า กลับทำให้ฟาริดไม่อาจละสายตาได้ ท่าทางการยืนที่หลังตรงเกินกว่าชาวบ้านทั่วไป
การก้าวเดินที่มั่นคง ราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญที่สุด ใบหน้าที่คล้ายกษัตริย์ซาดินและดวงตาสีอำพันที่แทบจะถอดแบบราชินีเนริมอร์มา

ฟาริดรู้จักดวงตาสีอำพันนั้น เขาเคยเห็นมันในพระราชวังของซาโลมเมื่อหลายปีก่อน เจ้าชายที่หายสาปสูญไปพร้อมกับเปลวเพลิงในวันนั้น

“ต้องใช่แน่ๆ…” ฟาริดพึมพำกับตนเอง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 577
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 25 การยอมรับ @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ เสาร์ ก.พ. 07, 2026 4:12 pm

ฟาริดเดินเข้าไปใกล้อย่างไม่เร่งรีบ เสียงรองเท้าหนังหนักกระทบดินทำให้อิสฮานเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจแต่เพียงพริบตาเดียวก็หลุบตาลงต่ำทำงานของตนต่อ เขารู้ว่าช่วงหลายวันมานี้เขาถูกจับตามอง กว่าเขาจะหาเจ้าของสายตาที่จับจ้องเจอก็เพิ่งจะเมื่อวานนี้เอง นั่นแปลว่าเจ้าของสายตาคู่นั้นจะต้องเป็นนักรบขั้นสูงที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แต่เขาไม่คิดว่าเจ้าของสายตาคู่นั้นจะเดินเข้ามาหาเขาตรงๆเช่นนี้

“ข้าช่วยนะ” ฟาริดเอ่ยเป็นภาษาซาโลมด้วยน้ำเสียงสบายๆ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มจางๆ

“ขอบ...” อิสฮานชะงักไปเพียงครู่ แต่กลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวก่อนจะตอบเป็นภาษาฟูดินัน “ขอโทษนะ ข้าไม่เข้าใจ”

ชาวซาโลม!! อิสฮานกู่ร้องในใจด้วยความหวาดหวั่น ทำไมชาวซาโลมผู้นี้ถึงเดินเข้ามาหาและพูดภาษาซาโลมกับเขา ทั้งที่คนอื่นๆ ล้วนเข้าใจว่าเขาคือชาวฟูดินัน เพราะเขามาพร้อมกับคณะของพี่ฮารีซัน ชาวซาโลมทั่วไปในค่ายจะพูดภาษาฟูดินัน ภาษาฟีเลเซีย หรือ ภาษาแอนดิซองแบบง่าย ๆ กับเขา หรือไม่ก็ใช้แสดงท่าทาง

ฟาริดหรี่ตาลงมุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย

“ข้าช่วย” ฟาริดพูดด้วยภาษาฟูดินันที่แปร่งเล็กน้อย

“ไม่เป็นไร ข้าทำได้ ขอบคุณครับ” อิสฮานพยายามพูดให้สั้น ก่อนจะบอกปัด

นี่ไม่ใช่สำเนียงของชาวฟูดินัน แม้จะพูดชัดกว่าฟาริดมาก แต่ยังมีความเพี้ยนเล็กน้อย คล้ายกับเขา...สำเนียงซาโลม ฟาริดยิ้มยักไหล่ไม่สนใจคำปฏิเสธ แต่กลับทำตัวหน้าหนาก้มลงยกถังน้ำอีกใบขึ้นหน้าตาเฉย อิสฮานจึงจำใจก้าวเดินต่อแม้ในใจจะรัวดังกลองรบ

ทั้งสองเดินเคียงกันไปยังโรงครัว

“ข้าชื่อ ฟาริด เจ้าชื่ออะไร” ฟาริดถาม

“...”

“เจ้ามาจาก...” ฟาริดถามเหมือนเป็นคำถามทั่วไป

“จากฟูดินันครับ” อิสฮานตอบทันที ความกลัวและความวิตกกังกลตีรวนจนเขาแทบจะคุมสติไม่ได้ ยิ่งอยู่ใกล้ซาโลม ใกล้สงคราม ใกล้คนจากดินแดนทะเลทราย ทำให้จิตใจของเขากระตุกแกว่งง่ายขึ้นกว่าเดิม

ฟาริดกดมุมปากลึกขึ้น ตอบเร็วเกินไป… ราวกับเตรียมคำตอบไว้แล้ว

“ฟูดินันกว้างใหญ่นัก ข้าเคยเดินทางผ่านมาบ้าง” ฟาริดยิ้มบางๆ

อิสฮานพยักหน้ารับก่อนจะนิ่งเงียบไป คล้ายไม่อยากสานต่อบทสนทนา ฟาริดก็ไม่เร่งรีบซักต่อ จนเมื่อทั้งสองวางถังน้ำลงตรงห้องเสบียงเรียบร้อย ฟาริดจึงเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงเรียบ

“มากับข้าเถอะ เจ้าเพิ่งมาถึง คงยังเดินสำรวจไม่ทั่ว ข้าในฐานะที่มาอยู่ที่ค่ายนี้สองปีแล้ว จะพาเดินดูรอบๆ”

อิสฮานชะงักเล็กน้อย เม้มปากครุ่นคิด ดวงตากลิ้งไปมาพยายามหาทางปฏิเสธ ซึ่งท่าทางเช่นนี้ไม่อาจหลุดรอดสายตาของนักรบต้องมีสายตาเฉียบคมเพื่อเอาชีวิตรอดในสนามรบตลอดเวลาเช่นเขาไปได้

ฟาริดลอบหัวเราะเบาๆในลำคอ หากช่วงที่องค์รัชทายาทหายสาบสูญ เขาได้ไปเติบโตอยู่ในอาณาจักรฟูดินันที่ผู้คนล้วนแต่ซื่อใส เรียบง่าย ไร้เล่ห์เหลี่ยม เขาไม่มีทางทันเล่ห์เหลี่ยมลูกล่อลูกชนแบบชาวทะเลทรายที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดเช่นเขา

“ข้าต้องอยู่ช่วยซิส...”

“ซิสเตอร์ ข้าขอพาเจ้าหนุ่มนี่ไปเดินชมค่ายนะ” ฟาริดตะโกนบอกซิสเตอร์คนหนึ่งในกระโจม ก่อนจะดันตัวอิสฮานออกจากกระโจมไป ทำให้อิสฮานต้องจำใจเดินตามแรงผลักของเขา

ทั้งสองเดินเคียงกันออกจากกระโจมเสบียงผ่านทางเดินดินที่ถูกเหยียบย่ำจนแน่นแข็ง ผู้คนเดินสวนไปมาทั้ง ผู้บาดเจ็บ ผู้ลี้ภัย เด็กเล็ก คนชรา เสียงครางเจ็บปวดสลับกับเสียงหัวเราะแผ่วเบาในบางมุม ราวกับชีวิตและความตายดำเนินไปเคียงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฟาริดชี้ไปทางโรงครัวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางค่าย ควันบางๆ ลอยขึ้นจากเตาอบดิน เสียงตีแป้งดังเป็นจังหวะ

“ที่นี่คือหัวใจของค่าย” เขากล่าว “ไม่มีใครอดอยาก หากยังมีแรงพอจะยื่นมือช่วยผู้อื่น”

อิสฮานมองตาม ภาพตรงหน้าเหมือนสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในอาณาจักรที่เต็มไปด้วยการสู้รบอันหนักหน่วง ชายผิวคล้ำจากฟูดินันกำลังช่วยหญิงผิวขาวจากแอนดิซองยกถาดขนมปัง ขณะเดียวกัน ชายชาวซาโลมกำลังสอนเด็กฟีเลเซียจุดไฟในเตา

“ทุกคนเท่าเทียมกันที่นี่” ฟาริดกล่าวช้าๆ พลางลอบสังเกตชาวหนุ่มข้างกายไปด้วย “อย่างน้อย…ก็เท่าที่ซิสเตอร์อลาน่าจะทำให้เป็นไปได้”

คำพูดนั้นทำให้อิสฮานเงยหน้ามองเขา ฟาริดไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมเกินจริง หากเป็นเสียงของคนที่เห็นความจริงทั้งด้านสว่างและด้านมืด

พวกเขาเดินผ่านกลุ่มทหารจากแอนดิซองที่ถูกส่งมาช่วยรักษาความปลอดภัย เครื่องแบบสะอาดกว่าอาสาสมัครทั่วไป ท่าทางสง่า แต่สายตาบางคู่กลับแฝงความลังเลและการประเมินค่า

“แม้จะเป็นคนจากอาณาจักรเดียวกันกับซิสเตอร์อลาน่า” ฟาริดกล่าวโดยไม่มองไปทางพวกนั้น “ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีใจเมตตาเช่นนาง”

อิสฮานสังเกตเห็นเช่นนั้นเช่นกัน ทหารบางคนเลือกยืนประจำจุดที่สบายกว่า บางคนไม่เต็มใจแตะต้องผู้ลี้ภัยที่แต่งกายมอมแมม การแบ่งแยกมิได้ชัดเจนจนเอ่ยปากกล่าวหาได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยังคงมีอยู่

“แอนดิซองอาจไม่มีระบบชนชั้นชัดเจน” ฟาริดกล่าวต่อ “แต่ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนมีให้เห็นเสมอ”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 577
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 25 การยอมรับ @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ เสาร์ ก.พ. 07, 2026 4:13 pm

ไม่ไกลนัก มีผู้อพยพกลุ่มใหม่เพิ่งเดินทางมาถึงค่าย หนึ่งในคนกลุ่มนั้นมีชายชราคนหนึ่งที่ใช้ไม้ค้ำยันหมดแรงเสียหลักล้มลงกับพื้น ยังไม่ทันที่ใครจะเข้าไปถึงตัว ซิสเตอร์อลาน่าที่กำลังเดินอยู่บริเวณนั้นก็รีบมาถึงตัวเขาก่อนผู้ใด ทั้งสองหยุดยืนเมื่อเห็นซิสเตอร์อลาน่ากำลังคุกเข่าลงต่อหน้าชายชราผู้นั้น นางใช้มือเปล่าประคองชายชราให้ทรงตัวนั่งบนพื้นก่อนจะเอื้อมมือสัมผัสเท้าที่เปื้อนเลือดและฝุ่นเพื่อตรวจดูบาดแผล ไม่รังเกียจ ไม่ลังเล ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง ภาพตรงหน้าสร้างความประทับใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะอิสฮานที่รู้สึกหัวใจเต็มตื้นขึ้นมาอย่างประหลาด

“แต่นางไม่เคยมองใครต่ำกว่าตน” ฟาริดกล่าวเสียงแผ่วลง “ไม่ว่าผู้นั้นจะชนชาติไหน ไม่ว่าเขาจะเป็นเศรษฐีหรือขอทาน”

อิสฮานรู้สึกเหมือนบางสิ่งในอกสั่นไหว เขาไม่เคยเห็นความเมตตาที่ไร้เงื่อนไขเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ความเมตตาเพื่อภาพลักษณ์ ไม่ใช่ความสงสารจากผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นความรักที่มองผู้อื่นเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน

“ข้าเชื่อ…” ฟาริดกล่าวหลังเงียบไปครู่หนึ่ง “ว่าหากโลกนี้จะมีสันติสุขได้จริง มิใช่ด้วยคมดาบหรือกองทัพ แต่ด้วยศรัทธาเช่นที่ซิสเตอร์อลาน่ายึดมั่น”

อิสฮานกลืนน้ำลาย คำว่า ศรัทธา ทำให้หัวใจเขาหนักอึ้ง เพราะเขาเองคือผลพวงของความศรัทธาที่นำไปสู่มหาสงคราม ฟาริดหันมามองเขา สายตานิ่งลึกอย่างผู้ผ่านชีวิตมามากเกินวัย

“ข้าเคยเป็นเพียงทหารยามคนหนึ่ง” ฟาริดเริ่มเล่า “ก่อนจะได้รับตำแหน่ง นายพลหน่วยล่าสังหารอย่างทุกวันนี้”

อิสฮานสะดุ้งในใจ ตำแหน่งนั้นคือระดับสูงสุดในหน่วย มือของเขากำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ฟาริดพูดราวกับเป็นเรื่องเล่าทั่วไป แต่ทุกถ้อยคำกลับเหมือนคมมีดค่อยๆ กรีดลงในจิตใจอิสฮาน

“เมื่อครั้งยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ข้าเคยประจำการอยู่ในวังซาโลมอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง เป็นทหารยามยืนเฝ้าโถงทางเดินของราชสำนักแทนสหายของข้าที่ต้องโยกย้ายหน้าที่ ข้าเคยเห็นองค์รัชทายาทเสด็จผ่านในระยะใกล้…หลายครั้ง พระองค์เพียงแค่วิ่งผ่านจุดที่ข้ายืนเฝ้าอยู่เพื่อที่จะไปหาพระมารดา หรือบางครั้งก็วิ่งไปหาท่านมหาอำมาตย์เพื่อร่ำเรียน”

อิสฮานรู้สึกว่าลมหายใจตนเองเริ่มไม่สม่ำเสมอ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามควบคุมสีหน้า ทุกอณูในร่างกายกรีดร้องให้หนีไปให้ไกล

“พระองค์วิ่งผ่านข้าไปเฉยๆ ไม่เคยหันมามองข้า เพราะข้าเป็นเพียงทหารรักษาการณ์ชั้นผู้น้อยหนึ่งในหลายร้อยคนในพระราชวัง แต่เป็นข้าเองที่เฝ้ามองตามหลังพระองค์ไป พร้อมกับคิดว่า นี่สินะ แผ่นหลังของผู้ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่จะเป็นเจ้าปกครองตามคำทำนาย” ฟาริดพูดเสียงเบาพลางทอดสายตาไปทางอาณาจักรซาโลม ราวกับกำลังหวนคิดถึงภาพเห็นการณ์ในความทรงจำ

อิสฮานตัวแข็งทื่อ ยิ่งฟัง อิสฮานก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในหลุมลึกที่ไร้ทางออก เขาสอดส่ายสายตามองหาทางหนี ทว่าเบื้องหน้าของเขา เขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งนิ่งดวงตาว่างเปล่าแขนขาดไปข้างหนึ่ง ไม่ไกลจากนั้นเขาเห็นเด็กหญิงกอดผ้าห่มเก่าๆแน่น ริมฝีปากพึมพำชื่อใครบางคนซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยมีหญิงชราที่น้ำตาไหลเงียบๆกอดเด็กหญิงคนนั้นไว้ ทุกคนล้วนเป็นผลจากสงคราม และสงครามเริ่มจากเขา จากคำทำนายบ้าๆนั่น

ถ้าไม่มีข้า…

ความคิดนั้นผุดขึ้นโดยไม่อาจห้าม อิสฮานพยายามสลัดมันออก แต่ยิ่งพยายามภาพก็ยิ่งชัดเจน เปลวไฟที่ลุกโชน เสียงโลหะกระทบกัน เสียงร้องขอชีวิตที่ไม่มีใครฟัง หัวใจเริ่มเต้นแรงลมหายใจติดขัด เขารู้ดีว่าไม่มีใครในค่ายนี้รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่มีใครชี้หน้า ไม่มีใครกล่าวโทษ แต่สิ่งนั้นกลับยิ่งโหดร้ายกว่า ถ้าพวกเขารู้…เขาไม่กล้าคิดต่อ การที่เขารู้ว่าฟาริดเคยอยู่ในวังซาโลม เคยเห็นรัชทายาทในระยะใกล้ มันเหมือนมีดที่วางแนบอยู่กับลำคอของเขา แม้ยังไม่กรีดเชือด แต่เย็นเฉียบราวกับเอาน้ำเย็นจัดราดรดเขาทั้งตัว เขาจำข้าได้ใช่หรือไม่ หรือกำลังรอให้ข้าเผลอเผยพิรุธ…

อิสฮานก้มหน้าลง พยายามควบคุมท่าทาง ทุกการก้าวต้องระวัง ทุกลมหายใจต้องไม่สั่น แต่ยิ่งพยายามร่างกายกลับยิ่งทรยศ มือเริ่มเย็น ปลายนิ้วชา ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ไม่ใช่ภาพใครต่อใคร แต่เป็นภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าบัลลังก์ แบกรับคำทำนายที่เขาไม่เคยเลือก คำพูดนั้นดังก้อง เจ้าจะยิ่งใหญ่เหนือทุกอาณาจักร เสด็จพ่อตรัสอย่างภาคภูมิใจต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย
ยิ่งใหญ่ หมายถึงอะไร ซากศพนับหมื่น? อาณาจักรที่ล่มสลาย? ชีวิตที่พลัดพราก? ชีวิตของเสด็จแม่?

อิสฮานรู้สึกเหมือนอกถูกบีบอัด เจ็บหัวใจ หายใจไม่ออก เขาไม่สมควรอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ ไม่สมควรได้รับขนมปังที่อบจากมือพวกเขา ไม่สมควรได้รับรอยยิ้ม หรือความเมตตา สายตาของเขาเริ่มพร่ามัว แทบยืนไม่อยู่รู้สึกโงนเงนเหมือนโลกเอนเอียง หัวใจเต้นแรงจนแทบฉีกออกจากอก ลมหายใจขาดห้วง เขาต้องยกมือขึ้นกดหน้าอกตนเอง ข้า...ไม่ไหวแล้ว…
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 577
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน